TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 10]

posted on 17 Feb 2008 19:34 by dittri

 

 

:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม

 

ตอนที่ : 10
  

 การเป็นพี่ชายคนโตถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติที่สุดสำหรับเค้า ....เป็นผู้นำ ....เป็นผู้แนะ และ คอยอ้าแขนต้อนรับเพื่อให้คนที่เป็น ‘น้อง’ได้โผเข้าหาในยามที่ต้องการใครซักคนให้พึ่งพิงในทุกเมื่อ ....‘พี่ชาย’ สำหรับเค้า คำๆนี้ถือเป็นคำที่พิเศษและน่าภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน ทว่า....มันไม่ได้หมายถึงตอนนี้หรอกนะ (-__-;)

 “พี่โง่รึเปล่าเนี่ย?” เสียงบ่นออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับดวงตาคมที่มองค้อนกลับมาควับใหญ่ของพ่อน้องชายบังเกิดเกล้านั่นเองที่ทำให้ ‘นิยาม’ความภาคภูมิใจของ ‘พี่ชาย’อย่างแจจุงไม่สามารถใช้การได้ไปชั่วขณะ

 “ง่า....ชางมินอ่า” คนถูกดุด้วยสายตาก้มหน้างุดๆ ยื่นส่งโทรศัพท์มือถือในมือให้แล้วใช้มือเดิมยกกลับมาเกาที่ไท้ทอยแกรกๆแก้เขิน “ก็พี่ตั้งเสียงไม่เป็นจริงๆนี่นา”

 “แล้วอุตริอะไรไปเปลี่ยนไอ้ที่ตั้งเอาไว้ให้ พี่ก็รู้ว่าวันนี้การบ้านผมเยอะอย่างกับอะไร ทำไมชอบทำให้ปวดหัวเนี่ย?” น่าน....โดนบ่นเสียเป็นชุด แจจุงเหลือบสายตาขึ้นมองน้องชายที่กำลังขมักเขม้นกับเมนูหน้าจอมือถือเล็กน้อยก่อนก้มกน้าก้มตาหัวเราะฝืดๆให้เมื่อดวงตาคู่เดิมตวัดขึ้นมามองกลับ

 “อ่า.....พี่ขอโทษ” ....นี่เราผิดขนาดนั้นเลยเหรอ(วะ)?

 “เอาน่าๆ ผมไม่มีเวลามานั่งคิดอะไรมากหรอก ไร้สาระ” อ่ะโห!แจจุงเงยหน้าขึ้นมองน้องชายของเค้าอีกครั้ง อ้าปากค้างแล้วได้แต่คิดในใจ ....วุ้ย!พ่อน้องชาย นี่นายจะรีบแก่แดดโตเกินตัวไปไหนล่ะเนี่ย? ช่วยทำตัวให้มันน่ารักๆสมกับอายุเหมือนเมื่อก่อนหน่อยได้มั้ย?

 ....น่ารัก ....เออ! น่ารัก ....พูดถึงน่ารักก็นึกถึงหน้าเด็กคนนั้น คิม จุนซู ที่เลี้ยงขอบคุณเราเมื่อตอนเย็น ถ้าไม่รีบเคลียร์เรื่องที่หมอนั่นไหว้วานมา(ตั้งแต่ปีมะโว้)ให้เสร็จๆไป มีหวังเราคงได้รู้สึกค้างคาใจเวลาเจอหมอนั่นเป็นแน่ ว่าแล้วก็....

 “ชางมินอ่า....”

 “ครับ?” ผู้เป็นน้องขานรับเสียงเข้ม ....เอ่อ....ก็ไอ้เสียงเข้มแบบนี้นั่นแหละที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เหรอ?

 “คือ.....” อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

 “เอ้า! เสร็จแล้วครับพี่ ถ้าไม่มีอะไร ผมว่าพี่อย่ามากวนผมเลยนะ เดี๋ยวปีนี้ผมต้องสอบเข้าม.ปลายแล้วด้วย ขืนชักช้าคงได้คะแนนออกมาไม่ดี”

 “ออ...อ่อ.....” ยื่นมือกลับไปรับโทรศัพท์เครื่องเดิมมาถือไว้ในมือ ในใจรู้สึกผิดขึ้นมาชอบกล ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องรู้สึกผิดเรื่องอะไร “อ่า....ขอบคุณนะ”

 “อื่อ” เด็กหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าให้ ไม่สนใจจะหันกลับไปมองดูเค้าเสียด้วยซ้ำ

 ‘ช้ำใจว่ะ’ แจจุงคิดอย่างงั้นแล้วเดินคอตกออกจากห้องไป ....นี่ชางมินของเราคงจะโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ เติบโตเป็นผู้ชายที่ดีพร้อม เรียนก็เก่ง ตัวก็สูง แม่ล่ะภูมิใจจริงๆ....แม่....

