::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย

ตอนที่ : 2

  “ต่อจากนี้ ถ้านายย้ายมาเรียนภายใต้การดูแลของเรา ....ของๆนายก็เหมือนของๆเรา ส่วนของๆเราก็ยังต้องเป็นของๆเราไม่ใช่ของคนอื่น ….จำเอาไว้เจ้าลิ่วล้อ!!”


**โป๊ก**


“อาจารย์อ๊า!!!” ฉับพลันสันหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยก็ฟาดเข้าที่กลางกบาล เสียงเจ้าตัวดีที่หันไปโวยวายใส่อาจารย์ที่ปรึกษาดังขึ้นตามมา จากนั้นก็คงจะไม่พ้นเสียงฮาของอีก 24 ชีวิตในห้องเรียน


....ฮึ่ม! ทำเป็นขำกันไปเหอะ ที่พวกนายอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ก็เพราะบารมีของท่านมิลคนนี้หรอกนะจะบอกให้ ....เด็กชายคิดก่อนเชิดหน้าขึ้นมองเพดานฝ้าสีสดใสของห้องเรียนอย่างผู้มีชัย จากนั้นก็ยกไหล่ขึ้นอีกหนึ่งที เต๊ะท่าเป็นผู้ใหญ่จนน่าหมั่นไส้ต่อไปอีกซักนิดแล้วค่อยแสยะยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ....เฮอะ! เค้านี่แหละท่านรามิลผู้เป็นหัวหน้าของเจ้าลิงภูเขาพวกนั้น


“เอาละๆ นายรามิล เชิญเสด็จกลับที่ประทับได้แล้ว ต่อไป...ใครเลขที่ 17 ไหนออกมาบอกคติพจน์ประจำให้ให้เพื่อนๆฟังหน่อยสิ” อาจารย์ที่ปรึกษาส่งสายตาอันเชิญท่านชายกลับไปนั่งแท่น จากนั้นก็ขานรายชื่อผู้โชคร้ายในรายถัดมา


“อ้อ! แล้วก็ไอ้เบอร์ 17 น่ะ ครูขอคติพจน์แบบธรรมดาสามัญหน่อยนะ อย่าเอาอะไรที่มันผาดโผนนัก ไอ้แบบนี้ครูขอคนเดียว มีมากเดี๋ยวหัวใจจะวาย” พูดจบก็หันไปถอนหายใจใส่เจ้าตัวปัญหาอีกซักรอบ ทำเอาเด็กชายรามิลหน้าเจื่อนต้องเดินจ้ำกลับไปนั่งหน้าตูมอยู่กับที่คอยฟังเสียงสั่นๆเวลาออกไปหน้าชั้นเรียนของไอ้เจ้าหมายเลข 17 ต่อไป ....เฮ้อ! พวกนายนี่มันเด็กจริงๆเลยน๊า แบบนี้เมื่อไหร่จะโตซักทีเนี่ย?  


ผ่านไปกี่คนแล้ว?....จากเบอร์ 17 จอมติดอ่างก็เป็นเบอร์ 18 พวกเบๆ พื้นๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น แล้วก็....เบอร์ 19ยัยเด็กผู้หญิงตัวกลม คนที่นั่งถัดไปจากเค้าอีก 3 แถว ....


“นี่เพ่ยเพ่ย!” เด็กชายมิลสะกิดอาหมวยน้อยเปียแกละที่นั่งอยู่ข้างๆ


“หื๋อ?? ว่าไง?” คนถูกเรียกหันมาเลิกคิ้วถาม


“ดูนะ....” ว่าแล้วเจ้าตัวดีก็ชี้ไปที่หน้าชั้น จุดหมายของการแอบคุยกันขณะที่อาจารย์กำลังทดสอบกิจกรรมความสามารถในการพูดของนักเรียนอยู่นั้นก็คือ.....


“หมอนั่น....เฮ้ย! ไม่ใช่....ยัยนั่นต่างหาก” ....ฮั่นแน่ะ! มีแอบชี้ผิดชี้ถูกไปที่นักเรียนชายคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาซะด้วย


“แล้วไง? มิลชี้พริมมี่ทำไม?” เพ่ยเพ่ยยิ้มถาม ....แอบนึกชอบใจอาการของเพื่อนสนิทตรงหน้า ....มีอย่างที่ไหนชวนให้คนอื่นเค้ามองไปที่หน้าห้อง แต่ตัวเองกลับแอบชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่ซ้ายมืออยู่ได้....^^
  

“คือ....มิลว่านะ ยัยพริมมี่เนี่ยตั้งแต่ปิดเทอมไป มันจะสมบูรณ์ไปหน่อยมั้ย? ลองคิดดูนะเพ่ยเพ่ย ถ้าเกิดปล่อยให้ยัยนั่นออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก มีหวังมังกรได้เลื้อยมาพันเอาไว้แหงๆ” เด็กชายเอ่ย พลางวางท่าครุ่นคิด


“มังกรพัน??” ทำเอาต้องถึงกับเกาหัวยิก....


