NOVEL : รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่ : 7]
posted on 25 Sep 2007 16:57 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 7
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ เพราะสิ่งที่นัยน์ตาคู่สวยสนใจจับจ้องมองอยู่นั้นไม่ใช่บนหน้าปัดของเรือนนาฬิการาคาหลักหมื่นบนข้อมือของตน หากแต่เป็นภาพการเคลื่อนไหวที่ดูออกจะเลือนลางเมื่อมองผ่านระยะห่างจากเก้าอี้ที่นั่งออกไปตรงนี้ต่างหาก ข้อมือเล็กที่เมื่อเปรียบกับข้อมือของผู้ชายในวัยเดียวกันนั้นค่อยๆประคองแก้วน้ำอำพันขึ้นจรดริมฝีปาก ตอนนี้บอกตัวเองว่าไม่ได้เมา แค่เพียงตาพร่าเลือนเพราะแสงไฟและเสียงเพลงที่กึกก้องเท่านั้น
....ไอ้เพื่อนบ้ามันหิ้วเรามาแล้วก็ทิ้งให้นั่งแหมะอยู่กับที่อย่างไม่สนใจใยดี แค่คิดก็รู้สึกปี๊ดขึ้นถึงสมอง มิลกดนิ้วชี้ไปที่ขมับข้างซ้ายของตนเบาๆ เค้ารู้สึกว่าเส้นเลือดตรงหางคิ้วเต้นกระตุกดังตุบๆ ....ทั้งที่คืนนี้คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆน่าจะเป็นพี่เชอร์รี่แท้ๆ แต่ก่อนที่คารมดีๆของรามิลจะสอยสาวเจ้ามาอยุ่ข้างกายได้ ไอ้เพื่อนวายร้ายที่แปลงร่างเป็นอัสวินก็พันพุ่งตรงมาฉวยโอบเอวบางไปเสียต่อหน้า ...ย้ำนะครับว่าโอบเอวจริง โอบจนพี่เชอร์รี่ที่ยืนอยู่ข้างๆผมปลิวไปตามแรงแขนและเนื้อนุ่มๆต่อไอ้แผ่นอกแข็งปักนั่งก็เบียดกันอย่างพอดิบพอดี ....เห็นแล้วรู้สึกฉุน เหมือนหักหน้า เหมือนตัดหน้าและแสดงให้เห็นว่า ‘ข้านี่แหละเจ้าของสาวคนนี้’ ....ชิ! หมั่นไส้สิ้นดี ไอ้พวกแอ็คท่าทำเป็นดูดี ที่แท้ก็แค่อ่อน
“ว่าแต่ นี่ฉันถึงกับตกอับต้องมารอขอผู้หญิงต่อจากแกเลยเหรอวะเนี่ย?” หนุ่มน้อยบ่นเบาๆพลางสะบัดหน้าใส่ ไอ้ภาพร่างบางๆที่ดูเย้ายวนใจซึ่งกำลังโยกย้ายใต้แสงไฟข้างๆไอ้บ้านั่น ชักไม่อยากจะเห็นแล้ววุ้ย
“อ้าว น้องมิลหน้ามุ่ย” แต่ก็ยังดีที่งานนี้มีพี่เอิง กับพี่แพทพ่วงมาด้วย ได้ยินว่าอีกซักครึ่งชั่วโมงเพื่อนของพวกรุ่นพี่ที่ยังเหลืออยู่ก็จะตามมาเพราะเพิ่งแวะไปร่วมงานวันเกิดของปู่รหัสกันแถวย่านรัชดา ....วันนี้ดูท่า จะไม่ใช่แค่การเที่ยวผับเที่ยวบาร์ธรรมดาหรอกมั้ง เหมือนการจัดงานรวมญาติแซยิดแบบอาศัยสถานที่ชาวบ้านเค้ามากกว่า มิลคิดพลางหันไปหารุ่นพี่สาวสวยทั้งสองและส่งยิ้มบางๆให้
“ขาดเพื่อนใจน่ะครับพี่ เลยหงอยๆ” พูดเองก็หัวเราะเอง ทำไมเวลาใส่สำนวนจีบหญิงตูถึงได้เน่าอย่างงี้ฟะ? แต่ก็นั่นหละ เหมือนจะได้กำไรคูณสองเมื่อไออุ่นจากอ้อมกอดทั้งสองโผยื่นมาให้
“โอ๋ๆๆ....ถึงเชอร์รี่มันจะเลือกนายไทป์ แต่ว่าใจพวกพี่ยังอยู่กับน้องมิลเสมอนะ”
ฮ่า ฮ่า ....หัวเราะฝืดๆ รู้แหละว่าพวกเจ๊ๆแกก็แค่หมาหยอกไก่ นิดๆหน่อยๆขออ่อยให้เป็นพอได้บริหารเสน่ห์ แต่ก็ดีแฮะ แบบนี้ มิลชอบ คิดว่าเล่นไปเรื่อยๆตามน้ำอ้อนต่อไปยังได้อีก อืม....เกิดมาเป็นรามิลเนี่ยน๊า คุ้มแสนคุ้มจะตายไป