 เฮ้ย!! ไม่ใช่แม่ พี่ว้อยพี่!!!! (O_O;) ...ให้ตายสิ ชอบลืมตัว

 ....สรุปคือก็ยังไม่ได้พูดเรื่องที่จุนซูฝากมาขอโทษกับเจ้าหมอนั่นอยู่ดี พักนี้ชางมินดูจะเคร่งเครียดกับเรื่องเรียนต่อเสียเหลือเกิน หมอนั่นเคยบอกเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เริ่มเลื่อนชั้นแล้วว่าอยากจะสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับเค้าให้ได้ ชางมินไม่อยากจะให้พี่ชายต้องลำบากเรื่องหาค่าเล่าเรียน เด็กนั่นจึงวางแผนเอาไว้ว่า ถึงแม้จะไม่สามารถสอบทุนในเรื่องของกีฬาได้อย่างผู้เป็นพี่ แต่เค้าก็จะพยายามเป็นตัวแทนในด้านวิชาการเพื่อขอรับทุนนั้นแทน

 “พูดถึงนักเรียนทุน เข้าเรียนมาก็จะเป็นปีแล้ว ทำไมไม่เห็นทางโรงเรียนเรียกร้องให้เราไปเข้าชมรมหรือลงแข่งกีฬาอะไรเลยอ่ะ....มันมีอะไรแหม่งๆหรือเปล่าเนี่ย?” คิดพลางยืนเกาหัวอย่างงงๆอีกรอบ วันนี้มันวันอะไรกันนะ ทำไมแจจุงถึงได้มีแต่เรื่องให้ปวดสมองล่ะเนี่ย?
 “พี่!!” เสียงเรียกดังมาจากด้านในอีกครั้ง แจจุงหันกลับไปกระพริบตาปริบๆแล้วขานรับ....บางทีน้องชายของเค้าอาจจะอยากให้เค้าช่วยสอนอะไร อาทิเช่นการบ้าน(^__^)

 “ว่าไงเหรอชางมิน?”

 “ผมจะบอกว่ากะละมังซักผ้าอยู่หน้าบ้านนะ แช่ทิ้งเอาไว้ให้แล้ว ถ้าพี่ไม่มีอะไรทำก็ช่วยผมซักผ้าหน่อยละกัน”

 “อะ....อ่ะเหรอ?” ก้มลงมองดูไอ้เจ้ากองเสื้อผ้าและกะละมังปริ่มน้ำที่ว่าก่อนจะถอนหายใจและยิ้มให้ตัวเองด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

 ....คิดในแง่ดี ....เอาวะ! ยังไงก็ถือว่าได้ช่วยน้องละนะ แฮ่ะ แฮ่ะ! (^-^;)

######
 

 “นั่นอะไรอ่ะ?” เสียงทุ้มเอ่ยทักแสดงออกถึงความอยากรู้อยากเห็น จุนซูที่กำลังนอนเอกเขนกไขว้ห้างกระดิกเท้าระหว่างอ่านการ์ตูนอยู่รีบลุกขึ้นนั่งแลวร้องห้ามเสียงดัง

 “STOP!อย่าแตะต้องนะ อย่าแม้แต่จะคิดเลย ไอ้พี่บ้า!!”

 “อะไรวะ!? ไอ้ห้ามน่ะพอเข้าใจนะ แต่ไม่เห็นต้องด่ากันเลยหนิ ....งุงิ งุงิ พี่ชายน้อยใจแล้วนะ จุนซู อ่า” คนตัวโตเดินผ่านกล่องของขวัญที่ห่อกระดาษสีสวยเลยมาแล้วกระโจนทิ้งตัวลงนอนข้างๆผู้เป็นน้องชาย

 “ว๊าก!!!” เตียงหักมั้ยเนี่ย? ถ้าเตียงหักเค้าจะฟ้องคุณป้าด้วย ไอ้หมีโหดนี่!! จุนซูคิดในใจก่อนมองสำรวจรอบๆตัว แล้วพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก.... “อ่า  ยังอยู่ครบ นึกว่าจะต้องซื้อเตียงใหม่ซะอีก” (=o=;)

 “นี่! ถามจริง คือแบบว่า....พี่อ้วนมากเลยเหรอ?” ยุนโฮสะกิดน้องชายก่อนจะก้มลงสำรวจตัวเอง รู้สึกว่าจะหลายครั้งแล้วเหมือนกันนะที่เจ้าตัวเล็กนี่ชอบพูดจาเหมือนกับเค้ากำลังเข้าสู่ช่วง ‘อวบจนเกินพอดี’ เลยทำให้ตัวเองก็ชักจะไม่มั่นใจ ....จุนซูพลิกตัวกลับ นอนมองสำรวจพี่ชายตัวเองอย่างพินิจพิเคราะอีกรอบแล้วกระตุกรอยยิ้มมุมปากใส่

 “ก็ไม่อ่ะ ทำไม? กังวลอาไร๊! เป็นคุณชายยุนโฮผู้เพอร์เฟคไม่ใช่เหรอ?” ประโยคหลังนี่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นคำกระแนะกระแหน๋

“หึ!”ยุนโฮทำท่าหัวเราะขึ้นจมูกบ้าง “หน๋อยแน่ะเจ้าแก้มยุ้ย มานี่ พ่อจะกัดแก้มให้ขาดเลย งั่มๆๆ!!” (>w<)

“จ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!! คุณป้าๆๆๆ คุณป้าคร้าบ ช่วยผมด้วย!!!!!!!!!!!!” (>o<)

“เอออะอะไรกันน่ะพี่น้องคู่นี้?”