“ทำไมมังกรต้องเลื้อยมาพัน?” ....

“นั่นดิ ทามมาย?” ....ดูเหมือนไม่ใช่แค่เพ่ยเพ่ยแล้วละที่จะสนใจคำตอบ เพราะตอนนี้ถ้าไม่นับคนยืนพูดหน้าชั้น กับพวกนักเรียนสวมแว่นเก๊กท่าเรียนดีละก็ อีกสิบกว่าชีวิตในห้องต่างหันมากระซิบกระซาบถามเอาคำตอบจากเจ้าหัวโจกประจำห้องกันใหญ่


“นั่น....ก็....เพราะ....” เด็กชายมิลตัวแสบเว้นระยะห่างของเสียงก่อนเน้นคำที่ประโยคสุดท้ายซึ่งเป็นคำเฉลย


“มังกรนึกว่ายัยพริมมี่เป็น โอ่งนะเซ่!!”


“ก๊ากกกกก! โอ่งมังกร”


“ว๊ากกก....เออว่ะเหมือน ....ฮ่าๆๆๆ”


....ทุกคนที่ได้ยินหัวเราะร่า ....ไอ้มุกนี่มันก็นะ ....ขำว่ะ....พวกเด็กผู้ชายพากันตบมือใหญ่....โอ่งใบใหม่....โอ่งใบใหม่....เฮฮากันลั่น ส่วนคนที่ถูกพูดถึงได้แต่ยืนเบะปากอยู่หน้าชั้น น้ำตานองหน้า ....สุดท้าย ด้วยความที่ช่วงปิดเทอมไปนั้น เด็กชายรามิลช่างสร้างสรรค์ได้บั่นทอนปัญญาในสายตาของอาจารย์ ในที่สุดเจ้าแก๊งค์ทะโมนตัวต้นเรื่อง พ่วงกับอีกหนึ่งอาหมวยน้อยก็เลยต้องถูกเรียกให้ออกไปทำท่าลุกนั่งกันซะคนละ 30 ที


“ง๊า!!! อาจารย์ใจร้าย เพ่ยเพ่ยไม่เกี่ยวน๊า....งือๆๆๆ” เสียงกระจองงอแงต่อต้าน แต่กระนั้นสุดท้ายเพื่อเลี่ยงการได้ชิมไม้เรียวเพิ่งเหลาใหม่ เจ้าลิงทะโมนหัวใสก็เลยต้องเข้าแถวกันเรียงหน้าออกไปโดนทำโทษอย่างที่เห็น


“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” เหมือนกับกลั้นหัวเราะ แต่ก็มีเสียงออกมาให้ได้ยินจนได้ ....อารายๆ...ครายมันกล้าหัวเราะช้าน!? ....เหลียวซ้ายแลขวาที่แท้ก็คนหน้าใหม่ที่เพิ่งมานั่นเอง


“ฮึ่ย!” หนุ่มน้อยจอมแสบหันไปมองค้อนใส่ก่อนแลบลิ้น


“อุ๊บ!!” กลั้นยิ้มเอาไว้แทบบ้า สุดท้ายก็ปล่อยเสียงฮาออกมาไม่เป็นท่า ทำเอาคุณชายน้อยถึงกับอ้าปากค้างชักเท้าถอย


“ฮ่าๆๆ....นายนี่มันตลกจริงๆว่ะ”


...นั่นคือประโยคแรกที่เค้าได้ยินจากปากของเพื่อนแปลกหน้า....สาบานได้ว่าได้ยินอย่างงั้นจริงๆ....มิลขอย้ำ....แต่ไหง๋??....สุดท้ายเจ้าไทป์ที่ใครๆรู้จักถึงได้กลายเป็นคุณเจ้าชายที่แสนอ่อนโยนได้ล่ะ?


....ทั้งๆที่วันนั้น นั่นมันมันเสียงหัวเราะของทายาทพญามารชัดๆ!!