....อ๊า ....น้ำหอมยี่ห้ออะไร? ทำไมห๊อม...หอม? หลับตาซุกหน้าเข้าหาเนื้อนุ่มๆเข้าไปใหญ่ มาเอะใจได้ก็ตอนที่รู้สึกว่ามีอะไรสากๆมาลูบไล้บนใบหน้า “ฮึ่ย!!! พี่โก้”
หัวใจร่วงวูบไปอยู่ตาตุ่ม รามิลกลั้นใจเก็บสติสตังค์เอามาใส่ไว้ที่เดิมก่อนยิ้มทัก “หวะ....หวัดดีครับ”
“จ่ะ หวัดดี....แต่แหม พอเห็นว่าไอ้ที่เผลอซุกอยู่ไม่ใช่อกชะนีล่ะรีบผละเชียวนะพ่อคุณ” น้ำเสียงทุ้มที่พยายามบีบดัดให้สูงขึ้นเพื่อโชว์จริตเอ่ยท้วงติงด้วยใบหน้าง้ำ ทำเง้างอน....นี่ถ้าเป็นสาวสวยๆคงไม่ต้องสอนหรอก มิลรู้ว่ามิลควรจะทำยังไง แต่กับพี่โก้เนี่ย แบบว่า....ได้แต่ขอละเอาไว้จะได้มั้ยคร้าบ?
“แห่ะ แห่ะ” หนุ่มน้อยได้แต่หัวเราะร่ากลบเกลื่อนก่อนหันไปจิบน้ำอัมฤทธิ์สีอัมพันเพื่อฉาบในคอไม่ให้แห้ง
“แล้วอีตาไทป์ล่ะไปไหน? นังชะนีเชอร์รี่คาบไปกินแล้วใช่มั้ยเนี่ยพวกหล่อน” ว่าพลางสอดส่ายสายตาไปทั่ว ในผับไฟมันสลัว มองยังไงก็คงจะเดายากละนะว่าใครยืนอยู่ที่ไหน
“นั่นไง” พี่แพทชี้นิ้วไปที่ทางขวาราวๆ 2 นาฬิกา(ระยะตามการอ่านของนักบิน) “อินังโก้ โวยวายจริงแกเนี่ย แค่ผู้ชายหายไปตัวสองตัว จะปิดผับค้นเลยมั้ยยะ?” พี่โก้พยักหน้ารับก่อนหันกลับมาหาเป้าหมายเดิม
“แค่อยากรับรู้ย่ะ ไม่ได้สน เพราะของที่สนมันคนตรงนี้”
....น่าน ....นรกแล้วไง
“รู้สึกเย็นวาบที่หัวใจเลยครับพี่” มิลเงยหน้าก่อนฉีกยิ้มใส่ ก็ตัวคนเดียวนี่ ทำอะไรไม่ได้ ....งือ....
“โก้ใจร้ายน่ะ แกล้งน้องอยู่ได้”
....เห๋? ….เงี่ยหูใส่ ....เสียงใคร ไม่คุ้นหู
“จ่ะพ่อพระเอก” พี่โก้หันไปมองหน้าคนพูดที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างขัดใจก่อนแหวกทางให้แล้วบ่นไล่หลัง “มึงนี่ก็แทรกกูจังนะไอ้ยู ไอ้เพื่อนทรพี”
“เออ ขอบคุณที่ชม” คนถูกกร่นด่าหัวเราะร่าเหมือนได้รับคำชมซะจริงๆอย่างงั้นแหละ เด็กหนุ่มเหลือบสายตาไปมองผู้มาใหม่แล้วค่อยๆแสยะยิ้มมิตรไมตรีส่งไปให้
“ไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องยิ้มสิครับ หน้าตาอย่างกะจะร้องไห้”
“อ่า....เปล่าครับ แค่งงๆ แบบว่าตัวละครมันโผล่ขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ....รู้สึกชักจะมึน” มิลยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ใบหน้าใสที่แดงระเรื่อไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์สว่างวาบขึ้นในแว่บใหญ่ที่ลูกไฟสปอร์ตไลท์หมุนสาดแสงผ่านเข้ามา ....เช่นกัน เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าจะมองเห็นใบหน้าของคู่สนทนาที่มาใหม่นั้นได้เด่นชัดขึ้น ....คุ้นตา
“วุ้ย! นั่งมองอิพวกปลาหมอสียักแย่ยักยันไม่ทันใจฉันเลย ไปนังแพท นังเอิง ....ไปแดนซ์กัน” แล้วก็นั่นไง เป็นอันว่ารู้กัน เมื่อจังหวะแสงไฟในผับเปลี่ยนไป เพลงที่ยิ่งมันส์และเร้าใจก็ถูกเปิดขึ้นเพื่อปลุกระดมวิญญาณนักล่ายามราตรีให้ออกโยกย้ายเพื่อล่าเหยื่อ พี่โก้ยกแก้วใสที่เพิ่งได้รับเสิร์ฟมาใหม่ขึ้นยกซดไปหมดค่อนแก้ว แล้วหับมาขยิบตาให้ก่อนขอตัวลากสองสาวออกไปเป็นราชินีครองฟอลล์ ....