“อ่าว! คุณแม่” ไวเหมือนโกหก จู่ๆคุณนายจองก็เปิดประตูเข้ามาตามเสียงสัญญาณของความช่วยเหลือของจุนซูจริงๆ ยุนโฮรีบลุกขึ้นนั่ง เกาหัวแกรกๆแล้วแอบคิดในใจ ....นี่สงสัยไอ้ที่เค้าบอกว่าพวกโลมาสามารถส่งเรดาห์พลังจิตได้นี่มันคงจะจริงสินะ ‘นายสะกดจิตแม่ฉันเหรอ คิม จุนซู?”

“อาราย? มองหน้าทำมาย???” จุนซูหันไปขมวดคิ้วทำเสียงแข็งถามก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เหวี่ยงหนังสือการ์ตูนในมือใส่หน้าพี่แล้วรีบวิ่งไปหาผู้เป็นป้า “พี่ยุนโฮมันแกล้งผมอีกแล้ว ง่า....กัดแก้มด้วยอ่า คุณป้าดูสิ”

‘ฟ้อง ฟ้อง ....แน่ะทำฟ้อง ฮึ่ย!คอยดูนะ ถ้าแม่ไม่อยู่ ฉันจะฟัดนายให้แก้มขาดเลย’ คิดพลางทำท่าเข่นเขี้ยว ไอ้เจ้าตัวดีนี่มันน่าขย่ำนัก เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวชะมัด!

“นี่ตายุนโฮ เธอน่ะเลิกแกล้งเลยนะ เห็นน้องเด็กกว่านี่ไม่ได้เลย หาเรื่องเค้าตลอด” ผู้เป็นแม่หันมาสวดใส่เสียก่อนหนึ่งรอบแล้วค่อยกลับไปสำรวจความเสียหายของเจ้าน้องชายตัวเล็กที่ยืนออดอ้อนอยู่อีกครั้ง “ดูสิ หน้าน้องแดงเป็นรอยฟันเลย เล่นอะไรก็ไม่รู้”

“ก็ไม่ได้เล่นนี่ครับ ผมกะจะกัดให้จมเขี้ยวจริงๆเลย” ฮึ่ม! ยิ่งเห็นหน้าของเจ้าวายร้ายที่ตีหน้าซื่อทำตาใสแล้วแอบหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เค้าในเวลาที่แม่มองไม่เห็นแล้วยุนโฮยิ่งแค้น ไอ้น้องคนนี้ บทจะน่ารักมันก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่น่ารักเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าแม่ของเค้าแบบนี้ มันน่านัก!!

“แน๊ะ! เข้ามาห้องเค้าแล้วยังมาอันธพาล”คุณนายจองจิ๊ปากใส่ลูกชายก่อนจะหันไปลูบหัวเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความเอ็นดู “เดี๋ยวป้ากับลุงจะออกไปงานข้างนอกกัน อยากไปด้วยมั้ย?”

“งานอะไรครับ?” จุนซูมองหน้าถาม ใบหน้าใสๆกับลูกตารีๆเจือแววสนอกสนใจตามประสาเด็ก

“งานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนคุณลุงเค้าน่ะ จุนซูอยากไปกับป้ามั้ยล่ะลูก?” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อให้เด็กหนุ่มได้ตัดสินใจ

“อ่ะ....อ่าว เดี๋ยวๆ นี่มันผิดพลาดอะไรหรือเปล่าครับคุณนายจอง? แล้วผมอ่ะ เนี่ยๆๆ ลูกชายอ่ะครับลูกชาย แบบว่าถามนิดหนึ่งได้มั้ยครับว่าลูกชายอยากไปด้วยหรือเปล่า?” ยุนโฮประท้วงโวยวาย ทำท่าน้อยอกน้อยใจ หน้ามุ่ย แก้มป่อง กระพริบตาปริบๆ

“คิดว่าน่ารักเหรอนั่น?” ผู้เป็นแม่เล่นถามคำถามที่ทำเอาสะอึก ยุนโฮถึงกับช็อค ส่วนจุนซูก็หลุดกลั้นหัวเราะ ขำเสียงดังลั่นขึ้นมาในทันที