######


 “ฝนตก....เฉอะแฉะ....ทำไมวันนี้มันซวยนักว๊า?” ทันทีที่เปิดประตูก้าวลงจากแท็กซี่ก็เริ่มบ่นกันเลยทีเดียว เด็กสาวปรายตามองคนข้างๆก่อนส่ายหน้าแล้วระบายรอยยิ้ม


“พี่ไข่  พี่ปราง  เอาผ้าขนหนูมาซับขนหัวให้ไอ้คุณชายตกยากนี่ก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวโรคสำออยมาเยือน เกิดเป็นคงเป็นไข้ขึ้นมา พรุ่งนี้คุณชายแกจะเล่นท่าไม่ยอมไปมหาลัยอีก” พูดแล้วก็ส่งรอยยิ้มเรียบง่ายให้เป็นการตอบแทนน้ำใจพี่เลี้ยงที่อุตส่าห์พากันวิ่งมารับถึงหน้าบ้าน เพ่ยเพ่ยไม่รอให้มิลจ่ายเงินเสร็จก่อน เธอขี้เกียจฟังหมอนั่นบ่นต่อก็เลยรีบขอตัวชิ่งขึ้นห้องตัวเองซะ


 “อารายเนี่ย? อารายว๊า?” เจ้าตัวดีได้แต่เดินตามเหยงๆ หลังจากที่รับผ้าขนหนูมา ก็ส่งกระเป๋าสะพายบ่าให้กับพี่เลี้ยงไปช่วยถือ ...เจนเทิ่ลแมนน่ะ เจนเทิ่ลแมน รู้จักมั้ย?....คำนี้พรุ่งปรี๊ดยิงเข้ามากลางสมอง เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวันก่อนเพิ่งโดนคุณนายเพ่ยเพ่ยสังฆยนาไป คิดแล้วก็รีบหันตัวกลับ


 “เอ่อ...พี่ปราง เอากระเป๋ามาครับ เดี๋ยวมิลแบกมันขึ้นห้องเอง” หนุ่มหน้าใสส่งยิ้มทำตาวาว....ไงล่ะเพ่ยเพ่ย...เจนเทิ่ลแมน...


 “เฮอะ เฮอะ! ....ย่ะ....กระเป๋าเบาอย่างกะนุ่น....แบกขึ้นห้อง....แบก....จ่ะ....แบก”


 ง่า....สุดท้ายก็ไม่วายโดนกระแนะกระแหน๋อีกจนได้

....เฮ้อ!!....มิลชักรู้สึกอยากตาย(น้ำตาตกใน)

######


 “นับวันยัยเพ่ยเพ่ยยิ่งเอาใหญ่ หน้าตาก็น่ารัก แต่ต่อให้เหนียงยาน ไอ้โรคปากกรรไกรก็คงจะแก้ไม่หาย” หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าลำลองที่สบายๆเรียบร้อย มิลก็เดินลากรองเท้าสลิปเปอร์ไปเคาะประตูห้องข้างๆ สองมือยังคงเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ในขณะที่ริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มก็เริ่มขยับและจ้อไม่หยุด


“แบบนี้ใครได้ไป....ตายแน่....น่าสงสารตาย” ว่าแล้วหลังจากประตูแง้มออก สองขาก็ก้าวเดินหน้า ....


“นั่งนี่นะ” มิลร้องถามเจ้าของห้อง เค้าชี้ไปที่เตียง และก็ได้รับการพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต....ตอนนี้คู่สนทนาของเค้ายังไม่ว่างจะหันมาคุยด้วยจึงทำได้แค่รับฟังเด็กหนุ่มพูดจ้อต่อไป.... สองมือเล็กๆขาวๆกำลังสาละวนกับการดึงแผ่นลอกสิวเสี้ยนออกจากใบหน้า....จากค่อยๆดึง ยิ่งฟังอีกฝ่ายพูดยิ่งนึกอยากจะเร่งดึงให้หลุดในทีเดียว 


“จริงๆถ้ายัยนั่นถูกสาบให้เป็นใบ้ บางทีเราอาจจะได้เห็นดาวคณะคนใหม่ ที่แบบว่า ขาว-หมวย-สวย-เอ็กซ์ เซ็กสะบึม ก็ได้....เสียดาย ....เพราะยัยนั่นไม่ได้ถูกสาบนี่สิ สุดท้ายคุณมิลรูปหล่อเลยต้องมานั่งทนฟังปากกรรไกรนั่นบ่นเช้าบ่นเย็น จริงมะ....”


