NOVEL : รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่ : 3]
posted on 24 Sep 2007 21:57 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 3
“มิล มานี่ดิ๊ เดี๋ยวจะพอกหน้าให้” ระหว่างที่นอนเอกขเนกอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนเตียงสีชมพูหวานฆ่าเวลาในการรอคอยแซลม่อนรมควันจากเจ้าลิ่วล้อตัวดี จู่ๆหลังจากที่สาวเพ่ยเพ่ยหายไปร่วม15นาที ในที่สุดเธอก็เปิดประตูห้องและเดินกลับเข้ามาพร้อมกับถ้วยกระเบื้องเล็กๆในมือ
“อะไรอีกล่ะทีนี้?” เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ส่งเสียงถาม “ถ้าเป็นครีมรกแกะ กับ ไอ้ครีมมะขามป้อม มิลไม่เอาแล้วนะ ไม่อยากหน้าแหก” ว่าแล้วก็ออกสีหน้ารังเกียจอย่างสุดใจ ก็ใช่สิ! เพราะไอ้ตัวครีมทดลองใช้สองอย่างนั่นแหละที่ทำเอาเค้าต้องแบกสิวเห่อเม็ดเป้งไปเรียนถึง 4 วันเต็มๆ
“ม่ายๆ อันนี้เพ่ยได้มา ของชิเซโด้ ของดีรับรอง” ว่าแล้วก็จัดการมัดมือชกซะเลย เดินตรงรี่มาใกล้ จากนั้นด้วยความไวจู่ๆกิ๊ปปากเป็ดสีแจ๋นแหล๋นก็เสียบเข้ารวบผมด้านหน้าขึ้นเหนือหน้าผากเพื่อโชว์เหม่ง
“หัวเถิกเหมือนกันนะเนี่ย” แกล้งแหย่เล่นตามประสา เพ่ยเพ่ยหัวเราะชอบใจ เธอชอบเวลาที่ไล่ต้อนคุณชายรามิลสุดแสบของทุกคนชนเข้ากับมุมตึกแล้วเถียงอะไรไม่ได้แบบนี้ เพราะมันดูน่ารักดี
....หัวเถิก ....ก็ไม่เถิกเท่าไหร่หรอก ยัยเพ่ยเพ่ยก็พูดเกินไป
....ปลอบใจตัวเองก่อนแอบเอามือลูบหน้าผากในตอนช่วงที่อีกฝ่ายเผลอ
....คิดแล้วน้ำตาตกใน ตอนเด็กๆรามิลเป็นเด็กที่ขึ้นชื่อว่าน่ารักหน้าใส ใครๆก็ชมว่ายิ่งเวลายิ้มยิ่งเหมือนเด็กผู้หญิง ทีแรกเจ้าตัวไม่ค่อยพอใจ แต่นานไปเริ่มรู้สึกว่าเคยชิน ....หน้าหวานก็ดีออกนี่นา หนุ่มญี่ปุ่น หนุ่มฮ่องกง พวกดาราก็หน้าแนวๆนี้ทั้งนั้น ยิ่งช่วงนี้ใครๆก็ว่าเกาหลีอินเทรนด์ ถ้าจะบอกว่า เค้าเองก็หน้าหวานประมาณดงบังชินกิ อันนี้ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้(ไม่ค่อยหลงตัวเองเลยรายนี้)
....แต่เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาแสกเข้าที่กลางหน้าผากพอดี ....เมื่อเหตุการณ์ไม่หน้าจดจำบังเอิญมาบังเกิดขึ้นเอาอีตอนช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย วันนั้นทั้งเค้า เพ่ยเพ่ย และเจ้าไทป์ สามคนรวมกับเพื่อนๆที่จบจากมัธยมเดียวกันนัดกันว่าหลังสอบเสร็จเป็นวันสุดท้ายจะไปเดินเที่ยวห้างและช็อปแหลกให้หนำใจซักหน่อย เพื่อชดเชยช่วงเวลามหาหินแห่งการเก็บตัวติวเข้ม 1 เดือนเต็ม
ทีแรกก็เหมือนจะไม่มีอะไร ทุกอย่างปกติธรรมดาสามัญมาก แต่เมื่อเดินเตร่ไปมาได้ซัก 2 ชั่วโมง เพื่อนๆในกลุ่มของเค้าก็เริ่มเล็งเห็นว่าที่ด้านหน้าของสตูดิโอชื่อดังในโซนชั้นล่างของห้างนั้นมีกลุ่มดารา-นายแบบกำลังยืนโพสท่าถ่ายรูปอยู่ และด้วยความที่เพื่อนๆต่างอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะสาวๆที่คะยั้นคะยอเหลือเกิน ดังนั้นจึงถึงคราวหัวโจกของแก๊งค์อย่างนายมิลต้องเก๊กท่าสุภาพบุรุษขันอาสาเดินฝ่าท่ามกลางฝูงชนกลุ่มบรรดาแฟนคลับกว่าร้อยชีวิตเข้าไปใกล้ ....ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้ข้อมูลว่า ....ดาราคนนั้นคือใคร? ....มีกี่คน และ มีใครบ้าง?
เข้าไปถึงได้ไม่ยากเย็นนัก เพราะตัวเค้าก็ใช่ว่าจะสูงใหญ่เท่ายักษ์หรือตัวหนาอย่างมนุษย์หินอะไร ในที่สุด สุดท้ายปลายเท้าของรามิลก็เหยียบไปจนใกล้เส้นกั้นแบ่งเขตแดน ....แสงแฟลตวูบวาบ แต่ตอนนั้นมิลไม่ค่อยใส่ใจนัก ....ในใจรีบนับๆๆ แล้วจำชื่อให้มากที่สุด คนไหนคุ้นหน้าก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร แต่คนไหนไม่เคยเห็นมาก่อนก็ใช้รอยยิ้มละไมสะกิดถามพวกไทยมุงข้างๆเอา
เอาละ ในที่สุดก็ครบ! ....มิลนับได้ 6 คน ดาราดังๆ 2 กับพวกนายแบบที่เค้าไม่รู้จักแต่ได้รายชื่อมาแล้วเรียบร้อยอีก 4 ....วันนี้พวกเค้ามาถ่ายโฆษณาโรออนซ์ กับพวกโคโลน....โอเค!ข้อมูลครบ....หันไปพูดเสียงหวานๆบอกขอบคุณอนงค์นางคนข้างกายที่เพิ่งพาได้คนนั้นเสียหนึ่งที ก่อนที่จะรีบหันหลังกลับและหาทางจรรีออกไปหาเพื่อนๆให้เร็วที่สุด แต่....ทันใดนั้น
“น้องคะ น้องผู้ชายคนนั้นน่ะ” เสียงเรียกของใครบางคนดังแว่วมาจากด้านในของรั้วล้อมรอบ ....มิลยังคงไม่สน ....ก้มหน้าหงุดๆเดินต่อ จนมารู้ตัวอีกทีก็ต้อนที่ถูกคว้าแขนเอาไว้นั่นแหละ
“คะ....ครับ??” เจ้าตัวหันกลับไปมอง สีหน้าเหล๋อหลาเหมือนกำลังกลัวว่าตัวเองไปทำอะไรผิดเข้า
“พี่ในกองถ่ายเรียกแน่ะครับ” คนที่จับชายแขนเสื้อของเค้าเอาไว้ตอบคำถาม ....หมอนี่ คนที่เค้าว่าเป็นนายแบบลูกครึ่งนี่นา ....ชื่อ ยู อะไรว๊า จำไม่ได้ ....มิลคิดก่อนเรียกสติตัวเองกลับคืนมา ....พี่ในกองถ่ายเรียก?....เรียกใคร?....เฮ้ย!หรือว่าเมื่อกี๊เค้าไปเตะโดนปลั๊กไฟ?....เฮ้ย!ไม่น่า....ยิ่งคิดยิ่งหน้าถอดสี
“น้อง มาคุยกับพี่หน่อยได้มั้ยคะ ซัก 5 นาที” เสียงพี่คนเดิมที่เมื่อกี๊ตะโกนเรียกเอ่ยซ้ำให้ได้ยินอีกหน....เอาแล้วไง....เรียกเราจริงๆด้วย....ซวยแน่ไอ้มิล
“มีอะไรเหรอครับพี่?” เด็กหนุ่มเขียนตัวอักษรคำว่า ‘คน’ เอาไว้ที่ฝ่ามือก่อนทำท่ายกขึ้นดื่ม ที่บ้านสอนมาอย่างงั้น ถ้าตื่นเต้นหรือลนลานให้รีบสะกดตัวเองเอาไว้ก่อน ....
“เราเรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว?”
“อ่า...ม.6ครับ”
“แล้วทำไมไว้ผมยาวได้?”
“ผมเรียนนานาชาติ ทำไมเหรอครับ?”
“คือพี่จะถามว่า สนใจจะถ่ายโฆษณามั้ยล่ะเราน่ะ?” พี่ผู้ชายท่าทางออกตุ้งติ้งอีกคนเดินเข้ามาสมทบ ถามโน่นถามนี่พอได้รู้จักกัน จากนั้น ก็ให้อีกคนที่ในมือถือกล้อง ฉวยโอกาสแชะภาพเค้าตอนยืนอ้าปากเหว๋อไปอีกหลายรูป
....ตอนนั้นแสงไฟมันจ้าๆ....มิลเองก็รู้ว่าตัวเองกำลังงง....แต่ถึงอย่างนั้น ....เพราะเสียงของพี่สองคนนี้ดังเกินมนุษย์มั้ง คนรอบข้างถึงได้พากันฮือฮาไปทั่ว ไม่ต้องอะไรเลย กระทั่งไอ้พวกเพื่อนๆที่ยืนรออยู่ซะไกลก็ยังแอบได้ยิน
“อ่า....ก็ต้องคุยกันก่อนครับ แต่ตอนนี้กำลังรีบ” รีบตอบๆไป ตอนนี้ในหัวสมองยังไม่สามารถคิดอะไรได้นอกจาก....เดี๋ยวค่อยคุยแล้วกันนะ
“งั้นพี่ขอเบอร์เราไว้ แล้วก็เอานามบัตรพี่ไป คืนนี้ค่อยโทรคุยกัน” ....แลกนามบัตรกับเบอร์โทร ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้คงไม่โดนหลอกไปขายละมั้ง มิลรีบจดชื่อ-นามสกุล บวกชื่อเล่นด้วยลายมือยิกๆที่เหมือนไก่เขี่ยแต่พออ่านได้ยื่นให้พี่ผู้หญิงเก็บเอาไว้ก่อนยกมือไหว้บอกลา แล้วรีบชิ่งออกมาให้ไว ....แน่นอนว่ากว่าจะไปถึงจุดหมาย ไม่ง่ายเลยจริงๆ
“เฮ้อ! หลุดออกมาได้ซักที นึกว่าชาตินี้ต้องขาดกากาศหายในตายในดงคนบ้าดาราซะแล้ว” มิลบ่น....น้ำเสียงบีบลงมาให้เบาลงนิดๆ เพราะขืนดังไปคงได้ตายเพราะสหบาทาแทนแน่ๆ
“มิล เจ๋งนี่นา เมื่อกี๊นาย เท่สุดๆไปเลย” เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มเดินเข้าใกล้ แล้วคล้องแขนข้างซ้ายเอาไว้ ...รามิลได้แต่ยิ้ม
“นั่นสิ! แหมก็คุณชายรามิลของเราออกจะหน้าตาดี แบบนี้ก็จะได้เป็นดาราแล้วแหงๆ” อีกหนึ่งคนเดินเข้ามา คว้าแขนข้างขวาไปจับไว้ ....อ๊า....อาการของคนโดนสาวๆหลงใหล....มันเคลิ้มซะอย่างนี้นี่เอง....มิลเผลอตาลอย
“แล้วเอาไง นายจะลองรึเปล่าล่ะ?” เพื่อนผู้ชายอีกคนหันมาถาม
“นั่นสิ มิลจะว่าไง?” เพ่ยเพ่ยเองก็เสริมต่อ ตอนนี้ทุกคนอยากรู้....แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เหมือนจะไม่ใส่ใจ
“ไอ้ไทป์ แกทำบ้าอะไรอยู่วะ?” มิลจ้องใครบางคนที่แยกตัวออกไปยืนอ่านหนังสือเรื่องสั้นซึ่งถืออยู่ในมือเสียหน้าหงิก ....ไอ้หมอนี่ วันๆมันใส่ใจอะไรใคบ้างมั้ย? ไม่อ่านหนังสือก็ฟังเพลง....ให้ตายสิ
“เดี๋ยว ขออ่านตรงนี้อีกนิด” นั่นคือคำตอบ....มิลออกอาการแยกเขี้ยว ....โวย....ไม่สบอารมณ์เลยวุ้ย! ....จากนั้นเรื่องตอบคำถามของใครๆทั้งหมดก็เป็นอันโมฆะ ....นายรามิลหัวเสียแล้ว อารมณ์ปรวนแปรอย่างกับพายุฤดูฝน บทจะไม่อยากพูดก็หน้ามุ่ยหน้าบูดไม่ตอบอะไรใคร สุดท้ายเพื่อนๆเลยไม่ได้รู้คำตอบในใจของพ่อตัวดีคนนี้ซักคน
เย็นวันนั้น พอกลับมาถึงบ้าน มิลเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว นั่งดูทีวีแล้วจู่ๆก็มีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ....เด็กหนุ่มกดรับ ....สนทนากับอีกฝ่ายจนได้ความว่า
“เพ่ยเพ่ย พี่เค้าให้เราไปเทสต์โฆษณาแชมพูวันเสาร์นี้” แน่นอนว่าเด็กสาวก็เห็นดีด้วย โอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆของเพื่อนชายมันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นซะไม่มี ....รุ่งขึ้นเพื่อนๆทุกคนรู้เรื่องจากการป่าวประกาศผ่านทางโทรศัพท์ แต่ละคนโทรมาแซวกันถ้วนหน้า ....ถ้าเป็นดาราแล้วอย่าลืมเพื่อนนะเว้ย..ประโยคนั้นมิลได้ยินบ่อยที่สุด....เป็นดาราเหรอ? ก็น่าสนุกดีนะ....คิดพลางอมยิ้มและวาดฝัน ....วันเสาร์นี้มีออดิชั่น ....ไม่มีอะไรยากเกินไปหรอก เค้ารู้ดี
“น้องมิลเดี๋ยวถ่ายด้านข้างให้พี่แจ็ค 2 แอ็คนะครับ ....อืม ดีมากๆ.....คราวนี้ขอหน้าตรง ....โอเค....ต่อไปจะอัดวีดีโอแล้วนะ” ท่ามกลางแสงไฟในสตูดิโอ เด็กหนุ่มพกความมั่นอกมั่นใจมาเต็มร้อย ใบหน้าและผิวขาวๆเมื่อต้องไฟส่องประกายให้เห็นเป็นแสงนวลๆ ทุกคนต่างซุบซิบกันว่าวันนี้ได้ภาพการพรีเทสต์ที่สวยจนน่าพอใจ แต่ทว่า....
“วีดีโอของน้องมิลดูเหมือนจะใช้ไม่ได้” คำพูดประโยคแรกที่พี่ครีเอทีฟบอกกับเค้า หลังจากที่มีการนัดพบกันในเย็นวันถัดมา ....มิลเริ่มออกสีหน้า เค้าไม่เข้าใจ ....
“มีอะไรเหรอคะ?” เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามในขณะที่เค้าและไทป์ที่ถูกบังคับให้ตามมาด้วยได้แต่นั่งนิ่งรอฟังคำตอบ
“คือ....พี่ขอโทษนะ ถ้าพูดน้องมิลไม่โกรธใช่มั้ย?” น้ำเสียงฟังดูหนักใจ ....มิลพยักหน้าหงึกๆ....
“บอกมาสิครับ จะโกรธทำไม ผมไม่ได้อะไรหรอกครับพี่”
“คือ....แบบว่า....ผู้กำกับเค้าบอกว่า ตอนที่น้องมิลเสยผมตามที่ตากล้องสั่งให้ทำ คือภาพมัน....หน้าผากของน้องมิลมันกว้างไป ....แล้วแบบนั้นเค้ากลัวว่า พอเข้ากล้องถ้าต้องถ่ายโฆษณากับแชมพู และ น้ำของจริง มันจะแบบว่า....ยังไงดีล่ะ? แบบว่าดูไม่เข้ากันน่ะ” พี่ครีเอทีฟชี้แจงอย่างระมัดระวังไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกสะเทือนใจ
“สรุปแปลว่าหัวเถิกเกินกว่าจะโฆษณาแชมพูดได้” ....นั่นประไร นายไทป์เสริมให้เสร็จสรรพ ทำเอามิลถึงกับแทบจะงับหัวเพื่อนที่นั่งข้างๆเสียเดี๋ยวนั้น
“อ่ะ....จ่ะ ก็ทำนองนั้นแหละ” หันไปตอบรับหนุ่มน้อยหน้ามนที่ตีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆเสียก่อน จากนั้นค่อยกลับมาอธิบายวัตถุประสงค์ให้ตัวเมนตรงหน้าฟัง
“แต่แบบว่า พวกพี่อยากได้น้องมิลมาอยู่ในสังกัดเรานะ เพราถ้ามีงานอื่น พวกพี่จะป้อนให้แน่ น้องมิลผิวดี หน้าตาก็น่ารัก รับรองแค่ได้งานซักชิ้นสองชิ้นก็ดังระเบิด” ....มิลพยักหน้ารับ เก็บซ่อนความรู้สึกสุดฤทธิ์....เด็กหนุ่มส่งยิ้มเลียนแบบผู้ใหญ่ เป็ยิ้มสดใส แต่เอาไว้ใช้เพื่อการค้า
“ก็ได้ครับ มิลไม่อะไรอยู่แล้ว ยังไงก็ได้” ว่าแล้วก็แก้เก้อด้วยการยกแก้วน้ำอัดลมที่วางอยู่ด้านหน้าขึ้นดื่ม จากนั้นไม่นานพี่ครีเอทีฟก็ขอตัวกลับไปทำงานที่ค้างเอาไว้ต่อ ....ทิ้งเอาไว้เพียงแต่ ....เด็กสาวหน้าหมวย กับเด็กหนุ่มไร้อารมณ์ และ....
“จ๊าก!! ฉันจะฆ่ามัน ไอ้ๆๆ ไอ้ผู้กำกับเฮ็งซวย ไอ้ๆๆๆ ไอ้ตาต่ำ ไอ้....#%@&*$##&**...” ประโยคสุดท้ายกลายเป็นคำพูดไม่ฟังไม่ได้ภาษา ....สติแตกแล้วไง....ความมั่นใจที่มีมาหล่นวูบลงต่ำติดตาตุ่ม
หัวเถิกๆๆๆ!!!.... คำนั้น....มันคงจะสะกดก้องอยู่ในใจของเค้าไปตราบนานเท่านาน....
“เออ! ว่าแต่หลังจากนั้นพี่เอเจนซี่เค้ายังตามตื้ออยู่หรือเปล่า?” เพ่ยเพ่ยเอ่ยถาม ในใจมิลคิด....ยัยนี่ราวกับอ่านใจได้ ทำไมถึงรู้นะว่าเค้ากำลังคิดถึงเรื่องอะไร
“ก็มีโทรมาเมื่อ 2 วันก่อน ให้ไปถ่ายลงหนังสือ แต่มิลไม่ทำ” เด็กหนุ่มตอบพลางคว้าเอากระดาษวาดเขียนที่อยู่ใกล้ๆมาโบกลมใส่หน้า ....แห้งช้าชะมัด ครีมอะไรฟะเนี่ย?
“ทำไมล่ะ ยังงอนพี่เค้าอยู่ว่างั้น” เด็กสาวกระเซ้าแหย่
“เออสิ ลูกเค้ามีพ่อมีแม่ดันมาทำเสียเซลฟ์ ....อ้าว! เมสเสสเข้ามาเมื่อไหร่เนี่ย?” ว่าแล้วก็หันไปใส่ใจกับมือถือที่กระพริบไฟแดงๆแทน ....นิ้วมือเรียวยาวกดปุ่มดู ....ในใจพอจะรู้ว่าเป็นข้อความจากใคร
“ไปล้างแล้วนะ” มิลบอก ก่อนลุกเดินออกจากห้องไป ....เพ่ยเพ่ยพยักหน้ารับแล้วทำเป็นไม่ใส่ใจ ....เธอคิดว่าเธอรู้ เพราะแค่เดาดูจากสีหน้าก็ได้คำตอบแล้วละ ....เด็กสาวนั่งดูทีวี พลางอมยิ้ม
“แล้วอย่ากลับดึกนักล่ะ เดี๋ยวคุณป้าน้าโทรมาเช็ค เพ่ยเพ่ยจะโดนเอ็ดเอาด้วย” ตะโกนผ่านช่องแคบของประตูออกไป ก่อนจะได้ยินเสียงใสตอบรับคำกลับมา....
#####
กว่าจะเดินออกมาพ้นเขตรั้วบ้านก็กินเวลาเกือบ 5 นาที ....รามิลแหงนมองฟ้า อารมณ์ดี พลางฮัมเพลงในคอไปเรื่อย ....ถึงขอบประตู บอกคุณลุงยามเอาไว้ว่าจะออกไปแค่บ้านฝั่งตรงข้าม คุณลุงยามพยักหน้าเข้าใจ คุณหนูบ้านนี้ไม่ชอบออกไปเที่ยวไหนในตอนกลางคืน จะมีก็แค่ดอดไปหาเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่เด็กนั่นแหละ
จากบ้านปุณณวงศ์หลังใหญ่ เดินข้ามถนนขนาดสองเลนมาก็จะเจอกับสนามเด็กเล่นและสวนหย่อมขนาดย่อยที่มีตั้งอยู่เป็นจุดๆตามบริเวณรอบหมู่บ้าน จากนั้นก้าวเท้าลัดสนามไปอีกไม่นานก็มองเห็นรั้วเหล็กสีเขียวทึบ บ้านเดี่ยวขนาดเล็กกว่าบ้านของเค้านิดหน่อย แต่ภายในกลับตกแต่งสวนหน้าบ้านเอาไว้ในสไตล์ทันสมัยที่ดูร่มรื่นน่าอยู่ทีเดียว ....จรรยากรณ์ ....ป้ายหน้าบ้านสลักอักษรสีทองเอาไว้อย่างนั้น ....แน่นอนว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของใครอื่นไป นอกจากสถานที่พำนักอาศัยของนายคณะทัต จรรยากรณ์ หรือเจ้าไทป์เดือนคณะศิลปะศาสตร์ที่รามิลตามล่าตัวมาทั้งวันนั่นเอง
**กริ๊ง!.....กริ๊ง!**
เสียงกดกริ่งหน้าประตูดังเป็นระยะๆ ....จากทิ้งห่างด้วยการนับในใจให้ถึง 30 เริ่มกระชั้นเข้ามาเป็น 1-20 กดครั้ง แล้วก็กลายเปน 1-10 กดเพิ่มอีกครั้ง จากนั้นก็รัวกดซะปุ่มตรงหน้าจมมิดนิ้วมือ
“หัวฟาดพื้นตายแล้วรึไงฟะ?” เด็กหนุ่มบ่นอุบอุบพลางกำมือแน่น ยิ่งยืนรอนานยิ่งเริ่มรู้สึกว่าชักไม่ได้ดัใจ สุดท้ายคิ้วที่ค่อยๆร่นเข้าหากันจนแทบจะผูกโบว์เลยยิ่งขมวดแน่นเข้าไปใหญ่
**กริ๊ง! ....กริ๊งๆๆๆ!!**
“คร้าบ....คร้าบ!! มาแล้ว!” เสียงใครบางคนที่คุ้นหูดังแว่วมาจากด้านใน นั่นแหละคนใจร้อนถึงได้ผ่อนแรงที่ระบายกับเจ้ากริ่งตรงหน้าลงทีละน้อย ....มิลยืนปั้นหน้ายักษ์....ไม่นานนายไทป์ก็เดินลากรองเท้าเหยงๆมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“เพิ่งอาบน้ำเสร็จ โทษทีๆ”
“เออ!” เด็กหนุ่มตอบรับสั้นๆ ....แค่มองดูสภาพมันก็พอจะรู้แล้วละ ...ผมเผ้าเปียกแถมยังกระเซอะกระเซิง ผ้าขนหนูผืนเล็กที่ใช้ก็ยังพาดบ่าเอาไว้อยู่ ที่สำคัญไอ้ชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีฟ้าอ่อนที่สวมทับกางเกงขาสั้นแค่หัวเข้าออกมานั่นแหละที่อธิบายเหตุผลให้มิลเข้าใจจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่ต้นแล้ว
“มานานรึยัง?” ไทป์ถามพลางใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมไปด้วย ....มิลเริ่มออกอาการฮึกฮัก ....สีหน้าปั้นยากหนักเสียยิ่งกว่าเดิม
“อ่าว!ถามไม่ตอบ เดี๋ยวนี้มีหยิ่งอีกแน่ะ” อีกฝ่ายยังคงพูดเล่นไม่เลิก ....มิลรู้สึกถึงความอดทนที่ชักจะเริ่มไม่ไหว ....สุดท้ายเจ้าชายตัวเล็กก็ออกแรงเขย่ารั้วประตูเสียดังลั่น
“โว้ย!! พูดมากอยู่ได้ เปิดประตูซักที ยุงกัดจะตายอยู่แล้ว” ทำเอาอีกฝ่ายงง
“อ่ะ....อ่าว....ลืม....” นายไทป์ตีหน้าเซ่อ ให้อารมณ์ที่แตกต่างและตรงกันข้าม คนหนึ่งก็ช่างใจร้อน ส่วนอีกฝ่ายก็แสนจะใจเย็น....เย็นเสียจริงพ่อ ....จะใจเย็นไปไหน....
“เอ่อ....กุญแจอยู่ข้างใน เดี๋ยวไทป์มา รอก่อนนะ ....แฮ่ะแฮ่ะ!” พูดจบก็ส่งยิ้มหวานให้ ยื่นมืออกมานอกรั้วและหยิกแก้มเค้าเสียทีหนึ่งก่อนวิ่งหายวับเข้าบ้านไป
....ใจจะขาด ....อึดอัดไม่ได้ดังใจ ....ว้อย! รามิลรู้สึกเหมือนอกจะแตกตาย
######
ในที่สุดก็ได้เข้ามาเหยียบพื้นที่บ้านมันจนได้ ....เด็กหนุ่มคิด ....กว่าจะได้เสด็จเข้ามาก็แสนยากเย็น ยืนรอกว่าจะหากุญแจเจอก็อีกซัก 10 นาทีบวกๆ ....ทั้งเมื่อย ทั้งยุงกัด....ยิ่งคิดยิ่งอารมณ์เสีย ทั้งที่เดินมายังเริงร่าอยู่ดีๆ แต่ไหงตอนนี้ ไม่ว่าจะอะไร ทำไมมันถึงได้ขัดหูขัดตาไปหมดเลยนะ?
“จริงๆพ่อนายน่าจะจ้างยามเอาไว้ที่หน้าประตู” เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงแข็งขณะที่กำลังเดินก้าวเท้าตามอีกฝ่ายขึ้นบันได ไทป์บอกว่าของที่ซื้อมาอยู่บนห้อง เพราะงั้นก็เลยต้องกลับขึ้นไปเอา
“ก็ว่าจะจ้างคนใหม่อยู่ พี่ทองยามคนเก่า ลากลับบ้านไปทำนา กว่าจะกลับก็ 3 เดือนข้างหน้า ตอนนี้เวลากลางวันยังเสียวว่าจะโดนยกเค้าอยู่เลย” น้ำเสียงที่ห้าว และทุ้มกว่าตอบ
“แล้วพ่อนายยังไม่กลับ?” ถามต่อพลางก้าวเท้าเดินตามเข้าไปในห้อง มิลกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องสีขาวตกแต่งอย่าโมเดิร์นยังคงเป็นห้องที่เรียบร้อยน่าอยู่เหมือนเคย
“นอนค้างที่บริษัท เห็นว่างานใหม่ยังปิดไม่ทัน ลูกค้าจะขอดูตัวอย่างพรุ่งนี้บ่ายเลยต้องโต้รุ่ง” พูดจบก็ชี้มือไปที่เตียง ....นั่งตรงนั้นละกันเพราบนโซฟามีของวางอยู่เพียบ ยังขี้เกียจจะเก็บ ....สายตาของไทป์บอกอย่างนั้น ....มิลพยักหน้ารับ ทำทีว่าเข้าใจทั้งสองเรื่อง
“แล้ว....วันนี้ทามมายแกไม่รอฉันวะ?” พอนึกขึ้นได้ หลังจากที่นั่งทำหน้าเซ็งอยู่นาน ก็เลยเริ่มเอ่ยถาม
“อ้อ! ติดนัดกับพี่เชอร์รี่ ว่าจะโทรบอกแล้วแหละ แต่ลืม” ....โอ้โห! คำแก้ตัวที่พ่วงท้ายด้วยไอ้ ล.สระ อือ....มอ....ลืม....มันน่านัก!!
“เออ! เพื่อนนี่ไม่ใช่แฟน ไม่ต้องจำนักก็ได้” มิลตอบกลับ คิ้วเริ่มผูกโบว์และตีหน้ายักษ์ใส่อีกรอบ....เริ่มรู้สึกนอยด์ แต่บอกเอาไว้ก่อนเลย แค่นอยด์ ไม่ได้น้อยใจ!
“น่า....นะ! ก็ซื้อมาฝากแล้วไง ของที่สั่งน่ะ ....ไม่เอาตังค์ด้วยก็ได้ เพราะงั้นอย่าโกรธดิ นะ” นายตัวดีทำท่ายกมือไหว้ขอขมา ส่วนโจทย์ที่ทำท่าจะวีนต่อ สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจและเงียบปาก
....ขี้เกียจเถียง ....เซ็ง.....เซ็งอะเกน(=__=”)
“เออ....ว่าแต่....เฮ้ย! ไอ้ไทป์ แกไปทำอะไรมาวะเนี่ย?” กำลังจะคิดเรื่องสนทนาต่อไปได้ แต่จู่ๆสายตาก็ดันไปปะทะกับแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของอีกฝ่ายซะนี่ ....ไทป์กำลังถอดเสื้อคลุมอาบน้ำออกและเปลี่ยนมาสวมเสื้อกล้ามตัวโคร่งแทน ....มองจากด้านหลังของต้นแขน ....มิลรู้สึกใจหายวาบ....ทำไมไม่ได้สังเกตแค่เดือนสองเดือน ไอ้เพื่อนของเค้ามันถึงล่ำซะขนาดนี้?....ช็อค!
“ทำไม?” อีกฝ่ายชักสีหน้าสงสัยเป็นเชิงถาม ก่อนจะใช้เวลาเพียงชั่ววินาทีต่อมา ก็สามารถตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง
“อิจฉาล่ะสิ ที่คนเค้ามีกล้าม มาดแมน แฮนด์ซั่ม” ว่าแล้วก็ถากถางเข้าไป ....ไทป์ยืนยื้มแป้น สีหน้าระรื่นจนน่าหมั่นไส้....แต่ยกนี้มิลไม่รู้จะสู้ยังไง....เหลือบมองที่แขนของตัวเอง....เฮ้อ!!....หล้ามแทบไม่มี....ฮึ่ม!พรุ่งนี้จะเริ่มไปฟิตเนสบ้างคอยดู
“แค่นี้อย่ามาทำเป็นอวด หนอย!ก็แค่ดูล่ำขึ้นละวะ ไม่ได้ก้ามใหญ่กล้ามปู หรือมาดแมนอะไรขึ้นมานักหรอก อย่าทำเป็นพูดดี คอยดูนะ....ต่อจากนี้ ถ้าเราล่ำกว่า สูงกว่า ก็อย่ามาโอดครวนละกัน”
“จ้า!” ....ตอบรับสั้นๆเพียงคำเดียว ....ไทป์แอบหัวเราะในลำคอ ....ทุกครั้ง เหมือนเดิม ....มิลขู่แบบนี้มาตั้งแต่ที่เค้าทั้งสองคนมีความสูงทิ้งห่างกัน ลองนับๆดู ก็คงจะเป็นปีที่ 4 แล้วล่ะที่หูสองข้างของนายไทป์ได้ยินประโยคพวกนี้
“เอ้า นี่! ของที่ซื้อมาฝาก....จากฝากซื้อ กลายเป็นซื้อมาฝาก อะไรมันจะใจดีขนาดนี้นะเราเนี่ย?” ว่าแล้วก็ยื่นส่งถุงกระดาษสามสี่ใบที่วางอยู่มาให้ มิลรับมาวางไว้บนตักก่อน....ของฝากนี่ถ้าเทียบกับเงินที่นายต้องควักจ่ายเพื่อเลี้ยงผู้หญิงคนนั้นไปมันไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำมั้งนายไทป์....เฮ้อ!เพื่อนของเค้ามักจะโดนผู้หญิงหลอกควงอวดชาวบ้านเล่นประจำ ....เออใช่!....นึกขึ้นได้แล้วว่าตัวเองอยากจะถามอะไร
“นี่ตกลงไทป์คบกับพี่เชอร์รี่จริงอะ?” กลั้นใจรอฟัง....ซ่อนสีหน้าไว้ในแววตา แต่ก็มีแววหม่นๆเล็ดลอดออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัว ....ดวงตาคู่ใส มองดูเหงาๆ
“ห๊ะ! ....อ๋อ....นึกว่าเรื่องอะไร อื้อ!ใช่ เพิ่งตกลงคบกันทางโทรศัพท์เมื่อคืนนี้เอง ....ทำไม? รู้แล้วเหรอ?...ข่าวไวชะมัด!” ชายหนุ่มตอบก่อนเดินใกล้และทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ
“แกคิดว่าพี่เค้าจะจริงใจกับแกเหรอ?” มิลหันไปสบตา แล้วถาม
“ก็....ไม่รู้สิ ดูๆกันไปก่อน เดี๋ยวถ้าเค้าไม่เบื่อซะก่อน ถ้าเค้าชอบไทป์จริงๆ ไทป์ก็คงคิดว่าน่าจะคบกันแบบจริงจังได้”
“งั้นเหรอ?” มิลเบ้ปาก หน้าตาไม่ค่อยเชื่อใจซักเท่าไหร่ ....ผู้หญิงกี่คนกี่คนที่เข้ามาก็แค่เห็นว่านายมันรูปหล่อ พ่อรวย แถมหลอกง่ายก็เท่านั้นแหละเพื่อน ไม่เคยรู้เลยสินะว่าตัวเองมันไก่อ่อนแค่ไหน แค่ผู้หญิงยิ้มนิดอ้อนหน่อยก็ตามใจเค้าไปซะหมด แบบนี้ต่อให้เนื้อหอมเท่าไหร่ คบกันไปกี่รายกี่รายนายก็ต้องแห้วตลอดนั่นแหละ ....จะเลือกจะดูผู้หญิงทำไมไม่หัดมีตามองดีๆซะบ้าง ....ชิ! ให้ตายสิ ....สุดท้ายฉันก็ต้องมานั่งสกรีนให้ทั้งปี
“ว่าแต่ พี่เชอร์รี่น่ะ....มิลคงไม่แย่งของไทป์ไปอีกใช่มั้ย?” น้ำเสียงฟังดูจ๋อยๆ มิลไม่รู้หรอกว่านั่นคือความกังวลไปเอง แต่ที่แน่ๆตอนนี้ชายหนุ่มที่เพิ่งถอดคอนแท็คเลนส์สายตาออกหมาดๆกำลังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้พลางจ้องสายตาเพื่อรอคอยเอาคำตอบที่ถามจากเค้านี่สิ ....ระยะห่างไม่ถึงครึ่งไม้บรรทัด ไทป์สายตาสั้นจึงมักจะมองอะไรอย่างจ้องคนแบบนี้บ่อยๆ ....ใช่!มิลพยายามเฉย ....ไม่คิดอะไร ....แต่มันใกล้....ใกล้เสียจนปลายเส้นผมด้านหน้าสัมผัสมาโดนกัน….
“จะจ้องอะไรนักหนา! เข้ามาใกล้ขนาดไม่จูบปากเลยล่ะ?” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนพรวดพราดทำเอาไทป์ตกใจสะดุ้งตาม ชายหนุ่มแสร้งทำไม่ใส่ใจหัวเราะกลั้วคอไปตามเรื่อง ....ตอนนี้มิลทำท่าเตรียมตัวจะกลับแล้ว ....ไทป์รู้หน้าที่ดี เลยเดินตามไปส่ง
“ถ้าหน้ามืดจูบจริงคงโดนมิลถีบ” ส่งท้ายด้วยคำพูดเล่นลิ้น ทำเอาอีกฝ่ายอารมณ์แล่นขึ้นสูงปรี๊ดจนปรอทแทบแตก
“ก็ลองเหอะ พ่อได้เหยียบมิดดินแน่” ว่าแล้วก็ทำหน้าตาหาเรื่องใส่ก่อนผลักอีกฝ่ายออกไปให้พ้นทาง ....มิลก้าวเท้าออกนอกรั้วบ้าน แล้วหันกลับไปชี้หน้าเพื่อนสนิทอีกครั้ง
“แฟนนาย รักษาไว้ให้ดี อย่าให้กลายมาเป็นแฟนฉันอย่างที่ผ่านๆมาแล้วกัน ไอ้ไก่อ่อน” พูดจบก็เดินจ้ำเท้าตะพึดตะพือกลับไปโดยไม่หันหลังกลับ ตอนนี้มิลไม่รู้ว่าคนถูกชี้หน้าจะรู้สึกเสียเส้นหรืออารมณ์เสียเหมือนเค้าหรือเปล่า? บางทีพรุ่งนี้ไทป์อาจจะไม่ค่อยคุยด้วยเพราะคิดว่าเค้าพูดแรงเกินไป หรือไม่ก็ไทป์อาจจะระมัดระวังในการดูแลเทคแคร์พี่เชอร์รี่เป็นพิเศษ
....มิลรู้ว่าต่อจากนี้ไปอีก 1 เดือนในสายตาของไทป์เค้าจะต้องกลายเป็นคู่แข่งที่จ้องจะแย่งและทำลายความรักของอีกฝ่ายให้พังตรงหน้า บางทีไทป์อาจจะแอบเกลียดเพื่อนคนนี้อยู่ก็ได้ แต่จะอะไรล่ะ....ในเมื่อถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงไอ้หมอนั่นมันอ่อนต่อโลกจะตาย แบบนี้จะปล่อยให้โดนแม่พวกเห็บหมัดมาสูบจนซูบตายยังไงไหว ....เพื่อนของเค้า....ตั้งแต่เด็กแล้ว....ลิ่วล้อของเค้า ....เค้านี่แหละที่จะปกป้อง
มิลคิดอย่างนั้นก่อนลูบที่ใบหน้าตัวเอง
.....รู้สึกแก้มชาๆแล้วก็หัวใจเต้นแรงตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว
เฮ้อ!....สงสัยจะโกรธมากไปรึเปล่านะเรา?
....แย่จริงๆ (=___=”)
To Be Continue….
~~~~~~~~~~~~~
NOTE :: ตอนที่ 3 แล้วนะคะ อ่านแล้วเป็นไงกันบ้าง มีอะไรคอมเมนต์บอกันได้นะ หนูดิทเข้ามาเช็คงานเก่าทุกวันแหละ
ช่วงนี้ปิดเทอม อยู่ที่ต่างจังหวัดค่ะ โชคดีที่มีเน็ตให้เล่น ไม่งั้นเซ็งตายชัก