“คุณแม่อ่า ....ร้ายกาจ ร้ายกาจ ร้ายกาจ!!!” ยุนโฮย้ำคำเดิมก่อนจะกระโจนขึ้นจากเตียงแล้วโผเข้าไปกอดเอวบางๆของผู้เป็นแม่เอาไว้อีกข้าง ใบหน้าหล่อเหลากำลังพยายามเลียนแบบสีหน้าน่ารักของน้องชายอย่างสุดฤทธิ์ ก้มลงซุกกับอกผู้เป็นแม่แล้วร้องครางงึมงำๆไม่เป็นภาษาไปเรื่อยจนคุณนายจองเองก็ยังอดที่จะหัวเราะตามไม่ได้

“เจ้าลูกชายคนนี้นี่ ไม่โตซักทีนะเรา” มือนุ่มๆยกขึ้นลูบผมสีน้ำตาลเข้มเบาๆ “แล้วตกลงสองหนุ่มนี่มีใครจะไปงานคืนนี้หรือเปล่าเนี่ย?”

“พี่ยุนโฮอ่ะ?” จุนซูมองหน้าแล้วส่งเสียงถาม ....ตัวเค้าเองยังไงก็ได้ แต่อย่างที่รู้ๆว่าเค้าไม่ใช่ลูกชายจริงๆของบ้านนี้ ถ้าขืนให้ไปออกงานคนเดียวคงรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่สมควรละมั้ง อีกอย่าง....ถ้าพี่ชายไม่ไปเค้าก็ไม่ไป เพราะคนเดียวที่เค้าสามารถเป็นตัวของตัวเองและเปิดเผยออกมาได้อย่างหมดเปลือก ตอนนี้มีแค่เพียงพี่ยุนโฮคนเดียวเท่านั้น

“ผมไม่ไปดีกว่า วันนี้มีการบ้านเยอะอ่ะครับ” คนตัวสูงทำท่าคิดก่อนให้คำตอบ จริงๆเค้าก็ไม่มีการบ้านอะไรหรอก แค่ไม่อยากไปเข้าสังคม ...มองหน้าและขยิบตาให้คนตัวเล็ก จุนซูเองก็พอจะเดาได้ ดังนั้นต่างฝ่ายจึงต่างขอตัวสำหรับงานเลี้ยงในวันนี้

“สุดท้ายก็ถูกทิ้งเอาไว้สองคนอีกตามเคย” หลังจากที่คุณนายจองกลับออกไป จุนซูที่เป็นเจ้าของห้องก็นอนแผ่ 360 องศา ครอบครองเตียงเอาไว้คนเดียวโดยไม่เว้นที่ให้แขกไม่ได้รับเชิญกระโจนขึ้นทำแบบเมื่อครู่

“ถ้าอยากไปก็น่าจะไปนี่นา ไม่เห็นต้องคอยตามพี่เลย” ยุนโฮเดินไปเลือกแผ่นซีดีที่ชั้นวางเครื่องเสียงแล้วหันกลับมามองดูอีกฝ่าย ตอนนี้จุนซูเปลี่ยนไปเป็นเด็กเรียบร้อยแล้ว ต่างจากเมื่อครู่ บางทีอาจจะเพราะกำลังใช้สมองคิดอะไรอยู่คนเดียว

“ผมเบื่อนี่นา ปั้นหน้ากับคนพวกนั้น แล้วก็เรื่องคอยตอบคำถาม” ผู้เป็นน้องชายทิ้งท้ายประโยคเอาไว้เพียงแค่นั้น ....ตอบคำถาม? ...ชายหนุ่มลองคิดทบทวนดูอีกที คำถามที่ว่านั่นคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของครอบครัวจุนซูและ.....อุบัติเหตุครั้งนั้น

“พี่ยุนโฮ.....”

“ห๊ะ!? อะไร?” หันไปเลิกคิ้วใส่รอฟังประโยต่อไปจากร่างเล็ก

“พี่ไม่คิดถึงแล้วเหรอ....เรื่องเมื่อตอนนั้นน่ะ?” จู่ๆน้ำเสียงใสๆก็ฟังดูหม่นหมองลงไป ดวงตาคู่รีแหงนขึ้นมองหน้าที่ชายอีกครั้ง น้ำเลี้ยงในตาส่อประกายเอ่อคลอออกมาให้เห็น

“จุนซู....เรื่องนั้นมัน.....”