“ค่ะ!”


**กึก**
มิลแอบได้ยินเสียงต่อท้ายคำว่า “ค่ะ” มีจังหวะกระตุกของรังสีอาฆาตแผดออกมาด้วย


“ที่คุณกำลังพล่ามถึงนั่นมันดิฉันใช่มั้ยคะ?” เพ่ยเพ่ยที่ลอกแผ่นกำจัดสิวเสี้ยนเฉพาะที่ออกจากใบหน้าแล้วเดินถมึงตึงเข้ามาใกล้ ....ง่า....ขอโต๊ดก๊าบ....เด็กหนุ่มได้แต่ร่นตัวถอยห่างออกไป....แต่ไม่ทันแล้ว


“ตายซะเถอะไอ้คุณมิล!!” จากนั้นก็ดูเหมือนกับว่าจะเกือบถูกข่วนหน้าไปสองสามรอบ โชคดีที่กางมือกั้นเอาไว้ได้ ไม่อย่างงั้นมีหวังพรุ่งนี้คงได้หน้าลายไปมหาวิทยาลัยแหงๆ


“เพ่ยเล่นแรงอ่ะ” เด็กหนุ่มบ่นเสียงนอยด์ น้ำตาคลอ


“เจ็บนะเนี่ย” ว่าแล้วก็นั่งมองดูร่องรอยที่สาวเจ้าฝากเอาไว้บนหลังมือของตน ....งือ! ยัยมหาโหด....อยากจะพูดออกไปนะ แต่ใจนู๋มิลยังไม่กล้า


“ก็ปากหมานี่คะ จะให้แม่เอาไว้ทำบิดาเหรอ อย่างนี้มันต้องมีสั่งสอนกันบ้าง” เพ่ยเพ่ยที่รามือแล้ว หันไปนั่งแต้มครีมบำรุงผิวลงบนใบหน้าอีกรอบ คราวนี้เธอทำท่าไม่ใส่ใจ ได้ลงมือระบายอารมณ์หมั่นไส้ไปแล้ว...รู้สึกโล่ง


“เออ! พูดถึงบิดา....ป๊าของเพ่ยเพ่ยโทรมาบ้างรึเปล่า เมื่อวานคุณอาบอกว่าอีก 2 วันป๊าของเธอจะกลับจากมาเก๊านะ” มิลเปลี่ยนจากท่านั่งอมทุกข์ มาเป็นนอนเกลือกกลิ้งลงบนเตียงแทน....หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไป....ไอ้หมอนี่มันปลาไหลลื่นไปเรื่อยจริงๆ....เพ่ยเพ่ยคิด


“คุยกับอาป๊าแล้ว ฝากซื้อของไปแล้วด้วย แต่ลืมฝากซื้อของที่มิลจะเอาล่ะ” เด็กสาวตอบพลางสยายผม แล้วเริ่มใช้ไดน์กับหวีแปรง จัดการกับเส้นไหมสีดำสนิทนั้นให้เป็นทรงได้รูปเร็วที่สุด


“ลืมของมิลอีกแล้ว....เพ่ยเพ่ยเนี่ย ทั้งปี” เจ้าตัวดี เริ่มเอ่ยปากบ่น


“เอาน่า เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยโทรให้อีกรอบก็ได้ เนี่ย...แปรงผมเสร็จจะรีบต่อสายให้ทันทีเลย” ว่าแล้วจากยิ่งลงมือลวกๆ ก้ยิ่งต้องลวกหนักเข้าไปใหญ่ สุดท้ายเด็กสาวก็ออกอาการส่ายหน้า ไม่ไดน์มันดีกว่า แห้งตามธรรมชาติแล้วกันนะลูกแม่


“ตกลง....มิลจะเอาอะไรบ้างนะ? เพ่ยจำไม่ได้” เพ่ยเพ่ยหันมาถามก่อนลงมือต่อสายตรงไปยังมาเก๊า ถิ่นธุรกิจของเจ้าสัวธรรมรงค์ ผู้ซึ่งเป็นบิดาที่ต้องร่อนไปร่อนมาระหว่างสองประเทศ จนสุดท้ายก็ต้องเอาลูกสาวคนเดียวอย่างอาเพ่ยสุดที่รักมาฝากทิ้งเอาไว้ที่บ้านปรุณณวงศ์แห่งนี้ แน่นอนละว่าลูกสาวของเจ้าสัวธรรมรงค์ทั้งที คงไม่ใช่ในสถานะเด็กรับใช้ หรือ ผู้อาศัยหรอกจริงมั้ย?