มิลไม่รู้จะทำอะไร ....งงๆ ....ไม่ค่อยทันเท่าไหร่กับการเปลี่ยนขึ้นเปลี่ยนลงของจังหวะคนในผับแห่งนี้
“ไม่ไปเต้นกับพวกพี่เค้าเหรอครับ” นั่งทำใจอยู่ซัก 10วินาทีก่อนหันไปหาชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คนๆนี้ดูท่าทางไม่มีพิษภัยอะไร แถมยังมากับพี่โก้ คิดว่าคงจะเป็นรุ่นพี่ที่มหาลัย ....ชวนคุยเอาไว้ ไม่เสียหายอะไรละมั้ง
“ไม่เอาอ่ะ พี่ไม่ชอบ อืม....นั่งตรงนี้ได้มั้ย?” คนถามว่าพลางเอามือตบลงบนเบาะเก้าอี้ตัวสูงที่ตั้งอยู่ข้างๆ รามิลพยักหน้า ....มาถามเค้าทำไม จะนั่งก็นั่งไปสิ มากพิธีจริงวุ้ย
“จำพี่ได้รึเปล่า?”
“ครับ??” จู่ๆก็ถูกถามทะลุกลางปล้องขึ้นมาเสียอย่างงั้น ทำเอาคนต้องตอบคำถามเลิกคิ้วแล้วจ้องกลับตาใส ....ไม่ค่อยแน่ใจ แต่คิดว่าได้ยินไม่ผิดละมั้ง
“ถามว่าผมจำพี่ได้รึเปล่าเหรอครับ?”
“ใช่ จำได้มั้ยล่ะ?” ....เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า จริงๆมันก็คลับคล้ายคลับคลา แต่ว่าไอ้ดวงตาฟ่าๆกับสมองเบลอๆของเค้าตอนนี้ แค่ทบทวนสูตรคูณถึงแม่สี่ ยังรู้สึกว่าลำบากเลย
“คนที่เจอกัน ตอนที่นายถูกพี่โมเดลลิ่งทาบทามไง” ประโยคอธิบายพ่วงท้ายเอาไว้ว่า ....ที่ถ่ายโฆษณาที่กลางห้าง แล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกบรรยายเพียบ จนกระทั่งรามิลร้องอ๋อ!!
“พี่คนที่จับแขนผมวันนั้น” ....ไม่ใช่จับ ในใจอยากจะบอกว่า ‘ไอ้คนที่มันกระชาก’ เสียด้วยซ้ำ เพราะวันนั้นอยากบอกว่าตอนกลับบ้านยังแอบปวดแขนนะเฟ้ย
“ใช่”
“ที่เป็นนายแบบใช่มั้ย?”
“อื้อ”
“ที่เป็นลูกครึ่งปาปัวนิวกินี?”
“อ่า....ฮ่า ฮ่า ....นั่นไม่ใช่และ” สีหน้าคนตอบดูรับมุกไม่ทัน เลยได้แต่หัวเราะอย่างเหวอๆ
“ล้อเล่นน่าลูกครึ่งญี่ปุ่นช่ายม๊า? ผมจำพี่ได้ จำชื่อได้ด้วย พี่ชื่อพี่ยู” รามิลยิ้มใส
“อันนั้นพี่ก็ว่าไม่ใช่ เมื่อกี๊ไอ้โก้เรียกชื่อพี่ใช่มั้ย ถึงได้จำได้” คนถามมองหน้าอย่างรู้ทัน ทำเอาอีกฝ่ายต้องกลั้นยิ้ม ....พี่คนนี้ฉลาดดีแฮะ คุยด้วยแล้วแก้เบื่อได้ชะงักทีเดียว
“แห่ะ แห่ะ”
“ทะเล้นนักนะเรา” ชายหนุ่มยิ้มจนเห็นไรฟันสวย รอยยิ้มของเค้ามองดูคล้ายใครบางคนที่ทำให้รู้สึกสบายใจเมื่อได้มอง แต่ทว่าตอนนี้มิลกลับนึกไม่ออกว่ายิ้มตาหยีอย่างนี้ ทำให้เค้าคิดถึงใคร
น้ำสีอำพันค่อยๆถูกกลืนหาย และเมื่อหนึ่งแก้วในมือหมดไป ออร์เดอร์ใหม่ที่ถูกสั่งให้โดยรุ่นพี่ก็เปลี่ยนมาเป็นวิสกี้ที่รสชาดอ่อนลงกว่าเดิม เด็กหนุ่มบอกขอบคุณก่อนรับแก้วมาถือไว้ รู้สึกว่ายังไม่ได้มีอาการมึนงงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรทางสมองจนต้องเรียกว่า เมา อย่างที่ใครเค้าว่ากัน
นี่ไม่ใช่การดื่มครั้งแรกของเค้า เพราะตอนอยู่ที่บ้านหากนึกครึ้มฟ้าครึ้มฝน มิลและเพ่ยเพ่ยก็มักจะมานั่งดื่มใต้แสงเทียนเล่นเป็นคู่รักโรแมนติกอย่างในละครอยู่เสมอ หนำซ้ำตอนที่คุณพ่อและคุณแม่ยังอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าสัวธรรมรงค์ผู้เป็นบิดาของเพ่ยเพ่ยและเป็นพ่อบุญธรรมของเค้ามาถึง ทุกคนรวมั้งเด็กๆก็มักจะมานั่งล้อมวงและดื่มแอลกอฮอลล์ควบคู่ไปกับการรำลึกถึงเรื่องราวในความทรงจำของรุ่นพ่อเสมอ ดังนั้นรามิลจึงสามารถบอกได้ดีว่าตอนนี้ตัวเค้าเองไม่ได้เมา และยังไม่รู้สึกว่าเมาเลยด้วยซ้ำ
....แต่นี่คงเป็นแก้วสุดท้ายแล้วละ มากไปกว่านี้ท่าจะเกินลิมิต
คิดแล้วจู่ๆก็รู้สึกวูบขึ้นมานิดๆ ที่ว่าคนเราพอเหล้าเข้าปากจะเริ่มหวั่นไหว บางทีนั่นคงจะเป็นเรื่องจริงสินะ ตอนนี้ทั้งที่เค้ามากับเพื่อนสนิทแต่กลับถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียว แล้วต้องมาคุยกับใครก็ไม่รู้เพื่อยึดเหนี่ยวไว้เป็นเพื่อน ....ถ้าพี่ยูไม่เข้ามาทัก ถ้าเค้าต้องนั่งรอต่อไปอยู่คนเดียว และถ้าเกิดจู่ๆมีตำรวจหรือใครมาขอตรวจบัตรแล้วพบว่าเค้ายังอายุไม่ถึงล่ะ? ...ความรู้สึกสับสนนี้มันรู้สึกจะยิ่งทำให้ความคิดของตัวเองเริ่มลนลาน
ไม่อยากเมาเลย ไม่อยากรู้สึกกลัวอะไรโง่ๆแบบนี้ แล้วก็ยิ่งไม่อยากนึกน้อยใจใครในเวลาแบบนี้
แก้วนี้ อีกอึดเดียวยกซดให้หมดเป็นอันจบ ....จากนั้นก็บอกลาซักที ถึงขีดจำกัดความพอดีในส่วนของแอลกอฮอลล์ที่เด็กๆเกิดจะรับได้เสียแล้ว
คิดพลางจ้องมองของเหลวในมือที่ถืออยู่ตรงหน้า รามิลใช้ความคิดแล้วบอกตัวเองอย่างมีแบบแผน เค้าไม่ต้องการจะเห็นตัวเองเป็นหนุ่มน้อยไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกราตรีหรือเป็นอย่างที่ตัวเองเคยว่าเจ้าไทป์เอาไว้ ไม่อยากเอาแต่มานั่งคิดน้อยใจที่เพื่อนอย่างไอ้หมอนั่นเลือกที่จะเดินไปกับแฟนโดยไม่สนใจห่วงเค้า
....ไม่อยากมานั่งนึกแต่ว่า ‘ทำไมวันๆเราจะต้องคอยขวางทุกครั้งในเวลาที่ใครเข้ามาใกล้เจ้าบ้านั่น?’
ไม่อยากให้ไอ้ไทป์....?
....ไทป์....เออ! นั่นสิ แล้วป่านนี้ไอ้ไทป์มันไปไหน?
######
ตัดกลับมาที่นายตัวดีซึ่งตอนนี้ไม่มีวี่แววเหลือให้เห็นแม้แต่เงา ก่อนหน้านี้นายไทป์และสาวสวยที่เค้าเพิ่งโอบเอวออกมาต่อหน้าต่อตารามิลยังยืนนัวเนียขยับกายโยกย้ายไปตามจังหวะของดนตรีฮิพฮอพอาร์แอนด์บีอยู่แท้ๆ แต่เมื่อคล้อยหลังหันกลับไปอีกทีในตอนที่ดนตรีเปลี่ยนมาเป็นแดนซ์รีมิกซ์เร่าร้อนรุนแรง คนที่ชะเง้อหากลับได้แต่แปลกใจ
“ไทป์....วันนี้แปลกๆนะ หรือว่าไม่พอใจอะไรเชอร์รี่หรือเปล่า?” หญิงสาวที่ยืนหันแผ่นหลังพิงผนัง โอบรอบคอของอีกฝ่ายเอาไว้ โน้มเข้ามาและกระซิบใกล้ๆ ที่มุมหนึ่งของชั้นสองที่พวกเค้าปลีกตัวออกมา แม้จะมีคนเดินอยู่ด้านหน้าแต่ก็ไม่มีใครหันมาใส่ใจนัก
“แล้วเชอร์รี่ทำอะไรให้ไทป์ไม่พอใจรึเปล่าล่ะ?” ชายหนุ่มไม่ขัดขืน เค้าทำตามเพียงเคลื่อนไหวไปตามแรงโน้มจากท่องแขนขาวที่พากอยู่เหนือต้นคอทั้งสองด้าน “ไทป์ไม่อยากไม่พอใจนะ เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเชอร์รี่ แล้วไทป์ก็เป็นแค่รุ่นน้อง ส่วนนั่นก็เพื่อนไทป์”
“แต่เชอร์รี่ไม่ตั้งใจ” หญิงสาวเลื่อนมือมาสัมผัสที่ใบหน้า นิ้วมือเรียวยาวกับปลายเล็บที่ตกแต่งลวดลายตามแฟชั่นกำลังไล้ไปมาเพื่อขอเจรจาคืนดี “ถ้าอยากไถ่โทษ เชอร์รี่ต้องทำยังไงน๊า?”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เค้าแสดงสีหน้าว่ารู้สึกดีที่มือนุ่มนิ่มนั้นคลอเคลียสัมผัส “งั้นขอจูบซักที มัดจำคดีครั้งนี้เอาไว้แล้วกันครับ”
หญิงสาวยิ้มชอบใจ ชายหนุ่มที่รูปหล่อราวกับเทพบุตรซึ่งแว่บแรกเมื่อเห็นยังรู้สึกได้เลยว่าตรึงใจจนรู้สึกว่าสั่นไหวในอกคนนั้น ในตอนนี้กลับกำลังโอบกอดและเรียกร้องหาริมฝีปากของเธออย่างว่าง่าย ....น้องมิลจริงๆก็โดนใจ ความหล่อ น่ารัก และด้วยใบหน้าหวานๆ
ใสๆของรุ่นน้องคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เชอร์รี่จะตัดใจได้ง่ายๆซะทีเดียว แต่เมื่อถูกใบหน้าของคนที่คิดว่าเป็นผู้ชายในอุดมคติของสวๆอย่างนายไทป์รุกเร้าเข้ามาใกล้ และส่งเสียงกระซิบแผ่วข้างๆใบหูนั้น หัวใจของเธอก็แทบจะกระเด็นกระดอนออกมานอกอกเสียให้ได้ ....
ตอนนี้คนที่คบกันเป็นแฟนคือคนตรงหน้า อยากจะคว้าเอาไว้ให้มั่น และตีตราจองให้ทุกคนได้รู้เสียก่อน จากนั้นถ้าคิดจะลองหันไปพิสูจน์ใจของเด็กหนุ่มหน้าใสที่ดูร้ายไม่ใช่เล่นคนนั้น ค่อยเป็นเรื่องของความผาดโผนเร้าใจต่อไปสำหรับสาวสวยเลือกได้อย่างเธอ ....เชอร์รี่ลูบใบหน้าของชายหนุ่มไปมาก่อนบรรจงแตริมฝีปากหนึ่งครั้ง และแยกออก สองครั้งและผละแผ่วเบา และเมื่อจรดลงไปในครั้งที่สาม ริมฝีปากของอีกฝ่ายก็บดเบียดเข้ามาเสียจนชิดใกล้ ปลายลิ้นของชายหนุ่มที่ซอกซอนเข้าไปทำเอาใจเธอแทบจะระรัวและวูบไหวไปตามจังหวะเสียงเพลง
....ไทป์จูบเก่งเหลือเกิน
เชอร์รี่หลับตา และได้แต่ปลดปล่อยความคิด ชายหนุ่มปรนเปลอให้ความโหยหานั้นถูกถมทับเสียเต็มอิ่ม ก่อนที่จะละเลียนลิ้นเลียริมฝีปากชุ่ม และกระซิบที่ข้างหู
“อย่านอกใจนะครับ”
######
จบจากบทสนทนาที่มีลีลารักเบื้องต้นประกอบเพื่อให้อีกฝ่ายคล้อยอ่อนตามอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มก็เบี่ยงตัวกลับมาที่ยังด้านในของฝูงชนเหมือนเดิม หยิงสาวที่เค้าควงออกไปหาเวลาส่วนตัวเพื่อมัดจำหัวใจเมื่อครู่คงใช้เวลาปรับอารมณ์ตัวเองอีกนาน ไทป์ยกรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพอใจ เค้าค่อยๆจัดแจงคอเสื้อและเม็ดกระดุมที่ถูกสาวมือไวปลดออกให้กลัดติดไว้ตามเดิม
จากนั้นค่อยกวาดตามองหาคนที่เป็นเป้าหมายซึ่งน่าจะยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่กลับ ....หาย
“ไปไหนของเค้า?” ชายหนุ่มชักสีหน้าอย่างขัดใจในความมืด เป็นสีหน้าปกติของเค้าที่เจ้าตัวเท่านั้นรู้จักและคุ้นเคย ไทป์ยืนอยู่กับที่ ตรงโต๊ะตัวเดิมที่น่าจะมีอีกคนนั่งคอยอยู่
“มองหาน้องมิลเหรอไทป์?”
“ครับพี่เอิง เจ้ามิลมันไปไหน?” คนถูกตามรีบปรับสีหน้าก่อนเอ่ยคำตอบไป คิ้วสองข้างที่ดกดำได้รูปถูกตีโค้งลงต่ำคล้ายคนเป็นกังวลสุดใน ใบหน้าซื่อๆนั้นบอกอย่างเด่นชัดว่าเป็นห่วงคนถูกตามหา
“ออกไปสุดอากาศข้างนอกกับนายยูน่ะ” คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวผิดไปจากที่คาดคิด
“พี่ยูมาด้วยเหรอครับ?” ไทป์กดน้ำเสียงของตัวเองลง รู้สึกนิดๆว่าเสียงนั้นแข็งขึ้น จึงได้แต่พยายามปั้นสีหน้าปกติ
“อื้อ ตามมากับโก้ แต่ตอนนี้พาน้องมิลออกไปสูดลมข้างนอก เห็นว่าน้องมิลเมา หน้างี้แดงแจ๋เลย”
“ครับ” ตอบสั้นๆพลางก้าวสองขาออกไปยังที่ด้านหน้าของร้าน ทิ้งเอาไว้ก็แต่รุ่นพี่สาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร และยังคงนั่งดื่มต่อไปตามประสาของเธอ
....ไม่อยากจะเชื่อ ไอ้หมอนั่นต้องคิดอะไรอยู่แน่ๆ ไทป์รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเมื่อนึกถึงหน้าของรุ่นพี่ที่เป็นอดีตเดือนมหาวิทยาลัยเมื่อสองปีก่อน รุ่นพี่ปี 3 ที่น้อยครั้งจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นในเวลาซ้อมกิจกรรมคณะ หมอนั่นไม่ค่อยมีเวลาเพราะต้องทำงานในวงกรก็จริง แต่ในวันแรกที่ดอดเข้ามาฝึกเดือนก่อนขึ้นประกวด กลับถามเค้าถึงชื่อเพื่อนอีกคนด้วยท่าทางสนใจ ....รามิล ....ชื่อนี่ดทป์ยังสงสัยว่านายยูอะไรนั่นไปรู้จักมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ให้ตายสิ อยู่ไหนวะเนี่ย?” สบถพลางยืนหันซ้ายหันขวาอยู่หน้าประตู ก่อนที่สายตาจะหันไปปะทะกับร่างบางที่ยืนพิงอยู่ข้างรถสปอร์ตสีแดง
“ดีขึ้นมั้ย?” น้ำเสียงนั้นเอ่ยถามอย่างห่วงใย ยูไม่ได้โอบ หรือช่วยลูบหลังอะไร เพียงแต่แตะมือลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเท่านั้น
“ไม่ถึงกับแหวะออกมาหรอกครับ ผมแค่ไม่ค่อยถูกโรคกับที่อับๆ อยู่นานแล้วปวดสมอง” ตอบพลางหันไปส่งยิ้มให้ ทำเอาใคร
บางคนรู้สึกขัดตาจนต้องเดินออกมาแสดงตัวให้เห็น
“มิล ....เป็นอะไร?”
“แกไปตายที่ไหนมาไอ้ไทป์?” คำตอบกลับไม่ใช่น้ำเสียงใสๆเหมือนกับที่เอ่ยเมื่อครู่ เพราะรามิลหันควับกลับมาจ้องอีกฝ่ายตาขวาง ใบหน้าที่แดงเป็นจ้ำไปด้วยฤทธิ์ความร้อนจากเครื่องดื่มต้องห้ามนั้นยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีก คนถามกลับกัดริมฝีปากแน่น
....เค้าโกรธ ....โกรธมากที่เป็นฝ่ายถูกทิ้งให้คอย และ ยิ่งโกรธหนักเข้าไปใหญ่เมื่อคนที่เป็นต้นเหตุกลับมาพร้อมทำหน้าไม่รับรู้อะไรใส่เค้า
“ก็ไปคุยกับรุ่นพี่ ไม่เห็นต้องทำเสียงแข็งใส่เลยนี่ แค่แป๊บเดียวเอง” พูดจบก็เดินเข้าไปใกล้ แล้วเบี่ยงตัวเข้าไปแทรกแทนที่ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ก่อน ....ยูถอยห่างออกมา ยืนมองดูสถานการณ์ไม่กล้าออกความเห็น
“.....”
เงียบ มิลก้มหน้ากัดฟันนิ่งไม่ตอบอะไร ส่วนไทป์เห็นแบบนั้นเลยยื่นมือไปคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ก่อนจะหันไปยื่นธนบัตรใบสีเทาให้พร้อมบอกกับชายหนุ่มที่ยืนห่างออกไปอย่างสุภาพ
“พี่ยูครับ ฝากนี่ให้พวกรุ่นพี่เค้าด้วย เดี๋ยวผมคงพามิลกลับบ้านเลย” คำตัดบทเหมือนสั่งเสียสั้นๆทำให้คนเข้าใจสถานการณ์ได้แต่พยักหน้ารับ
“กลับดีๆนะ”
“เจอกันที่มหาลัยครับพี่ยู” ร่างบางถอนหายใจอย่างสะกดกลั้น ไม่เงยหน้าแต่เอ่ยตอบไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเป็นห่วง จากนั้นแรงกึ่งลากกึ่งจูงจากมือของอีกฝ่ายก็พาคนที่ขาแทบจะไร้เรี่ยวแรงเดินไปจนถึงข้างตัวรถสีเมทเทอร์ลิคคันเดิมที่จอดสงบนิ่งรอผู้เป็นนายอยู่ ….ไทป์ยังคงกุมข้อมือนั้นไว้ในขณะที่มืออีกข้างก็ควานเข้าไปหากุญแจรถจากภายในกระเป๋ากางเกงของตน
....ไม่มีบทสนทนาใดๆ ทุกอย่างยังคงนิ่ง และ เงียบ ....จนกระทั่งชายหนุ่มกดปลดล็อคประตูรถจากรีโมทเรียบร้อยจึงตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา
“มิลโกรธไทป์เหรอ?”
คนถูกถามยังคงนิ่งไม่ตอบ เอาแต่ก้มมองพื้น มือสองข้างกำเข้าหากันแน่ ออกแรงบีบกดจนแขนเกร็งสั่นและอีกฝ่ายรับรู้ได้
“....เป็นอะไร?” จากมือข้างเดียวที่จับข้อมือเล็กเอาไว้ กลายมาเป็นมือใหญ่ทั้งสองที่กระชับขึ้นมาที่ต้นแขนและออกแรงเขย่าน้อยๆเพื่อให้ได้ซึ่งคำตอบ
“ปล่อยเลย!” ตะหวาดเสียงกลับก่อนดันอีกฝ่ายออกไปสุดแรง ชายหนุ่มเซถอยหลังเล็กน้อย นัยตาคู่รีจ้องกลับคล้ายไม่พอใจ แต่ก่อนที่ร่างสูงใหญ่กว่าจะได้ออกปากพูดอะไร ใบหน้าของคนที่ผลักใสก็ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง
“เราจะกลับบ้าน!” น้ำเสียงที่เคยใสนั้นสั่นเครือ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแต่แววตาที่แดงกล่ำกลับสั่นระริก เด็กหนุ่มกำมือแน่น ยืนจ้องมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นถึงความอ่อนแอ แววตาคู่สวยฉาบไปด้วยเงาคลอๆของน้ำตาแต่ทว่าดูเด็ดเดี่ยว
....ไทป์สงบปากสงบคำ ....ก้มหน้ายอมรับ และได้แต่พยักหน้าตอบ
ตลอดทาง ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เค้าจับจ้องที่ถนนไปพลางเหลือบมองร่างบางที่เอนพนักเบาะเอาผ้าขนหนูชุบน้ำที่ค้นได้จากเบาะหลังของรถมาโปะหน้านอนนิ่งอยู่ข้างๆในเวลาที่สัญญาณไฟบนถนนบอกให้หยุด
ไทป์รู้สึกอึดอัด ทีแรกที่ปลีกตัวออกไปกับเชอร์รี่นั้นเค้าแค่หวังจะมัดใจสาวรุ่นพี่เอาไว้เพื่อให้เธอไม่วอกแวกไปหารามิล และทุกอย่างจะได้ดำเนินไปตามแผน ....ตั้งใจจะยั่วให้โกรธนิดหน่อย อยากจะให้คนช่างเอาแต่ใจนั้นฮึดฮัดใส่และอึดอัดใจจนทำอะไรไม่ถูก ทว่า....มันอาจจะนานเกินไป และเพราะตรงนั้นไม่ได้มีเพียงรามิลนั่งอยู่คนเดียว หากแต่กลับมีตัวแถมเข้ามาจากไหนไม่ทราบจนทำให้สิ่งที่คิดเอาไว้พลิกกลับอย่างฉับพลัน
ไอ้ยูนั่นมันพูดอะไรรึเปล่า....? ไทป์กำพวงมาลัยแน่น คิดกังวลไปทั่ว คนที่อึกอัดไม่ใช่รามิลอย่างที่หวัง แต่กลับเป็นตัวเค้าเอง
อีกไม่นานก็จะถึงถนนสายที่เชื่อมโยงไปสู่ทางเข้าหมู่บ้าน ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ขับรถขึ้นทางด่วนอย่างขามาเพื่อประวิงเวลาเอาไว้ให้นานขึ้น
“ไทป์ ....”
“หืม?” เค้าตอบทันทีที่ถูกเรียกหา น้ำเสียงยังคงเหมือนเดิม กับมิลไทป์ไม่เคยมีน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดหรือร้อนรนใส่ ทั้งที่ในใจอยากจะเค้นถามออกไปด้วยซ้ำ
“....”
เงียบ คนเอ่ยชื่อเค้าไม่พูดอะไร ....ไทป์ชะลอรถไว้ และชิดเข้าจอดตรงริมฟุตบาทด้านหน้า
“มิล....ละเมอเหรอ?” ได้แต่ทำใจเย็นถาม ก่อนยื่นมือไปแตะที่แก้มใสผ่านเนื้อผ้าขนหนูอย่างเบามือ
“.....” อีกฝ่ายยังคงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะผ่อนลมหายใจอย่างถอดถอน และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าด้วยฤทธิ์น้ำเมาอย่างแผ่วเบา
“ไทป์ไปไหนมา นานมากเลยรู้มั้ยที่เรานั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว”
“อืม....ก็คุยธุระนิดหน่อย”
“กับแฟนนายน่ะเหรอ?”
“เอ่อ.....” อ้ำอึ้งแล้วพยักหน้าตอบ “ก็ใช่ กับพี่เชอร์รี่”
“.....” ชั่วขณะหนึ่งที่ได้ยินเสียงสะอื้นในลำคอ ชายหนุ่มชะเง้อดูให้แน่ใจ ก่อนที่จะถึงกับสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายดึงผ้าขนหนูออกพ้นใบหน้า และยันกายขึ้นนั่ง
“แฟน....มันสำคัญมากเลยเหรอ?” คนถามหันมาจ้องเป๋ง นัยน์ตาวาวใสนั้นมีน้ำตาเอ่อคลอรอที่จะไหลทลายทำนบกั้น ....
“มัน....”
“มันอะไร? แกจะบอกว่ามันสำคัญกว่าเพื่อนอย่างเรางั้นเหรอ?” สุดจะทน ไม่รู้เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเพราอะไร ทำให้เค้าอ่อนไหวจนเกินจะห้าม นานแค่ไหนแล้วที่ไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น นานแค่ไหนแล้วที่แทบไม่ยอมอ่อนให้ใคร
....รามิลปาดหลังมือเช็ดรอยน้ำตาที่ค่อยๆไหลละลงมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ....ไม่อยากร้อง ....เค้าไม่อยากร้องให้ใครเห็น
“มันไม่ใช่ เพื่อนก็ส่วนเพื่อนสิ แต่แฟนก็ส่วนแฟน มิลอย่าเอามาเหมารวม”
“พูดหมาๆอีกแล้ว ....ถ้าแกจะทิ้งเราไว้ แกพาเราไปทำไม ไม่อยากให้ไปก็อย่าพาไปแต่แรกดิวะ!” ตวาดเสียงกร้าวออกไปอีกครั้ง มือกำผ้าขนหนูที่ถืออยู่แน่น ออกแรงกดจนเจ็บไปถึงเนื้อข้างใน
“ก็ไม่ใช่ไม่อยากพาไป” น้ำเสียงแข็งขึ้นบ้าง “แต่บอกแล้วว่ามีเรื่องต้องคุย มิลอย่างี่เง่าได้มั้ย? ไทป์ยังไม่เคยตะคอกมิลเลยนะ”
“....”
....เงียบ ประโยคสุดท้ายทำเอานิ่ง ไม่รู้ไปกระทบโดนส่วนไหนของจิตใจเข้าที่ทำให้อีกฝ่ายนิ่งงัน ....ชายหนุ่มอยากจะเอ่ยถามว่าเค้าพูดอะไรรุนแรงเกินไปอย่างงั้นเหรอ แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นขยับปากออกไป อีกฝ่ายที่ทำท่าเหมือนจะคิดอะไรได้ก็หันกลับมาจ้องหน้าเค้าอย่างเดิม
ไทป์ได้แต่กลั้นใจ ....จ้องกลับและมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น
แววตาแดงกล่ำจ้องมาอย่างสงบนิ่ง ไทป์รู้สึกว่ามันเป็นแววตาที่เปลี่ยนแปลงไปจากดวงตาใสๆของเด็กจ้าวอารมณ์เมื่อครู่ ....ชายหนุ่มทำได้แค่รอฟัง
“เลิกกับพี่เชอร์รี่ซะ”
“ห๋า??”
“เลิกกับพี่เชอร์รี่ แล้วก็มาคบกับเรา”
“......”
To Be Continue…..
~~~~~~~~~~