“ถึงพี่ไม่คิดถึง แต่ทุกครั้งที่มีคนถามผม ผมแทบจะอยากหายไปจากโลกใบนี้เลยด้วยซ้ำ....ฮึก! ให้ตายสิ ทำไมต้องมานึกถึงเอาตอนนี้ด้วยนะ” พยายามยกมือขึ้นปาดน้ำตา ไม่อยากอ่อนแอ ไม่อยากให้พี่ชายเห็นว่าเค้ายังเป็นน้องเล็กที่ไม่ยอมโต จุนซูเงยหน้าแหงนขึ้นมองเพดาน สะกัดกลั้นมันเอาไว้ เค้าต้องทำใจแข็ง เค้าต้องแข็งใจกับเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด

“ไม่เอาน่า! ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่นึกถึงหรอก แต่เรื่องมันผ่านไปแล้ว และตอนนี้นายก็คือน้องของพี่” เดินเข้าไปใกล้ ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นที่ที่เหลืออีกฟากหนึ่งของเตียงแล้วยื่นมือหนาไปลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ “นายไม่ใช่เด็กขี้แยนี่นา ต้องเข้มแข็งสิ”

“แต่พี่....ผมคิดถึงพวกเค้า คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ ....แล้วก็พี่จุนโฮ กับ ..................” ยุนโฮก้มหน้าลงมองลายบนพื้นผ้าคลุมเตียง นัยน์ตาของเค้าสงบนิ่งไม่ไหวติง ความคิดทบทวนให้นึกถึงใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำอีกครั้ง ชายหนุ่มกลืนก้อนน้ำลายลงคอแล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นน้องชาย

“ใช่! พี่เองก็คิดถึงพวกเค้า ....คิดถึงจีฮเย”

....ชื่อที่ไม่ได้เอ่ยถึงมานาน

....ใบหน้าที่ไม่ได้ฝันเห็นมานาน

แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังเป็นคนสำคัญอีกคนของเค้าเสมอ ‘จอง จีฮเย’ 

######

ท่าอากาศยานอินชอน....

“อ่า....ทางนี้ครับทางนี้ คุณยูชอน!” เสียงเรียกของชายสูงวัยที่สวมชุดสูทดูสุภาพเรียบร้อยร้องเรียกชื่อของใครบางคนที่ปรากฎตัวขึ้นท่ามกลางผู้คนในช่องทางของผู้โดยสารขาเข้า ชายหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตเปิดอกที่มือมีแจ็คเก็ตสูทสีเทาหยุดยืนอยู่กับที่ เค้าค่อยๆถอดแว่นกันแดดสีชาออกแล้วมองเพ่งกลับมายังต้นเสียงนั้นก่อนจะส่งรอยยิ้มให้

“ลุงอิม แหม่! ไม่เจอตั้งนาน ยังหนุ่มอยู่เลยนะครับ” ทันทีที่ลากกระเป๋าสัมภาระมาถึงชายหนุ่มก็โผเข้าไปทักทาย สองมือของเค้าจับที่ต้นแขน และเลื่อนลงมือกุมมือชายสูงวัยกว่าเอาไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ ขอต้อนรับกลับบ้านนะครับคุณยูชอน” คำพูดประโยคแรกที่เป็นคำทักทายสู่บ้านเกิดเมืองนอน ชายหนุ่มฟังแล้วอบอุ่นขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก แว่บหนึ่งที่เค้าแอบเขินอาย แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม บทสรุปของความรู้สึกนี้ก็คือ ....ดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมาที่นี่อีก

“ของคุณยูชอนมีแค่นี้เหรอครับ?” อิม ดองวาน พนักงานขับรถประจำบ้านตระกูลจองเอ่ยถาม เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ทั้งยุนโฮ และจุนซูต่างก็ต้องไปโรงเรียน ดังนั้นการกลับมาเกาหลีในรอบนีของเค้าจึงไร้เงาของคู่หูคนสนิททั้งสอง

“ผมเอามาแค่กระเป๋าลากใบเดียวนี่แหละครับ แต่อย่าดูถูกมันนะ ลำพังลุงอิมน่ะยกไม่ไหวหรอก นี่ก็ตั้งเกือบ 30กิโล” ยูชอนตอบก่อนจะช่วยยกที่ด้านท้ายของกระเป๋าเพื่อเอาใส่ไว้ท้ายรถอีกแรง

“แล้ว....จะมีของส่งมาจากทางอเมริกาอีกมั้ยครับเนี่ย? ผมจะได้อยู่รอรับของไปเลยทีเดียว” ชายสูงวัยหันมาถามอย่างสงสัย วันนี้เค้าได้รับคำสั่งจากคุณท่านให้มารับคุณชายแห่งตระกูลปาร์คที่จะกลับมาเรียนต่อที่เกาหลีอีกครั้ง แต่ทำไมกันนะ ข้าวของของคนที่คาดว่าจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ซักปีสองปีถึงได้มีแค่กระเป๋าใบเดียว

“อ่อ! ไม่ต้องรอหรอกครับลุง ของๆผมมีแค่นี้นั่นแหละ ที่เหลือคิดว่าถ้าไม่เบียดเบียนเจ้ายุนโฮอย่างที่เคยก็คงจะไปหาซื้อเอาใหม่ ขนไปขนมาผมว่ามันน่ารำคาญออกจะตาย” ยูชอนตอบพลางระบายรอยยิ้มอารมณ์ดีให้อีกครั้ง “ว่าแต่วันนี้ลุงต้องไปรับเจ้าสองพี่น้องนั่นที่โรงเรียนหรือเปล่าครับ?”

“อ๋อ ครับ ไปรับหลังจากที่ส่งคุณยูชอนที่บ้านเสร็จ ตอนนั้นก็น่าจะทันเวลาพอดี” ลุงอิมตอบ

“อืม....งั้นเปลี่ยนแผนได้มั้ยครับ? แบบว่าไม่ต้องไปรับเจ้ายุนโฮมันหรอก วันนี้ลุงไปรับแค่จุนซูคนเดียวก็พอ” ชายหนุ่มเสนอ

“แล้วคุณยุนโฮล่ะครับ?” ถามด้วยน้ำเสียงดูเป็นห่วง

“โอ๊ย! หมอนั่นมันโตแล้ว ปล่อยให้กลับบ้านเองบ้างเถอะ อีกอย่างวันนี้ผมยังไม่อยากกลับบ้าน ลุงแวะส่งผมที่แถวๆโรงเรียนของเจ้านั่น แล้วก็เลยไปรับจุนซูเลยแล้วกัน ทางด้านคุณชายจอง เดี๋ยวปาร์ค ยูชอนขอจัดการเอง” ว่าพลางทำหน้าทะเล้นใส่

“เอางั้นเหรอครับ?” พนักงานขับรถเก่าแก่หัวเราะอย่างรู้ใจ แล้วพยักหน้าเป็นอันรับรู้

...ฮ่าๆ! นายจะต้องแปลกใจแน่ๆยุนโฮที่จู่ๆฉันก็ไปโผล่ที่หน้าประตูโรงเรียน ทีนี้ล่ะ....คงได้สนุกกัน


######
 

 หลังจากที่สารถีขับรถมาจอดส่งเอาไว้ที่หน้าโรงเรียนยูชอนก็สวมวิญาณนักท่องเที่ยวออกเดินสำรวจรอบๆโรงเรียนในทันที ....อีกตั้ง20 นาทีกว่าโรงเรียนจะเลิก งั้นตอนนี้เราก็ยังพอมีเวลาหาอะไรรองท้องสินะ

“ป้าครับป้า อันนี้นี่ขายยังไงเหรอครับ?” เดินเข้าไปใต้ชายคารถเข็นขนาดย่อม ในนั้นมีทั้งโอเด้ง และ ต๊อกโปกิร้อนๆที่เตรียมเอาไว้ขายให้กับเด็กนักเรียนจัดวางเรยงรายหอมฉุยอย่างน่ากิน ยูชอนเลือกตัดสินใจอยู่ซักพักก่อนที่จะหยิบโอเด้ง 2 ไม้ขึ้นมา “ผมเอาอันนี้อ่ะ เท่าไหร่ครับ?”

“สองอันก็ 3000 วอนจ่ะ” แม่ค้าตอบ

“แล้วน้ำซุปนี่ยังแถมฟรีอยู่มั้ยครับ?” ถามด้วยคำถามประหลาดที่ทำเอาอีกฝ่ายแอบหัวเราะ

“แถมจ่ะแถม คนหล่อๆน่ะป้าแถมให้ฟรีอยู่แล้วแหละจ่ะ” ยูชอนยิ้มให้อย่างเขินๆ แหม๋! ก็เค้าไม่ผิดนี่ที่อยากจะถามเรื่องราคาให้แน่ใจ โถ่!ใครจะรู้ละว่าไม่ได้อยู่เกาหลีตั้งนาน ราคาของโอเด้งมันจะขึ้นไปด้วยหรือเปล่า ที่สำคัญถ้าน้ำซุปไม่ได้แถมฟรีเหมือนแต่ก่อนจะได้ไม่หน้าแตกยังไงล่ะ

“แล้วป้าพอจะรู้มั้ยครับว่าวันนี้พวกนักเรียนที่นี่เค้าจะเลิกตรงเวลากันหรือเปล่า?” จากที่ถามมาจากลุงอิม บอกเอาไว้ว่าซักประมาณเกือบ 5โมงเย็นเป็นเวลาที่เพื่อนรักของเค้าจะเดินออกมา ตอนนี้ก็เพิ่ง4 โมง10นาที อีก20นาทีโรงเรียนจะเลิก แล้วก็อีก30นาที เจ้าจอง ยุนโฮนั่นถึงจะโผล่หัวออกมาให้เห็น

“ก็น่าจะราวๆ 5 โมงนั่นแหละพ่อหนุ่ม ว่าแต่เรามาทำอะไรที่นี่เหรอ? มาดักรอสาวรึเปล่า?”

“อ่า....เปล่าครับเปล่า มารอเพื่อนน่ะครับ ว่าแต่.....” พอนึกถึงสาวก็นึกถึงเรื่องของใครบางคนที่ตอนนี้เจ้ายุนโฮมันติดอกติดใจติดหนึบเป็นตังเม คนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบเจอ ข้อมูลมีเพียงว่า “ป้ารู้จักนักเรียนชาย ม.5 ที่หน้าตาเหมือนผู้หญิงมากๆรึเปล่าครับ?”

“หน้าเหมือนผู้หญิงเหรอ?” แม่ค้าคนเดิมนิ่งคิดแล้วค่อยๆส่ายหน้า ....นั่นสินะ ใครกันจะมานั่จำหน้านักเรียนได้หมดทุกคน อื่อ!เค้านี่ก็ถามอะไรออกมาโง่ๆแฮะ

“งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปนั่งรอเพื่อนตรงนั้นดีกว่า อ่า...นี่ครับเงิน ไม่ต้องทอนนะครับ ขอบคุณมากๆ”พูดจบก็ยื่นธนบัตรดอลล่าที่มากกว่าราคาโอเด้งให้กับแม่ค้าก่อนจะยกมือไหว้ขอโทษที่ตัวเองสะเพร่าลืมแลกเงินวอนมาเสียอย่างงั้น โชคดีที่มีรอยยิ้มตัวเองเอาไว้คุ้มภัย เอะอะก็ยิ้มใส่ ยิ้มใส่ เอาไว้ก่อนจนเป็นนิสัย ถ้าไม่อย่างงั้นขืนพูดจาแบบปกติวัยรุ่นทั่วไปป่านนี้ได้ป้าแกไล่ตะเพิดเอาปังตอไล่ฟันแหง๋ๆ ....ยูชอนนะ ยูชอน คราวหน้านายต้องไม่ลืมพกเงินวอนรู้มั้ย?

“เฮ้! นี่ นายน่ะ”

“ห๊ะ!?” มายืนตรงข้างๆกำแพงโรงเรียนไม่ทันถึง10นาทีก็ถูกใครบางคนทักเสียแล้ว ...นี่ฉันมันเสน่ห์แรงจนถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? คิดแล้วค่อยหันไปมองหน้า สบตาอีกฝ่าย “มีอะไรครับ?”

“นายน่ะ ....ไม่ใช่นักเรียนที่นี่ใช่มั้ย?” หนึ่งในผู้ชาย 3คนที่ยืนล้อมอยู่รอบๆตัวเค้าเอ่ยถาม ดูจากหน้าตา ท่าทางแล้วน่าจะอายุมากกว่ากันซัก 2-3 ปี บางที คนพวกนี้อาจจะเป็นพวกมาเฟียคุมถิ่นหรือนักเลงประจำซอยอย่างที่เคยเห็นในหนังตอนเด็กๆละมั้ง

“อ่า....คือผมมารอเพื่อนน่ะ” ยูชอนตอบ ใบหน้าขาวยังคงระบายรอยยิ้มใส่ ท่าทางใจดีสู้เสือ

“งั้นเหรอ? แล้ว....อืม.....” คนพูดเดินวนรอบๆ สำรวจการแต่งกายของชายหนุ่ม ใช้สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ...เฮ้ย!ไอ้นี่ กะจะโลมเลียกันทางสายตาหรือไงวะ? ยูชอนคิ้วเริ่มกระตุกขึ้นมานิดๆ

“มีอะไรหรือเปล่าครับพี่?” โชคดีที่ไม่ได้ใส่สแล็คกับรองเท้าหนัง แต่งตัวธรรมดาๆแบบนี้เรายังพออ้อมแอ้มเอาตัวรอดไปได้ละมั้ง

“ฉันจะถามนายว่า นายมีเงินติดตัวซักสองหมื่นวอนมั้ย?” ง่า....สองหมื่นวอน ที่แท้ก็พวกรีดไถเงินตามโรงเรียนน่ะเอง ว่าแต่ทำไมแถวนี้นักเลงเค้าขูดเอาเงินกันถูกจัง? นึกเปรียบเทียบกับที่เคยเจอตอนอยู่อเมริกาแล้วก็ยังนับว่าดีกว่าเยอะ

“อ่า....ถ้าสองหมื่นวอนน่ะ ผมไม่มีหรอกครับ” ยูชอนตอบ หน้าตาของเค้าปั้นออกมาให้ดูซื่อๆ “ขอโทษนะครับ”

“งั้นเหรอ?” ง่ายกว่าที่คิด พวกนักเลงสามคนนั่นทำท่าจะเดินจากไป ยูชอนเห็นท่าทางน่าสนุกเลยนึกอยากจะล้อเล่นดูบ้าง

“แต่ว่าพี่ครับ....ผมจะบอกว่าผมไม่มีสองหมื่นวอน แต่ผมมีอยู่สองหมื่นห้าพันวอน”  ...กึก! เสียงหยุดกระตุกของคนพวกนั้นดังขึ้นก่อนที่เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าจะหันกลับมาแล้วมองเค้าอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจ

“อ๊ะ! ไอ้นี่” พวกลูกน้องในแก๊งค์อีกสองคนหัวเราะใส่ พวกนั้นคงจะคิดว่าเค้าไม่บ้าก็โง่ “งั้นนายก็เอาไอ้สองหมื่นห้าพันวอนนั่นมาให้ฉันสิ”

“อ่า....ได้ครับ” ยูชอนทำท่ารับคำก่อนคิดขึ้นได้ “แต่ว่าพี่ชาย คือ ผมมีสองหมื่นห้าพันวอนก็จริง แต่ผมเก็บมันเอาไว้ที่บ้าน”

“ห๋า???” พวกนักเลงไร้สมองพวกนั้นเริ่มชักจะสับสนไปกับคำพูดที่ฟังดูเอ๋อๆของยูชอนเข้าเหมือนกัน พวกลูกน้องพากันเกาหัว ในขณะที่คนเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มพยายามแสดงออกถึงพลังอำนาจการเป็นผู้นำของตน “งั้น....งั้นนายก็กลับไปเอาจากที่บ้านนายมาให้ฉันสิ ไป๊! รีบไปรีบกลับด้วยละ”

“อ่า....ครับๆ” ยูชอนยิ้มแล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เค้าหมุนทำท่าจะตัวเดินแยกออกมา แต่ก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “แต่ว่าพี่ครับ ผมบอกแล้วว่าผมไม่มีเงิน แล้วผมจะรีบไปรีบกลับได้ยังไง บ้านผมไกลมากเลยนะ”

“ไกลแค่ไหน?” ชายอันธพาลคนเดิมเอ่ยถาม

“ก็ถ้าไปกลับคงซัก 4 ชั่วโมง” ยูชอนตอบ เค้ายังคงเล่นบทเดิม ไอ้หนุ่มหน้ามนคนซื่อ แถมออกแนวโง่ๆก๊องๆให้พวกนั้นรู้สึกว่าตัวเองได้ฉลาดขึ้นมาด้วย

“อื่อ....บ้านนายดูท่าจะไกลจริงๆ น่าเห็นใจ” อีกฝ่ายทำท่าคิดแล้วพูดต่อ “เอาอย่างงั้น ถ้านายสัญญาว่านายจะกลับมาในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ฉันจะให้นายยืมเงินค่าแท็กซี่ซักหมื่นสามพันวอน โอเคมั้ย?”

“อ่า....ดีเลยครับ” ยูชอนยิ้มตาหยีใส่ “ถ้าแบบนั้นผมคงไปกลับได้ภายในสองชั่วโมงครึ่งแน่นอน”

“โอเคๆ งั้นนายเอานี่ไป” ยัดธนบัติใส่มือให้แล้วชี้ไปยังร้านค้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน “อีกสองชั่วโมงครึ่งเจอกันตรงโน้น แล้วนายเอาเงินสองหมื่นห้าพันวอนมาให้ฉัน อ้อ!นายเป็นหนี้ฉันด้วยหมื่นสามพันวอนค่ารถแท็กซี่ แต่ฉันไม่มีแบงค์อื่น ฉันให้นายไปหมื่นห้าพันวอนแล้วนายเอากลับมาทอนฉันอีกสองพันวอนแล้วกัน”

....เฮ้อ! ยูชอนปาดเหงื่อ ไม่น่าเผลอคิดตามเลย ปวดหัวชะมัด!!

“ครับๆ แล้วอีกสองชัวโมงครึ่งเจอกันครับ” รับเงินเสร็จก็โค้งให้พอเป็นพิธีนิดๆหน่อยๆ จากนั้นก็เดินเลี่ยงออกไปโบกแท็กซี่ เปิดประตูแล้วหันมาโค้งและส่งยิ้มให้กับนักเลงสมองนิ่มพวกนั้นอีกครั้งก่อนจะก้าวขาขึ้นรถไป

“ไปที่ไหนดีครับคุณ?”

“ไปที่ด้านหลังโรงเรียนนี้อ่ะครับ” ยูชอนพูดพลางหัวเราะขำแล้วกดโทรศัพท์ถึงเพื่อนรักที่ยังอยู่ด้านในรั้วโรงเรียน เอาน่า!ถึงจะไม่ได้เซอร์ไพรส์แบบเต็มขั้น แต่อย่างน้อยจู่ๆวันนี้ฉันก็ได้เงินวอนมาเลี้ยงขนมนายละกันยุนโฮเอ๋ย (^___^)


TBC…..
  

ปล.เนื่องจากตาปาร์คยังไม่กลับบ้าน ก็เลยยังไม่ได้แกะกล่องของขวัญ อิอิ
ปล.(รอบสอง) ขอบคุณความเจ้าเล่ห์ของตาปาร์ค จาก X-Family