“โถ....มิลนี่มันเป็นผู้ชายที่ช่างน่าสงสารจริงๆ มีคู่หมั้นกับเค้าหนึ่งคน ยัยนั่นกลับไม่เคยสนอกสนใจกันเลยน๊า....ให้ตายสิ” พูดเสียงอ่อย ก่อนกระถดตัวถอยหลังเข้ามาใกล้ .... หลังของเด็กหนุ่มวัยกำลังเติบโตเอนพิงพักที่แผ่นหลังของอีกฝ่าย ที่มีร่างกายบอบบางต่างกัน....ทั้งๆที่ตัวเค้าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเมื่อเทียบกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ แถมออกจะจัดอยู่ในหมวดไซส์กระทัดรัดน่ารักเสียอีกด้วย แต่เมื่อลองเทียบวัดกันแล้ว....รูปร่างและสรีระของชายหนุ่มกับหญิงสาวที่มันต่างกันจริงๆนะ


“ค่ะ....คู่หมั้นค่ะ แบบว่าพ่อแม่จับหมั้นกันตั้งแต่ยังไม่ตัดสายรกนี่คะ จะให้ดิฉันทำอะไรได้” เพ่ยเพ่ยตอบ....เธอนั่งอมยิ้ม....น้ำเสียงอ้อนอ้อนของเด็กหนุ่มฟังดูแล้วจั๊กกะจี้ดี แล้วก็เพราะเป็นเด็กช่างอ้อนแบบนี้สินะ พวกสาวๆถึงได้พากันหักอกเจ้าหนุ่มหน้าหยก เดือนคณะอย่างนายไทป์แล้วหันมาหานายได้


“เอาน่า! อย่างน้อยพอโตไปเราก็จะแต่งงานกัน” เด็กหนุ่มส่งเสียงหัวเราะคิก จากนั้นก็เลื้อยตัวเปลี่ยนมาเป็นท่านอนหนุนตัก


“แต่บอกไว้ก่อน ฉันแต่งกับนายแน่ แต่ไม่ใช่สถานะภาพผูกพันธ์ทางกายหรอกนะยะ” เพ่ยเพ่ยส่งยิ้มก่อนเลื่อนมือมาบีบจมูก


“หวังแค่ฟันแล้วทิ้งว่าอั๊นเออะ”....สองคำหลังถูกแรงกดบี้เอาไว้ จนเสียงอู้อี้ออกมาแทบไม่เป็นคำ


“เพราะฉันไม่ได้จะเป็นภรรยานาย ....แค่อยากเป็นแม่ของลูกนาย”


“อ๊า....อ๋ายใอไอ่ออก!!” ดิ้นขลุกขลักก่อนตะกายขึ้นลุกนั่งแล้วสูดลมหายใจ


“ฟู่....แฟนมิลนี่เย็นชาชะมัด!” ส่งเสียงนอยด์เป็นรอบที่สอง ในขณะที่คู่กรณียังนั่งยิ้มระรื่นออกตา เด็กสาวไม่สนใจ เธอเพียงแค่พูดตามที่ใจต้องการเท่านั้น ....เพราะระหว่างเราคือครอบครัว ที่ไม่มีช่องว่างพอจะให้มีเรื่องรักๆใคร่ๆหรือเมือ่หมดใจก็ต้องเลิกราน่ะสิ....ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเกินกว่า แค่คนรักจะทำได้


“ว่าแต่ ....จะโทรหาอาป๊าแล้วนะ”


“อือ” มิลพยักหน้ารับ แต่ฉับพลันก็เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้


“อ๊าก!! เพ่ยเพ่ย....ตายๆๆๆ....ตายแน่งานนี้” เด็กหนุ่มกระเด้งลุกขึ้นยืนตัวตรงก่อนรีบคว้าโทรศัพท์ไร้สายในมือของเพ่ยเพ่ยมาตรงหน้า


“อะไร?”


“ก็ต้องโทรหาไอ้ไทป์ไง”
 

.....(O_o) ….ค่ะ!!

######


 ที่ศูนย์การค้าชื่อดัง ....วันนี้คงเพราะเป็นช่วงวันแรกของการเริ่มต้นสัปดาห์ ผู้คนที่ตั้งใจออกมาเดินจับจ่ายใช้สอยจึงบางตา จะมีก็แต่เหล่าบรรดานักเรียน นักศึกษาที่อยากจะใช้เวลาว่างก่อนโฉบถึงบ้านอีกซักหน่อยนั่นแหละที่เลือกสถานที่นี้เป็นแหล่งนัดพบ


 “ฮัดชิ่ว!” เสียงจามเล็ดลอดออกมาจากผ้าเช็ดหน้าที่ถูกพับเป็นมุมสี่เหลี่ยมเป็นระยะๆ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสมสัดส่วนจนแทบจะจัดว่าอยู่ในประเภทหนุ่มรูปงาม ซ้ำยังหน้าตาดีจนแทบไม่มีที่ติ กำลังต้องทนทรมานกับผลกรรมแต่งปางหลังที่รบเร้าเข้ามาเป็นระยะๆ


 “ไทป์ไม่สบายหรือเปล่า?” เสียงของหญิงสาวเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แถมยังแอบทอดสะพานให้ด้วยการส่งสายตาห่วงหาอาทรณ์อีกต่างหาก ....หึหึ! ....ชายหนุ่มได้แต่เค่นยิ้ม มุกนี้มุกถนัดของพวกพี่ปี 3 เลยหรือเปล่า? ไอ้อาการส่งสายตายั่วยวนแบบกล้าๆกลัวๆเหมือนยังเป็นสาวซิงเนี่ย ....เชื่อได้แน่ใช่มั้ย?....หนุ่มไทป์แอบคิด


 “สงสัยผมจะมีไข้น่ะครับพี่เชอร์รี่ เมื่อกี๊เจออากาศเปลี่ยนปุบปับเลยรู้สึกโหวงๆ” พูดจบก็ส่งยิ้มตาหยี ทำเอาดรุณีนางถึงกับเขินอายกันม้วนต้วน....โอยน้องไทป์ขา....รอยยิ้มน้องบาดเข้าไปถึงซอกอกซอกใจไซส์คัพ ซี 34 ของพี่เชอร์รี่เลยค่ะ ....แหม! หน้าตาก็น่าจัดให้อยู่แล้ว ยิ่งยิ้มยิ่งบาดใจ พี่เชอร์รี่แทบจะถวายทั้งกายทั้งใจให้คุณน้องซะเดี๋ยวนี้เลยละค่ะ


 คิดแล้วก็เริ่มรุก รุ่นพี่สาวเอ็กซ์ เซ็กซี่ดีกรีอดีตดาวคณะรีบคว้าแขนของชายหนุ่มมาคล้องไว้....ใกล้อีกนิด....ชิดอีกหน่อย....เบียดเข้าไป....ให้รู้เลยว่าระดับนี้ เนื้อ นม ไข่ ....ของแท้แม่ให้มา


 “ว่าแต่เราจะดูหนัง หรือ ไปทานข้าวกันก่อนดีละครับ วันนี้ผมกลับได้ไม่ดึกนะ เดี๋ยวคุณแม่โทรตามเช็คเอาจะยุ่ง” รุ่นน้องหนุ่มให้เหตุผล น้ำเสียงทุ่มนุ่มยิ่งฟังดูเซ็กซี่ ....ยิ่งท่าทางเจ้าชายๆแบบพระเอกซีรี่ย์เกาหลีแบบนี้....อินเทรนด์จริงๆค่ะคุณขา


 “เหรอจ๊ะ ....งั้นพี่รี่ว่า เราไปทานข้าวดีกว่ามั้ย? ช่วงนี้หนังเข้าใหม่ไม่ค่อยมี แล้วเดี๋ยวถ้าพี่ทำให้ไทป์กลับบ้านดึกๆ จะผิดใจกับคุณแม่เอาเปล่าๆ” ว่าแล้วก็ขอกระแซะอีกนิดพอเป็นกำไรชีวิตแล้วกัน ....กับหนุ่มรุ่นน้องคนใหม่ วัยกำลังสดใส น่าฟัด แบบนี้พี่เชอร์รี่ขอเลี้ยงเอาไว้คลอเคลียร์เล่นก่อนเผด็จศึกยึดมาเป็นผู้ชายของตัวซักระยะก็ยังพอไหว ไม่ต้องรีบร้อนๆ....เชอร์รี่ซะอย่าง....น้องไทป์ก็แค่ลูกไก่เนื้อนุ่มในกำมือเท่านั้นแหละ


 “ขอบคุณพี่เชอร์รี่นะครับ พี่เป็นผู้หญิงที่ผมรู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุดเลย” ....ฮั่นแน่! มีก้มลงกระซิบข้างหู ....ร้ายนะคะ ร้ายไม่ใช่เล่น....อุ้ยนั่นๆ! มีมือไว้มากุมมือเค้าตอบอีกแน่ะ ....แหมๆ....มาพี่แถมให้....


 “งั้นไปร้าน Hay กันนะ วันนี้พี่อยากทานที่นั่น” พูดจบก็ซบ....เชอร์รี่ขอซบ....อย่างนี้มันต้องประกาศตัว ....เดินจูงมือ ควงแทน แถมท้ายด้วยสโลว์ซบ อวดสายตาอีพวกสตรีไร้ญาติ ขาดชายหนุ่มมาดูแล ....แน๊ะ! ควงแบบนี้ยังแอบมีเมียงมอง....หึงนะยะ! ผู้ชายของฉันฉันหึง


 “ร้านHay เหรอครับ? อื้อ ก็ได้....พี่เชอร์รี่นี่ชอบทานอะไรเหมือนคุณแม่ผมเลย”ไทป์ว่าพลางจูงมือรุ่นพี่สาวเดินตรงไปยังจุดหมาย และแน่นอนละว่าตลอดทาง ต่อให้ใครแอบริจะชำเลืองชม้ายชายตาส่งมาให้ เจ๊เชอร์รี่เป็นถลึงตาใส่ดะไม่เลือก....นี่แค่เพิ่งเริ่มคบนะ ยังหวงขนาดนี้ ....ก็เด็กมันหน้าตาดี เดินกับสาวหน้าตาดีแถมเซ็กซี่อีกต่างหาก....ขอโทษนะคะที่เกิดมาเป็นบาปให้พวกคุณต้องอิจฉา....หุหุหุ


 “ว่าแต่....เมื่อกี๊ไทป์ว่าคุณแม่ชอบมาทานร้านนี้เหรอ?” นั่งจีบปากจีบคอ จิ้มนั่นนิดนี่หน่อยเข้าปากพอเป็นมารยาทงามๆเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มหลงใหล ก่อนจะเริ่มเกริ่นบทสนทนาประสานใยรักสู่ครอบครัวเพื่อสร้างบรรยากาศให้กับตัวเองที่กำลังจะไปเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของบ้านเค้า


 “อ๋อ! ใช่ครับ คุณแม่....ชอบมาทานร้านนี้มากกกกกกกกกกกกก” ไทป์ลากเสียงสดใส แววตาขี้เล่นบวกกับท่าทีอ่อนโยนที่บางครั้งก็แฝงไปด้วยความเย็นชา สำหรับพี่เชอร์รี่ในตอนนีนั้น ทั้งดูน่าค้นหา น่ารัก น่าใคร่ และน่า....กิน เป็นที่สุด


 “แหม! อยากเจอคุณแม่ของไทป์จัง” อยากฝากตัวเป็นลูกสะใภ้ซะวันนี้เลย ....ประโยคหลังนี่ยังได้แค่คิดในใจ


 “อย่าเลยครับ เพราะท่านดุมาก ....อ๊ะ! สงสัยจะโดนโทรมาตามซะแล้ว”  ยังไม่ทันที่จะตอบบทสนทนากับหญิงสาวจบ จู่ๆมือถือโนเกียรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยออกมาเมื่อต้นเดือนก็สั่นเสียอย่างกับจ้าวเข้า


 “ขอตัวแป๊บนึงนะครับ” ไทป์เอ่ยอย่างมีมารยาทก่อนดันเก้าอี้ออก และลุกเดินไปนอกร้าน


 “รีบไปรีบมานะคะ พี่จะรอทานพร้อมกัน” ....รุ่นพี่สาวตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน


 “โอเคครับ” ว่าแล้วก็ก้าวเท้าจ้ำออกจากร้านในทันที....ที่หน้าจอ....ทั้งรูป ทั้งเบอร์ที่โชว์....คุณแม่....ซะที่ไหนล่ะ!!


“ฮัลโหล! ว่าไง?” ไทป์กรอกเสียงตอบกลับไปทันทีที่กดรับสาย เงี่ยหูฟังให้ชัดอีกนิด....ฝนตก....คลื่นไม่ค่อยจะดี


“ฮัลโหลๆๆ ได้ยินมั้ย?”


//  “อยู่หน๋ายยยยยยยยยยยยยยยย?” ....ปลายสายอีกฝ่ายเอ่ยถาม


“กำลังจะกลับ แวะมาซื้อของที่สยาม มิลกับเพ่ยเพ่ยจะเอาอะไรมั้ย?”


// “เฮอะ! ….อีกฝ่ายส่งเสียงขึ้นจมูก” รู้หรอกนะไอ้ตัวดี ฉันรู้แล้วว่าแกอยู่กับใคร ชิ....มาทำปิดบัง....(เค้าปิดบังตรงไหน?)


“ทำไม? ....เป็นอะไร?”


// “เปล่าๆ ....งั้นฝากซื้อแซลม่อนรมควันที่ Hayให้ด้วยแล้วกัน อยากกินจะแย่ ....เพ่ยเพ่ยเอาอะไรมั้ย?”


“เราจะไปรู้ได้ยังไงว่าเพ่ยเพ่ยจะเอาอะไร” ชายหนุ่มยืนเกาหัว


// “ไอ้บ้า! ถามเพ่ย ไม่ได้ถามแก” ....อ่ะอ่าว....ผิดซะอีก


// “ไอ้คุณไทป์มันอยู่สยาม เพ่ยเพ่ยกินไรมั้ย? ....อื่อ....โอเคๆ ได้ๆ....มันไปซื้อให้ได้อยู่แล้วแหละ”


“เฮ่ย! อย่าเออออคนเดียวเดะ ถ้าเพ่ยเพ่ยสั่งซาลาเปาเยาวราช หรือลิ้นห่านห่งกี่ ไทป์ก็ไม่ถ่อไปให้หรอกนะ”


// “เออ! เอาแค่เค้กของการบินไทย ชัดมั้ย?  แล้วก็ร้านอยู่หน้าซูปเปอร์นะ แกไม่ต้องไปถึงเขาเหลียงซานล่ะ พวกฉันจะกินกันวันนี้ ไม่ใช่รัชสมัยหน้า” ….อะโห....มาเป็นชุด


“อื้ม! รอกินข้าวด้วยแล้วกัน ....คร้าบๆๆ แค่นี้ใช่มั้ยคร้าบ....โอเค....รับทราบคร้าบ ....แล้วจะรีบกลับครับ....ครับๆ....ไม่ต้องห่วงนะครับ” ….เดินกลับเข้ามาที่ด้านในร้าน 5-6 ประโยคหลังพูดออกมาลอยๆทั้งๆอีกฝ่ายกดวางสายไปแล้ว....ไทป์นั่งลงประจำที่ ก่อนส่งสายตาทำทีเหมือนมีเรื่องลำบากใจ


“ทำไมคะน้องไทป์ คุณแม่เรียกให้กลับเลยเหรอ?” เชอร์รี่รีบออกตัวเป็นห่วงเป็นใย....เข้าแผน


“ครับ คงอยู่ทานนานๆกับพี่เชอร์รี่ไม่ได้ ทั้งที่วันนี้....ขอโทษนะครับ วันหลังไทป์จะชดเชยให้” ….แค่นั้นก็พอใจ ....รุ่นพี่สาวสวยยิ้มรับคำก่อนที่จะลงมือคีบแซลม่อนในจานใส่ปากชายหนุ่ม ....ขอหวานซักนิดก็ยังดี ....จากนั้นก็จัดการรีบกุลีกุจอเคลียร์พื้นที่และเช็คบิลอาหารตรงหน้า มื้อนี้เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาว่าใครจะเป็นคนจ่าย สุดท้ายชายหนุ่มก็พ่ายให้แก่น้ำใจอันทะลักล้นของหญิงสาว


แม่น่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ไอ้ที่มันดุยิ่งกว่าแม่นี่สิ....มีหวังผมคงโดนบ่นจนหูชา


ไทป์จับมือนุ่มตรงหน้า เกาะกุมเอาไว้และบีบเบาๆก่อนเอ่ยขอบคุณ ....มื้อนี้เบ็ดเสร็จก็ปาเข้าไป 2พันกว่าๆ บวกกับค่าแซลม่อนรมควรที่สั่งกลับบ้านอีก 4 ชุด ....สุดท้ายแบงค์สีเทา 3 ใบก็ได้รับการทอนกลับมาเพียงแค่กระดาษใบแดงๆ 3 ใบเท่านั้น


To Be Continue….

 

~~~~~~~~~~~~~

NOTE :: สนุกมั้ยคะ? อ่านมาอาจจะงงๆนิดหน่อย แบบว่าซักตอนที่3-4 จะเริ่มรู้จักตัวละครมากขึ้นค่ะ
สุดท้าย.....เรามาตั้งชมรม "รักน้องมิล"กันมั้ยคะ ? 55+

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet