Start :: รักสุดใจ นายตัวร้าย

ตอนที่ : 5

 

 “ไทป์จ๋า” เสียงเรียกฟังดูออดอ้อนจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะหลุดออกมาจากปากเจ้าตัวดีที่นั่งเอนหลังพิงพนักอย่างสบายอกสบายใจอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม


 “จ๋า....” อีกฝ่ายตอบลากเสียงยาว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคีบเอายำสาหร่ายทะเลที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้ามาใส่ปากหลังจากขานรับคำด้วยน้ำเสียงที่หวานไม่แพ้กัน


 “แบบว่า....” คนตัวเล็กกว่าอ้ำอึ้งเล็กน้อย ส่งสายตาปริบๆ พลางละเลียดรอยยิ้มแบบเหนียมอาย(จะอายทำไม?)


 “แบบว่าอะไรล่ะจ๊ะ?” ชายหนุ่มยิ้มตอบ เค้าวางตะเกียบในมือและหันมาเท้าคางจ้องมอง นายไทป์ยังคงเงยหน้าสู้สายตาแป๋วแหว๋วคู่นั้นต่อไป ดูเหมือนคราวนี้ใครก็คงจะไม่สามารถเข้ามาแทรกระหว่างกลางของพวกเค้าได้ ....อย่างกับโลกนี้มีเพียงสองเราเสียอย่างนั้นแหละ


“ก็แบบว่าน้องมิลอยากกินขนมปังไส้แกงเขียวหวานของร้านนั้นอ่ะจ่ะ” ว่าพลางเจ้าตัวดีก็ชี้นิ้วไปที่ร้าน Bread Talk ร้านขนมปังที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มิลยิ้มแฉ่งรอความใจดีของอีกฝ่ายที่กำลังจะมาถึง เค้ารู้ว่ากับนายไทป์นั้น ถ้าลองโดนอ้อนดูซักหน่อย อยากได้อะไรสุดท้ายหมอนั่นก็ต้องพยักหน้าและไปหามาประเคนให้ แต่ว่าครั้งนี้กลับ....


“มีขาก็เดินไปเองสิจ๊ะ” ....ดูไม่ใช่อย่างนั้น


 “ไอ้ไทป์!” เสียงแข็งขึ้นมาซะอย่างงั้น ....หนุ่มน้อยหน้าใสบัดนี้ด้วยความไม่ได้ดังใจ เทพเจ้ากวนอูจึงเข้าสิงห์ในบัดดล ....เอาละไง....เจ้ามิลเริ่มฮึดฮัดหน้าแดงจัดด้วยความมีน้ำโหในทันที


 “อาราย....อารายของนายวะ ร้านก็อยู่แค่นี้ อย่ามาลีลาได้มั้ยคนกำลังจะกินข้าว” แล้วก็เหมือนสวรรค์จะสั่งให้ความสงบในโต๊ะต้องจางหายไปในทันตาเห็น พออีกฝ่ายจะทำท่าใจเย็นนั่งซดราเม็งในชามต่อราวกับไม่ได้ยินอะไร รามิลก็ลุกขึ้นยืนและแทรกตัวออกไปจากเก้าอี้ด้านในที่เค้านั่ง หนุ่มน้อยร่างทรงเทพเจ้ากวนอูยืนหน้าแดงจ้องคนกำลังมีความสุขกับการกินไม่วางตาจนสุดท้าย


 “เฮ้อ....!!” ในที่สุดนายไทป์ก็ต้องวางตะเกียบอีกรอบจนได้ “เอาวะ! จะไปก็รีบไป ถ้ากลับมาราเม็งของเราเย็นชืดหมด มื้อนี้นายจ่ายด้วยแล้วกัน”


 นั่นไง! ฮ่าๆ....มิลแอบคิกคักในใจ ขอเปลี่ยนนิยามการอ้อนเอาแต่ใจกับไอ้เจ้าหมอนี่ซักหน่อยนะครับ จากตอนแรกที่มิลบอกว่าถ้าลองอ้อนดูซักหน่อยหมอนี่ก็จะตามใจให้น่ะ มันมีแผนสองต่อท้ายด้วยอีกว่า....ถ้าอ้อนไม่ได้ ก็จงบังคับมันซะเลย ....เหอๆๆ....เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วละครับ วัฏจักรปลาใหญ่กินปลาเล็กของพวกผมน่ะ ....อิอิ


 ว่าแล้วเจ้าตัวดีก็เดินนำหน้านายไทป์รูปหล่อของเราออกไป ทิ้งเอาไว้ก็แต่ 3 สาวเพื่อนร่วมแก๊งค์ที่ก่อนหน้านี้ซัก 5 นาทีพวกเธอแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลยด้วยซ้ำ ....นั่งเป็นชะนีให้ไอ้สองตัวนี่มันสร้างโลกส่วนตัวอยู่ได้ ฉันละเบื่อตัวเองจริงๆ


 “สุดท้ายก็ต้องแพ้นายมิลของเราจนได้” สาวแป้ง และสาวพลอยพูดขึ้นพร้อมกันในขณะที่เพ่ยเพ่ยได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอานิดๆ


“เฮอะ!” นี่พวกเธอเพิ่งมารู้จักพวกมันสองคนเอาอีตอนมหาวิทยาลัยนะ แค่นี้น่ะ เพ่ยเพ่ยขอบอกเลยว่ามันเบบี๋มาก....คิดพลางนึกย้อนไป ที่ผ่านมาฉันต้องนั่งทนดูอะไรที่มันซ้ำซากแบบนี้นานแค่ไหน พวกเธอลองคิดดู....(น่าน! มีแอบแค้น)


 “แต่ก็น่ารักดีนะ” พูดจบก็หัวเราะคิกคัก ....นั่นไง ยัยแป้งเริ่มจิ้นไปไกลแล้วนะรู้สึกว่า


“นั่นสิ....แหม! ฉันละอยากให้มันสองคนได้กันจริงจริ๊ง!!” และแล้วยัยพลอยก็เข้าผสมโรง สองคนพากันกรี๊ดกร๊าดวี๊ดว๊าย ส่วนเพ่ยเพ่ยน่ะเหรอ ได้แต่นั่งแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัยอยู่ข้างๆ....


“หึหึหึ....ก็คงอีกไม่นานหรอก คอยดู”

 

######

 

“นี่คุณรามิล!”


“ห๊ะ??” ถูกเรียกก็เลยต้องหันหลังกลับ


“มีไรก็ว่ามา เรียกจริงเลยชื่อเนี่ย”หลังจ่ายตังค์เสร็จก็รีบจ้ำออกจากร้านทันที งานนี้เจ้าตัวดีแอบกลัวนิดหน่อยว่าจะได้จ่ายค่าราเม็งชามละเกือบสองร้อยให้เจ้าเพื่อนตัวโตนี่


“ไทป์อยากรู้ว่าทำไมมิลต้องกินแต่ไอ้ไส้แปลกๆนี่อยู่เรื่อย ไม่ขนมปังแกงเขียวหวาน ก็ขนมปังกระเพรา” คนถามยกถุงในมือขึ้นมองอย่างสงสัย ....แล้วก็ดูมันนะ คนอยากกินใช่ไทป์ที่ไหน ตัวเองร่ำๆให้ออกมาซื้อเป็นเพื่อน สุดท้ายโยนมาให้เค้าถือซะงั้น ....ส่ายหน้าแล้วเดินล้วงกระเป๋าตามมา ไอ้หมอนี่มันน่าซัดกบาลซักผั๊วะ
 

“ก็....” มิลนิ่งเหมือนจะคิดอะไร ก่อนจะหันมายิ้มแล้วร้องเป็นเพลงใส่  “ก็คนรักห้ามไม่ไหว ใจมันรักห้ามไม่ไหว เปิดใจได้ไหมคนดี เหอๆๆ”


 “แหวะ ...ตอบได้เสี่ยวมาก!” เพื่อนสนิทได้แต่แลบลิ้นและส่ายหน้า ปวดหัวจริงๆผะผ่า อยู่กับเจ้าตัวกวนนี้วันๆมีแต่ต้องตามใจกับทำตัวไร้สาระ....ให้ตายเหอะ


 กลับมานั่งที่โต๊ะ สิ่งแรกที่มิลทำคือเอามือไปอังถ้วยราเม็งของอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าไอร้อนๆยังพอมีเหลืออยู่บ้าง โอเคละ ไม่ต้องจ่ายค่าราเม็งให้มัน เป็นอันว่าปลอดโปร่ง....เหอๆๆ จากนั้น พอธุระจบ หนุ่มน้อยของเราก็หันไปใส่ใจกับเจ้าขนมปังตรงหน้าอย่างเริงร่าจนเพื่อนๆรู้สึกอิจฉาไปกับความน่าอร่อยของมัน กัดคำเคี้ยวคำ ตุ้ยๆ ไม่พูดจากับใคร หลังจากที่ได้โลกใบใหม่ รามิลก็โบกมือลาทุกคน ไปสนทนากับเจ้าขนมปังแกงเขียวหวานเป็นการส่วนตัวเสียอย่างนั้น


 “ดูท่าจะอร่อยเนอะ” หนึ่งเพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น แต่แน่นอนว่ามิลยังคงไม่ใส่ใจ แค่หันมายิ้มให้แก้มตุ่ย แลดูน่ารักน่าชังเสียไม่มีล่ะ


 “เลอะเทอะหมดแล้ว” เพ่ยเพ่ยหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้ ดูแลกันเข้าไป สองคนนี้ก็อย่างกะแม่กับลูก


 “แล้วก็อย่าเผลอกินใบตองเข้าไปล่ะ” ทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยนายไทป์ที่เพิ่งเหลือบไปเห็นใบตองที่ใช้รองขนมปังติดอยู่ด้านใต้ ขนมปังร้านนี้จะพิเศษหน่อยว่า ถ้าเป็นรสชาดที่เน้นความอร่อยแบบไทยๆ ทางร้านจะกรีดใบตองเอาไว้เป็นชิ้นเล็กๆ และใช้รองห่อด้านล่างของขนมเหมือนกับกระดาษที่แปะอยู่ใต้ซาลาเปา เพื่อเร่งความหอมของเครื่องเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น


 “ไอ้อินออกอ้า” คนเคี้ยวง่ำๆเอ่ยปากเสียงอู้อี้ตอบ ทำเอาอีกฝ่ายเลิกคิวชักสีหน้างงๆ ....แค่นี้ก็ไม่เข้าใจวุ้ยไอ้หมอนี่ สอบเข้ามหาลัยได้ทั้งที มีแต่ไอคิว ไม่มีอีคิวเลยรึไงฟะ? ....มิลชักหงุดหงิด รีบๆเคียวให้หมดปากและคว้าน้ำกรอกเข้าไปช่วยให้ไหลลงคอได้ง่ายขึ้นก่อนหันมามองจิกคู่สนทนาด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งหาเรื่อง


 “บอกว่า....ไม่กินหรอกน่า....เพราะใบตองมันไม่อร่อย แต่รึว่าไทป์จะกิน มิลจะได้แยกออกไว้ให้ เอานี่ไง” พูดจบก็ลอกใบตองเอาไปวางใส่ไว้ในชามของอีกฝ่าย โชคดีที่ราเม็งในชามนั้นหมดไปแล้ว ไม่งั้นคงได้มีกันเสยกันหน้าหงายเกิดขึ้น


 “เล่นบ้าอะไรเนี่ย ไทป์ไม่กินหรอกนะ ใบตองน่ะ” จบประโยคแรกน้ำเสียงก็ฟังดูนุ่มลึกและเนิบนาบขึ้นกว่าเก่าเล็กน้อย แต่มิลไม่สน หมั่นไส้ เพราะงั้นจะต้อนเอาจนหมอนี่หน้าหงายเพราะความอายที่รับมุกไม่ทันเลยคอยดูเซ่


 “ก็แหง๋ละ ใบตองนี่ ไม่ใช่หญ้าขน คุณชายไทป์จะได้ชอบรับประทาน” ว่าแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนๆที่เหลือ เป็นไงล่ะ ให้กินใบตองดีๆไม่ชอบ อยากจะเปลี่ยนสถานะเป็นพระโคกินหญ้าเสียเองนะไอ้เจ้าไทป์....เหอะๆๆ


 “หญ้าก็ไม่อยากกิน” แต่ดูเหมือนในขณะที่ใครๆต่างพากันหัวเราะ ไทป์จะไม่หวั่นไหวไปด้วย ชายหนุ่มยังคงยิ้มเย็นและจ้องมองกลับมา  สายตาค่อยๆปรายมาอย่างช้าๆ จ้องมองยังใบหน้ามอมแมมจากการซักโฮกขนมปังของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม จากนั้นก็กระซิบกระซาบเสียงเบาพอให้ได้ยินออกไปว่า


“แต่ถ้าเป็นหญ้า ‘หน้า’ อ่อนๆ....ไทป์ว่าก็น่าสน”


 ....หงึก!! ….หงึกเลยเป็นไง


คราวนี้เล่นเอาเจ้าหนุ่มหน้าใสได้แต่ก้มหน้างุดลงมองพื้น มองรองเท้า แล้วเสไปมองถ้วยจานไปเรื่อย ไม่ได้เอ๋อไม่ได้เขินนะจริงๆ แต่แบบว่ามันรับมุกไม่ทัน ก็ไม่คิดว่าไอ้หมอนั่นมันจะหันกลับมาจ้องตาเอาคืนกันดื้อๆอย่างนี้ ....เสียงหัวเราะของเพื่อนๆยังคงมีให้ได้ยิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนทางด้านหนูรามิลเองจะเริ่มหนูชา ตาฝ้าไปด้วยเหตุบางประการเสียแล้ว....


ร้ายกาจ....สายตาของเจ้ามันร้ายกาจมาก!!!


ฮึ่ม! ฉันจะต้องไปฝึกสายตาพิฆาตมารมาสยบนายให้ได้คราวหน้า คอยดูเหอะไอ้บ้าไทป์

 

######

 

กำลังจะแยกย้ายกันกลับบ้าน มิลก้มลงมองที่หน้าปัดนาฬิกาบนข้อมือ ตอนนี้ก็สองทุ่มกว่าแล้ว ขืนเตร็ดเตร่ต่อไปมีหวังพรุ่งนี้ลุกไปเรียนกันไม่ไหวแหง๋ๆ สามคนพากันไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่พ่วงตามมาจากมหาวิทยาลัยขึ้นรถ จากนั้นก็เดินวกกลับเข้ามาให้ห้างอีกรอบเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถกว้างบนชั้น 4  สถานที่ที่ราชรถคันงามนามนางสาวโตโยต้า สกุลVIOS สีMedium Silver Metallicป้ายแดงของนายไทป์จอดนอนสงบนิ่งรอรับใช้เจ้าของอยู่อย่างว่าง่าย แต่ยังไม่ทันไปถึงไหน ที่ชั้น 3 จู่ๆเพ่ยเพ่ยเจ้าหญิงเพียงหนึ่งเดียวภายใต้การคุ้มครองซ้ายขวาขององครักษ์หนุ่มหล่อก็ขอตัวแว่บไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำซักหน่อย ทิ้งเอาไว้ให้สองพระหน่อยืนแก่วรออยู่ที่ด้านนอก


“เฮ้อ....อยากสูงกว่านี้จัง” ไม่มีอะไร พูดขึ้นมาลอยๆ ก่อนที่สายตาของมิลจะหันไปเจอกับบานกระจกใสของร้านขายหุ่นโมเดลข้างๆ ก็เลยเดินไปส่องดูเล่น


แล้วภาพที่เห็นสะท้อนออกมาลางๆก็คือร่างบางๆที่ดูสมส่วนหากแต่ติดตรงที่ไม่ค่อยจะมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆอย่างพวกแมนมชายไปซักนิดของเค้าน่ะเอง ....173 เซน ....ส่วนสูงแค่นี้นี่มันยังไม่พอจริงๆเนอะ สำหรับผู้ชายที่จะดูดีๆซักคนเนี่ย.... คิดพลางเบ้ปากให้ตัวเอง....ปลอบใจกันอีกซักนิด....เอาวะ! กลับบ้านจะให้รางวัลนายเป็นนม 1 ลิตรก่อนนอน ดังนั้นเจ้าประคู๊ณ~~~!! พรุ่งนี้ช่วยสูงขึ้นซัก 5 ถึง 10 เซนที่เถ๊อะ!!


“มิล”

....แล้วก็เหมือนจะเป็นพวกขาดความอบอุ่นนะไอ้หมอนี่ ....ทันทีที่ถูกเรียกมิลก็หันไปมองคนข้างหลังพลางทำหน้ามู่ทู่ มันจะเดินมาใกล้ทำไมวะ คนกำลังส่องกระจก....แบบว่าเค้าอยากมีโลกส่วนตัวบ้าง เข้าใจมั้ย?(>_<)


“ไม? เรียกทามมาย? เห็นชื่อเพราะละเรียกใหญ่เชียวนะคุณคณะทัต” แน่ะ....ถามไม่ตอบ ทำมายิ้มหน้าตี๋ตาหยีใส่อยู่ได้ ....แล้วคนถูกถามก็เดินเข้ามาใกล้ ยืนขนาบข้าง และมองดูเงาของตัวเองในกระจก....มิลมองตาม....ภาพที่ประกฎขึ้นตรงหน้า....ให้ตายสิว๊า!! เค้าไม่น่ามายืนตรงนี้เลย


“182....สูงไปเนอะว่ามั้ย?” ดูมั๊น! ดูมัน....ฟังแล้วอยากจะร้องไห้


“......” รามิลน้ำตาตกใน ไม่ทำอะไรนอกจากเดินกลับไปยืนคอตก รอเพ่ยเพ่ยอยู่หน้าห้องน้ำที่เดิมคนเดียว


วันนี้....ฉันล่ะเกลียดแกจริงๆ....(=___=”)

 

######

 

“เพ่ย! พรุ่งนี้มิลจะไปเล่นกล้ามที่ประเวศน์ยิม” คนนั่งเบาะหน้าคู่คนขับบนรถหันกลับไปเริ่มต้นบทสนทนา


“ห๋า!? ไอ้ที่เป็นใบประกาศเก่าๆเหมือนหนังสือพิมพ์แปะอยู่ตามเสาไฟฟ้าที่สยามฯอ่ะนะ?” อาหมวยคู่หมั้นได้แต่ถามกลับอย่างตกใจ นึกไปถึงป้ายกระดาษเก่าๆสีชาๆที่มีรูปร่างของนักกล้ามชายงามขนาดซีกกล้ามใหญ่บึ๊กที่แปะอยู่ตามเสาไฟย่านสยามสแควร์


“เพ่ยเพ่ยว่ามิลต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ....ใช่มั้ยไทป์?” แน่ะ....มีหันไปถามเจ้าคนขับตัวต้นเหตุของความคิดอีกด้วย....น่าน....ดูมัน...นั่ง
อมยิ้มซะแก้มแทบฉีก ในใจคงอยากจะหัวเราะออกมาใจจะขาดเลยสิท่า


“ไม่บ้าก็ติงต๊อง เพ่ยเพ่ยอย่าไปใส่ใจเลย” ไทป์ออกความเห็นก่อนเฉไฉด้วยการยื่นมือไปกดหน้าปัดเพื่อเปลี่ยนคลื่นวิทยุไปคลื่นใหม่ เพื่อหาเพลงที่อยากฟัง


//เปี๊ยะ!//


“อุ้ย! เจ็บนะเนี่ย” คนโดนตีเข้าที่หลังมือชักมือกลับไปถูยิกๆ


“จะฟังคลื่นนี้ เปลี่ยนหาพระแสงอะไร มีหน้าที่ขับรถก็ขับไป อย่าเสล่อมาเปลี่ยนคลื่นชาวบ้านเค้า” เจ็บฟรีเลยเป็นไร แถมหนำซ้ำยังโดนคุณชายมิลใส่ให้อีกเป็นชุด....เออ...เอาเข้าไป....นี่มันรถใครฟะเนี่ยอยากรู้


“แล้วก็ไม่ต้องคิดนะว่า ‘นี่รถใคร?’ คนอื่นเค้าอุตส่าห์กลับบ้านเป็นเพื่อนแล้วอย่ามาทำนึกทวงบุญคุณเชียวละ....ฮึ่ย!” แน๊ะ!เดี๋ยวนี้พัฒนาถึงขั้นอ่านใจกันได้อีก ไทป์นึกขำอยู่ในใจ ว่าแต่เจ้าหมอนี่มันโกรธอะไรเนี่ยถึงได้พาลกันนักหนา?....คิดแล้วได้แต่เกาหัวแกรกๆก่อนหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าโค้งก่อนถึงซอยหมู่บ้าน


เอาละน๊า~! เค้าอุตส่าห์กลับบ้านมาด้วยให้เป็นพระคุณ แบบนี้คงต้องส่งพวกคุณหนูเค้าให้ถึงประตูหน้าบ้านซักหน่อย....คิดแล้วก็อยากจะแอบหัวเราะ แต่ ถ้ากล้าหัวเราะ มีหวังเรื่องไม่จบแน่ๆ


ถึงอย่างนั้น ยังไม่ทันได้ขับไปจอดเทียบหน้าประตูบ้าน ขณะที่รอให้รั้วเหล็กเลื่อนออกตามแรงบังคับของสวิตส์รีโมท จู่ๆเสียง  *ปิ๊บๆ* เป็นสัญญาณว่ามีข้อความเข้ามาก็ดังขึ้น


“เพจดังอ่ะ หูหนวกเหรอ?”


“บ้า ! ไม่ใช่เพจ มือถือ”  นี่ก็กล้าเล่นเนอะ....สมัยนี้แล้ว ใครเค้าจะมาพกเพจเจอร์กันล่ะเจ้าตัวดีเอ๊ย ....ว่าแล้วก็สะกดวงล้อของแม่สาวVIOS สีไฮโซคันคู่ใจเสียจนจอดนิ่งสนิทเทียบท่าใต้หลังคาจั่วหน้าบ้าน


 เพ่ยเพ่ยเห็นท่าว่าสองคนคงจะนั่งคุยกันอีกนานก็เลยชิงเปิดประตูลงไปหาอะไรใส่ท้องแล้วนั่งจ้องหน้าทีวีดูละครเรื่องโปรดเสียก่อน เพราะขืนรอเจ้าพวกบ้าต่อความยาวสาวความยืดกันอีกมีหวังงานนี้อาหมวยน้อยคงไม่ทันได้ดูหน้าพระเอกหนุ่มหล่อเข้มที่เหมาะจะเป็นพระเอกนิยายวายแนวจำเลยรักของเธอแหง๋มๆ


ตัดมาที่บนรถ รามิลยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แกล้งทำเป็นเลือกๆแผ่นซีดีเพลงจากเก๊ะด้านหน้าของรถเพื่อจะขอยืมไปฟัง ....ไทป์ยิ้มกับตัวเอง....ไอ้เจ้านี่มันก็ช่างถ่วงเวลา ....ว่าแล้วก็ขอสนองซักหน่อย หยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา กดปุ่มเปิดอ่านข้อความด้านในแล้วก็นิ่งเงียบ ....ไทป์กวาดสายตาค่อยๆเลื่อนไป จนในที่สุดข้อความยาวๆก็สิ้นสุดลง


“ใครอ่ะ?” ในที่สุดมิลก็ส่งเสียงถาม แต่ไม่ใช่เสียงหาเรื่องแบบเมื่อกี๊นี้หรอกนะ มันเป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงของ ‘เจ้าหนูจำไม’ ในการ์ตูนอิคคิวซังมากกว่า


“อะไร? มาอยากรู้เรื่องคนอื่น” ไทป์แกล้งตอบ


“เออ....ก็ไม่ได้อยากรู้นักหรอก ถามตามมารยาท เดี๋ยวจะมานอยด์ใส่ หาว่าเพื่อนกันแล้วไม่สนใจ คนนั่งรับเคราะห์อย่างมิลมันจะซวยไง ก็เลย.....”


“พอๆๆ” แหม! ถามหน่อยเดียว ตอบให้ซะเป็นชุด


“พี่เชอร์รี่ส่งข้อความมา บอกว่าจะชวนไปเที่ยว ....มิลจะไปมั้ย?” อธิบายให้ฟังไปในขณะที่อีกฝ่ายดูท่าจะมีปฏิกริยากับชื่อนี้ไม่ใช่น้อย....


นึกว่าจะซาๆไปบ้างแล้ว ที่แท้ก็ยังคบกัน ติดต่อกันอยู่เหรอเนี่ย? ....มิลคิด ทีแรกเค้าเกือบจะวางใจว่า ยัยผู้หญิงเจ้าแม่เขาไป่ซานที่แบกภูเขาสองลูกไปไหนมาไหนคนนั้นจะไม่จริงจังกะนายไทป์ซะอีก แต่ที่ไหนได้ นอกจากจ้องจะฆาตกรรมเค้าด้วยการดีดกระดุมให้กระเด้งใส่ตา(เพราะเสื้อนักศึกษาของหล่อนตึงจัด)แล้ว ยังจะมานัวเนีย วนเวียน ติดพันกับเจ้าเพื่อนซื่อบื้อเค้าอยู่อีกด้วย


....แบบนี้ปล่อยเอาไว้มันจะดีแน่เหรอ?


“แล้วเค้านัดนายให้ไปที่ไหนล่ะ?” มิลถามกลับไป ร้อยวันพันปีเคยใส่ใจที่ไหนกับไอ้เรื่องเที่ยวกลางคืน แล้วก็คงแหงล่ะ! เจ้าไทป์มันมีรถนี่ รูปหล่อพ่อรวย ขี้คร้านเจาหล่อนจะเรียกให้ไปเป็นตัวควงชั่วคราวอวดใครต่อใครเล่น....ไม่ไหวๆ....ปล่อยไปไม่ไหว....แบบนี้ถ้าเจ้าไทป์มันโดนหลอกให้ตกหลุมของยัยนั่น ยิ่งถลำลึกเข้าไป มีหวังเค้าคงไม่ได้เพื่อนคนเดิมที่แสนเชื่องคนนี้กลับมาแน่ๆ....ฮึ่ม!คิดแล้วก็ตัดสินใจ....เอาไงเอากันวะ


“ได้ เดี๋ยวเราจะไปด้วย”

 

To Be Continue….

 


------------------------------------------------------

 **ขณะนั้นคาดว่าเพื่อนสาวสองคนที่ติดสอยห้อยตามมาเที่ยวด้วยในวันนี้ หลังจากกลับบ้านไป เพ่ยเพ่ยคงจะมีสาววายมาร่วมเข้ากลุ่มเพิ่มขึ้นอีกสองคนเป็นแน่แท้ล่ะคะ....คิดว่า....ป่านนี้คงพากัน....จิ้นกระจาย!! 55+


 
 เพ่ยเพ่ย : ทำไมตอนนี้เพ่ยเพ่ยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นชะนีตัวประกอบเลย....แอบงอนแล้วนะเนี่ย (-__-“)
 นู๋ดิท : เอาน่า! เจ๊เพ่ย เด๋วตอนหน้าๆนู๋จัดให้ 55+ ....ว่าแต่สงสัยมั้ย ทำไมตอนนี้ยังไม่เห็นมีไอ้มือที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 อะไรนั่นโผล่มาเลย?
 เพ่ยเพ่ย : เพราะเนื้อที่ของตอนนี้มันไม่พอ เลยต้องยกไปตอนหน้าอ่ะจิ
 นู๋ดิท : อ๊ะ! ถูกต้องนะค๊า~!!! (>_<)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet