::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย

ตอนที่ : 8


 เชื่อมั้ยว่า ‘ไอ้บ้าที่ลืมทุกอย่างไปหลังจากที่สร่างเมาน่ะ มันมีอยู่บนโลกนี้จริงๆ’ ถ้าไม่เชื่อก็นั่นไง ...ดูโน่น!!


“โหย....พี่แพทครับ พี่เอิงครับ” คนถูกมองเขม่นไม่ทันได้รับรู้หรือรู้สึกอะไร เพราะตอนนี้เป้าหมายของใบหน้าใสๆคือรุ่นพี่สาวที่กำลังเป็นที่สนใจทั้งสองคนนี้ต่างหาก เด็กหนุ่มนั่งเท้าคางบนโต๊ะม้าหิน ส่งเสียงอ้อน พลางทำปากยื่นใส่เหมือนเด็กๆที่โดนขัดใจเวลาร้องขอขนม “พออีกสองอาทิตย์ข้างหน้า หลังจากที่งานประกวดดาวเดือนมหาลัยจบ พวกเราก็คงจะไม่ได้เจอกันแล้วสิเนี่ย อา....แค่คิดก็รู้สึกเหงาแล้วสิ”


“ไม่เห็นเป็นไรเลย ถึงไม่มีซ้อมดาว ซ้อมเดือน น้องมิลก็มานั่งเตร่ที่คณะเราได้ทุกวันอยู่แล้วนี่”


“ใช่ มานั่งกินหนมชมหญิงแถวนี้ก็ได้ แหม....วิวดีจะตายไป จริงมะ?” สองสาวสลับกันสมทบ ว่าพลางหยิบไม่แหลมจิ้มมะละกอสุกในจานป้อนเข้าปากให้เป็นเซอร์วิส รามิลอ้าปากรับก่อนยิ้มแก้มแทบปลิ อยู่อย่างงี้ชีวิตมันช่างมีสีสันดีจริงหนอ ....เหอๆๆ


“แหม พูดแล้วก็อยากย้ายคณะจัง” เด็กหนุ่มหัวเราะแห่ะแห่ะชอบใจ ใบหน้าที่ขาวใสมีสีแดงระบายระเรื่อบ่งบอกให้รู้ว่าในใจก็รู้สึกแอบเขินกับการถูกพะเน้าพะพอเสียจนตัวเองเกินพอใจแบบนี้


....เป็นขวัญใจของพวกรุ่นพี่นี่มันแสนสุขโขสโมสรซะจริงๆเนอะรามิล


“ดูเจ้านั่นจะอารมณ์ดีจนถึงจุดพีคเลยน๊า~!” คำพูดแทรกขึ้นมานั้นทำเอาภาวะจำแลงการเป็นนักถ้ำมองที่ได้แต่แอบจ้องอยู่ห่างๆของนายไทป์สะดุดกึก ชายหนุ่มจำได้ดีว่านี่เสียงใคร จึงได้แต่หันไปทำหน้าระอาใจใส่หญิงสาวที่เดินมาหยุดตรงหน้า


“ก็ดูเอาเหอะเพ่ยเพ่ย ที่รักของเธอมันน่าหมั่นไส้ขนาดไหนล่ะนั่น” พูดจบก็ปรายสายตาหน่ายๆไปยังกลุ่มคนที่ห่างออกไปในระยะห้าร้อยเมตร ตอนนี้เป็นช่วงเวลาหลังเลิกเรียน กิจกรรมของคณะที่เด่นชัดนอกจากพวกงานเชียร์ก็เห็นจะเป็นการเตรียมงานสำหรับประกวดดาว-เดือนประจำมหาวิทยาลัยที่กำลังจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ถัดไปนั่นแหละ และก็แน่นอน ข้ออ้างของเจ้าตัวดีนั่น ก่อนหน้านี้บอกว่าจะมานั่งดูเค้าซ้อมเดือน แต่ไหงพอได้เวลาพักหายใจ 15 นาที ไทป์กลับรู้สึกว่าเค้ากลายเป็นคนที่โดนทิ้งเอาเสียได้ละเนี่ย ??


“อืม....ถ้าเอาตามรูปการณ์นะ เพ่ยเพ่ยว่าเจ้ามิลมันต้องลืมไอ้เรื่องเมื่อคืนที่ไทป์เล่าให้เพ่ยเพ่ยฟังไปหมดแล้วแหง๋เลยละ” อาหมวยน้อยออกความเห็นเชิงวิเคราะห์ ....เรื่องเมื่อคืนงั้นเหรอ ....ทันทีที่เจ้าชายพาเสด็จเจ้าหญิงน้อยที่กำลังจะอัพเกรดตัวเองเป็นราชินีเพราะฤทธิ์ของมึนเมามาส่งถึงเตียง คุณเจ้าชายที่หน้าถอดสีซีดเป็นไก่ต้มก็ลากเจ้าหล่อนออกมานั่งปรึกษาด้วยความร้อนรนเป็นการใหญ่ทีเดียวเชียวละ ....นายไทป์ในภาคออกอาการหวั่นไหว และไม่เข้าใจเมื่อแผนการณ์ของตัวเองดำเนินไปอย่างผิดคาด ....เพ่ยเพ่ยแอบยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุกก่อนทบทวนเรื่องเมื่อคืนนี้อีกครั้ง


“เพ่ยเพ่ย ....เอ่อ ....ไงดีเนี่ย?” ชายหนุ่มที่เคยวางมาดคุณชายผู้ไม่ค่อยจะรู้สึกรู้สากับสถานการณ์ภายนอกออกอาการเป็นกังวลให้หญิงสาวเห็นอย่างเด่นชัด เพ่ยเพ่ยเดินลงบันไดตามมาก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดอยู่ที่หน้าโซฟาในห้องรับแขกและเริ่มต้นบสนทนา


ดูท่าเจ้าตัวดีจะก่อเรื่องซะแล้ว ...หญิงสาวคิดพลางนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ แหม....เจ้าหนูมิลนี่ก็ช่างไวไฟ ในที่สุดไอ้น้ำเปลี่ยนนิสัยมันก็ง้างปากที่ไม่ค่อยตรงกับใจของนายได้สำเร็จซะทีนะ


“ทำไมล่ะ? มีอะไรไทป์?” เพ่ยเพ่ยที่พอจะเดาใจได้ กลับแกล้งเหล่ตาใส่และมองตรงไปยังคนตรงหน้าราวกับจะจ้องจับผิดเสียอย่างงั้น “หรือว่า....ไทป์ปล้ำมิลแล้วเหรอ?”


“จะบ้า!!” สีหน้าที่ดูกลุ้มใจตวัดวาบขึ้นมองคนตั้งคำถาม เสียงร้องเหว๋อที่ดังขึ้นหลุดออกมาจากปากเสียโครมใหญ่จนทำเอาเจ้าตัวต้องสะดุ้งเอามือมาปิดปากเอาไว้ทันควัน


“เพ่ยเพ่ย อย่าพูดเป็นเล่นสิ นี่ไทป์กำลังวิกฤตแล้วนะ”


“วิกฤตยังไง? ก็เห็นไทป์ถือไพ่เหนือเกมส์เจ้ามิลมันอยู่ทุกตา”


“มันไม่ใช่ไงเพ่ย วันนี้จู่ๆมิลก็....” นิ่งไปแว่บหนึ่งก่อนคิดหาคำพูด “รุกจนน่ากลัว”


“แล้วไม่ชอบรึไง? เพ่ยเพ่ยเห็นที่ผ่านมา ไทป์ก็วางท่าเหมือนจะชี้ให้หมากมันเดินไปอย่างงั้น อย่าบอกนะว่าไอ้ท่าเอ๋อๆซื่อๆไก่อ่อนเบบี๋ที่นายทำให้มิลเห็นน่ะ มันไม่ได้หวังผลระยะยาวว่าจะให้หมอนั่นมาเดินตกหลุมของนาย”


....นิ่ง ....ได้แต่ฟังคำสาธยาย ....ถูกทุกข้อกล่าวหา และเกินกว่าจะขัดแย้งอะไรได้


“ข้อสันนิษฐาน กับ ลางสังหรณ์ของผู้หญิงนี่มันน่ากลัวจริงๆเนอะ” ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจก่อนระบายรอยยิ้มเจื่อน “ก็ไม่ใช่ไม่อยากให้มิลเป็นแบบนี้หรอก ....โอยมึนว่ะ ท่าทางเหล้าจะแรงเริ่มพูดอะไรไม่รู้เรื่อง” ไทป์ขยี้ผมตัวเองอย่างไม่ได้ดังใจก่อนเอนหลังแผ่ติดผนักโซฟาแล้วเงยหน้ามองเพดานคิดหาคำพูด


“มิลบอกให้ไทป์เลิกกับพี่เชอร์รี่ แล้วก็ให้มาคบกับมิลแทน ....ไงล่ะ? เด็กเธอมาแรงนะคืนนี้ ....โชคดีไทป์ไม่ได้ซิ่งอยู่ทางด่วน ไม่งั้นคงสติร่วงเหยียบบงเหยีบเบรคมั่วไปหมด มีหวังไอ้ความกล้าของเจ้าบ้านั่นได้พากันขึ้นหน้าหนึ่งเป็นศพคาทางด่วนกันพอดี” พูดจบก็ล้วงเอาซองพับที่ใส่บุหรี่ในกระเป๋ากางเกงออกมา เพ่ยเพ่ยทำหน้าเหมือนรู้ทัน หันไปด้านหลัง เปิดลิ้นชักที่โต๊ะเตี้ยตัวข้างๆและหยิบไฟแช็กกับที่เขี่ยบุหรี่สีใสมายื่นให้


“นี่ถ้านายมิลมาเห็นท่าทางแบดบอยของไทป์เข้า คงสนุกดีพิลึก” คนพูดว่าพลางนึกขำ


“อย่าทำเป็นเล่นน่า แค่นี้ไทป์ก็มึนหัวจะตายแล้ว แล้วไหนจะไอ้พี่ยูอะไรนั่นนะ แม่งบทจะโผล่มาก็โผล่ ....อยากจะบ้า” แท่งสีขาวรูปทรงกระบอกเล็กๆที่ยัดไส้ไว้ด้วยเส้นใยเชื้อเพลิงถูกแต่งแต้มประกายไฟเอาไว้ที่ส่วนปลาย ชายหนุ่มเปลี่ยนมาคาบมันเอาไว้ที่ปากพลางสูดกลิ่นไหม้และไอจางขาวๆเข้าปอดก่อนทอดถอนใจ


“เฮ้อ....”


“กลัวอะไร มั่นใจไม่ใช่เหรอว่ามิลชอบนาย?”


“ม่ายอ่ะ” เค้าปฏิเสธ .... ทว่ารอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับผุดขึ้นแทนที่สีหน้าที่มุ่นกังวลนั้นในฉับพลัน ใบหน้าหล่อเหลาหันไปสบตาคู่สนทนาและจ้องมองมาอย่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่เหลือล้น ก่อนเอ่ยคำเฉลยซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในใจ “อย่างมิลนะไม่ใช่แค่ชอบหรอก  แต่ว่าชีวิตนี้ มิลขาดไทป์ไม่ได้ต่างหาก”


######


“อยากตบปากตัวเองมั้ยคะพ่อแบดบอยจ้าวเสน่ห์?” หญิงสาวหัวเราะร่า รู้สึกว่าความมั่นใจที่คนตรงหน้ามีเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมเมื่อคืนนี้จะโดนย่อยสลายฉับพลันเพียงไม่ถึงชั่วข้ามวันจนได้


“อย่าซ้ำเติมดีกว่า” ชายหนุ่มยกมุมริมฝีปากขึ้นใส่  “เพ่ยเพ่ยน่าจะมาช่วยไทป์คิดมากกว่านะว่า กับเด็กดื้ออย่างเจ้าเนี่ย ไทป์ควรจะจัดการยังไง?”


“จับกดเลยเป็นไง? เดี๋ยวดูต้นทางให้ ที่บ้าน คืนนี้ซักสองทุ่ม....” ฝ่ายที่ดูท่าทางสนุกสนานออกความเห็น ไทป์มองซ้ายมองขวาไปรอบๆให้แน่ใจว่าปลอดคนจึงอาศัยนาทีนั้นดีดเข้าที่มือของหญิงสาวช่างคิดจนเจ้าตัวร้องอุ๊บ! ปิดปากแทบไม่ทัน


“นี่ถ้าพูดจริง ไม่ใช่ไทป์ไม่กล้านะ ....อย่าท้า” แววตาเรื่อยๆเจื้อยๆที่คนอื่นเห็นบ่อยๆชักเปลี่ยนไปมากขึ้น เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่านายไทป์กำลังจะเอาจริง และเธอก็ไม่ควรหยอกเล่นจนเกินพอดีไปกว่านี้ด้วย


“จ่ะๆ ขอโทษละกัน ....มาว่ากันต่อ ต่อไปไทป์คิดจะเอาไง?”


“ ก็กำลังชั่งใจอยู่ว่า ....จะเลิกกับพี่เชอร์รี่แล้วมาต่อทางนี้อย่างเต็มตัว หรือจะทำตัวไม่รู้เรื่องคอยยั่วให้เจ้าบ้านั่นตีอกชกตัวตัวเองต่อไป....คิดไม่ตกเหมือนกัน”


“แผนใหม่ยังไม่ได้วาง?”


“อื้อ! ก็บอกแล้วว่าฉุกละหุก”


....งั้นเอาไง? ....คำถามยังคงวิ่งรอบๆหัวต่อไป ในขณะที่นัยตาก็เบือนออกไปแอบลอบชำเลืองคนที่เป็นเป้าหมายตรงหน้าอย่างไม่ให้ฝ่ายนั้นได้ทันรู้ตัว


ตั้งแต่เมื่อเช้า เพราะตัดสินใจว่าจะมาให้คำตอบเอาดาบหน้าเลยอุตส่าห์ไปรอรับที่บ้านเพื่อมาเรียนด้วยกัน แต่ผลที่ปรากฎมันกลับคดไปเคียวมาจนเกินคาด เพราะคนที่แทบจะบีบคอคาดคั้นให้เค้าเลิกกับแฟนด้วยใบหน้านองน้ำตากลับมีสีหน้าดี๊ด๊าหน้าตาเฉย แถมยังพูดคุยหยอกล้อได้เหมือนเคยไม่มีแววเคอะเขินให้สักนิด จนกระทั่งราชรถคู่ใจเลื่อนมาเทียบส่งจนถึงทางเข้าคณะนั่นแหละ ที่ทำให้ไทป์ต้องส่งสายตาเป็นนัยๆให้เพ่ยเพ่ยช่วยหาคำตอบให้อีกแรง


ไม่นานหลังจากที่วิชาแรกของการเล็คเชอร์ผ่านไป เครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าก็สั่นไหวจนเจ้าของรู้สึกได้ ไทป์หยิบมือถือขึ้นมาดูและกดอ่านข้อความที่ส่งเข้ามาอย่างช้าๆ ....เพ่ยเพ่ยส่งมาบอกว่า ‘ดูท่าคุณหนูรามิลจะจำอะไรไม่ได้เลย’ ....เท่านั้นแหละที่คนมาดเฉยชาแทบจะลุกออกมาตะโกนนอกห้องเสียให้ได้ ....นี่มันอะไร สรุปคือเค้าใช่มั้ยที่กำลังจะโดนเจ้าตัวดีนั่นปั่นหัว??


แต่ถึงอย่างงั้น ยิ่งคิด ยิ่งนึกถึงใบหน้าเจิ่มน้ำตานั่น ในใจก็พลันอยากจะได้มาไว้ครอบครอง ....มันต้องไม่ใช่นั้นสิ มันต้องเป็นเรื่องที่ตอกย้ำจนเจ้าตัวดีไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าต้องการเค้า


“เอาละ!”
 

“ห๊ะ?”
 

ในที่สุดก็คิดได้ ไทป์ปรับสีหน้าตัวเองกลับมาให้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วหันไปส่งยิ้มหวานเป็นเชิงให้คนที่กำลังรอคำตอบ


“ไทป์ว่าไทป์จะรุกบ้าง ....จะเอาให้เจ้าเด็กดื้อนั่นหลังชนฝาเลย”


“ว้าว! น่าสนุกจังเลย” เพ่ยเพ่ยปรบมือชอบใจ ในขณะที่รอยยิ้มและสายตาของไทป์ที่จับจ้องไกลออกไปยังร่างบาง นั้นดูไม่ต่างกับเหยี่ยวที่กำลังเพ่งเล็งเหยื่อเอาซะเลย


######

 

 เวลาผ่านไปจนล่วงมาสู่เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดที่อากาศสดใส ทว่าเพราะเป็นวันที่ดูเหมือนจะไม่ธุระอะไร ชายหนุ่มที่ปกติก็ไม่ชอบเคลื่อนไหวอะไรให้มากไปจนเกินความจำเป็นอย่างคณะทัตจึงได้แต่ก้มหน้างุดเข้าหาผ้าห่มนวมสีน้ำเงินผืนหน้าที่ปกคลุมกายอยู่ ....นี่คงไม่เกินเที่ยงแน่ เพราะก่อนหน้าที่จะเข้านอน ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ว่าให้ตื่นขึ้นมาทันเที่ยงวัน เพราะต้องส่งแฟกซ์แปลนงานไปให้ที่ออฟฟิตของผู้เป็นพ่อ ....ทั้งๆที่นี่เป็นวันอาทิตย์ พวกคนวัยทำงานนี่ช่างสรรหาวิธีทรมานตัวเองจริงเน้อ


....บิดตัวเปลี่ยนท่า หมุนไปมาซ้ายขวา หามุมพอดีให้กับการนิทราระลอกที่สอง ทว่าดูเหมือนการได้สติที่เลือนลางขึ้นมาในครั้งนี้ จะไม่สามารถควบคุมให้กลับไปฝันหวานดีๆได้อีกรอบซะแล้ว


// ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าแสนไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//


ให้ตายสิ! เสียงเรียกเข้าริงโทนเพลงที่จี๊ดโดนใจ ไหงเช้าๆอย่างนี้ถึงต้องมานอนฟังเพลงของไอซ์ ศรันยู กรอกหูด้วยฟะ? ....ไทป์ขมวดคิ้วมุ่น ควานมือหามือถือจากที่หัวเตียงหวังกดตัดปลายสายเอาเสียดื้อๆแล้วกลับไปนอนต่อ


// อยากจะดีใจ ที่ได้เป็นคนสำคัญของเธอ อย่างน้อยก็ยังคงทุกข์ใจเสมอ...เพราะรักเธอข้างเดียว //


ฮึ่ม....ยัยเพ่ยเพ่ย!! ควานโทรศัพท์ไปมากว่าจะเจอก็ทำเอาตาสว่างกันพอดี ....ชายหนุ่มหัวเสีย ลุกขึ้นนั่งผมกระเซิง เสื้อกล้ามสีขาวแนบเนื้อใส่สบายที่ใช้สวมใส่ในเวลานอนนั้นม้วนเลิกขึ้นจนเห็นหน้าท้องแบนราบที่มีลอนมัดกล้ามประดับไว้อย่างพองามดูเซ็กซี่ ไทป์ลุกขึ้นนั่งจ้องกระจกเงาที่วางขนาบเอาไว้ตรงข้ามเตียงซะตาหยี มองจากมุมนี้แสงแดดทอดลงมา ตัวเค้าก็ดูท่าจะเป็นที่หมายปองของสาวๆอย่างที่ใครต่อใครบอกนั่นแหละ....คิดพลางนึกขำ....ก็ช่วยไม่ได้นะ คนมันเกิดมาดูดี พ่อแม่ให้มาก็งี้ ...เฮ้อ! ตื่นมาเจอตัวเองแล้วเพ้อ ....บ้ารึเปล่าวะเนี่ยตู?


....หันไปมองที่เจ้ามือถือ ....ไอซ์ ศรันยู ยังคงทำหน้าที่ตะแบงแหกปากร้องเพลงซ้ำซากเพลงเดิมขึ้นมาอีกรอบ ....ไอ้คนโทรมาก็ช่างตื้อจังล่ะ ไม่มีทีท่าว่าจะลดละความพยายามกันง่ายเลยใช่มั้ยเนี่ย?


นิ้วมือเรียวยาวกวาดเลื่อนไปตรงที่วางเจ้าโนเกียรุ่นใหม่เอาไว้แล้วรีบคว้ามาดูในทันใด ใครวะมันก็ช่างไร้น้ำใจโทรมาปลุกกันได้ในวันหยุดอย่างงี้?


“Ramin” อ่านออกเสียงตามชื่อที่เม็มเอาไว้ ก่อนถอนหายใจ ....ยัยเพ่ยเพ่ยแน่ไม่ใช่ใคร คนที่แอบโหลดเพลงและกดตั้งริงโทนเอาไว้ให้เพลงตรงกับชื่อนี้ ....คนคิดแอบยิ้มชอบใจนิดๆก่อนกดรับสาย


“อืม....ว่าไง?”


“วันนี้วันอาราย.....” น้ำเสียงใสๆของเจ้าตัวดีส่งเสียงยานคางกรอกผ่านเข้ามาให้แต่ชายหนุ่มกลับได้แต่นิ่งใส่ ....ไม่ตอบอะไรจนคนที่โทรมาส่งเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อไม่ได้ดังใจ


“วุ้ย! จำได้รึเปล่าเนี่ยเจ้าลิ่วล้อ สมองน่ะมีไว้คิด ไม่ใช่ซิทอัพลามมาจนถึงหัวจนสมองมันกลายไปกล้ามเนื้อไปด้วย ให้เวลา 10 วิเลยนะ คิดเดี๋ยวนี้....คิดๆๆๆ....9....8....7”


“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนดิ” จะรีบไปไหน จู่ๆก็ใส่ซะเป็นชุดแล้วตอนนี้ยังจะมาเร่งอีก


“ไม่เดี๋ยวแล้ว เร็วไอ้ลูกทาส ตอบมา ....6...5...4....3...2....1....โกรธ”


“ห๊ะ!?”


“เราโกรธแกแล้ว”


*กริก*....ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด....ปลายสายกดตัดไป ....อ่าวไหนคู่สนทนาของเค้ากลายเป็น....ตู๊ด....ไปได้??


....ไทป์ได้แต่เกาหัวอย่างสงสัย ไอ้หมอนั่นมันเป็นอะไร บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป ชักไม่ค่อยเข้าใจหนักข้อเข้าไปทุกทีแล้วนะเนี่ย ....คิดแล้วส่ายหน้าก่อนทิ้งตัวลงบนกองผ้านุ่มแล้วซุกเข้าหาไออุ่นอีกครั้ง


วันนี้วันอะไร....นั่นสิวันอะไร?


....เฮ้ย! วันเกิดมิลนี่หว่า


######


“แล้วเพ่ยเพ่ยจะกลับมาตอนเย็น ยังไงไว้ค่อยกินเค้กกันเนอะ วันนี้มิลออกไปเที่ยวกับไทป์ก่อนแล้วกัน” อาหมวยน้อยในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน รวบผมหางม้าแต่งหน้าแบบใสๆโบกมือบายๆให้แล้วรีบจ้ำไปขึ้นรถของเพื่อนสาวที่มาจอดเทียบตรงจั่วหน้าบ้าน ทิ้งเอาไว้ก็แต่เจ้าของวันเกิดที่น่าสงสารกับใครอีกคนที่เจ้าตัวแทบไม่อยากจะพูดด้วยซะด้วยซ้ำ


“แกกลับไปเลยไปไอ้ไทป์ มายืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อทำไม คนเค้าจะฉลองวันเกิดคนเดียว เกะกะอยู่ได้” คนพูดยัคงยืนอยู่ในท่าเดิม มือไขว้หลัง หน้ามองตรง แต่แก้มกลมๆกลับอมลมไว้จนมู่ทู่


“อะไร....ฉลองคนเดียวได้ไง ก็บอกแล้วว่าไทป์จะพาออกไปเที่ยว” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนให้ ก่อนเอี้ยวตัวจากด้านหลังและยื่นหน้าออกไปเหล่สายตาใส่อีกฝ่ายเพื่อหยั่งเชิงถาม


“ไม่ไป ไม่มีตังค์” คำพูดที่เอ่ยตอบตัดบทสั้นๆ ....คนที่บอกว่าไม่มีเงินทั้งๆที่ยืนปั้นหน้าบอกบุญไม่รับในบ้านราคาหลายสิบล้านอย่างนี้เนี่ย มันพอจะเชื่อได้จริงๆอ่ะนะ


“เดี๋ยวไทป์เลี้ยงไง ....ปะ ....ไปดูหนังกัน” ว่างพลางติดนิสัยมือไวคว้าแขนได้ก็ลากออกไปแล้วหมายจับร่างบางยัดใส่ขึ้รถ แต่ยังไม่ทันได้ทำดังใจ คนที่ถูกเกาะกุมเอาไว้ก็ตีรวนทำท่าจะปฏิเสธเสียจนได้


“ไม่ ” คนฟังชะงักก่อนเอ่ยถาม


“อะไร?”


“ไม่ดูหนัง อย่างเดียว หิว ....จะกินข้าวก่อน”
 

“.....”
 

“ได้ป่ะ?” คนถามเลิกคิ้วแล้วตีสีหน้าทะเล้นใส่ แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรได้


.... ก็บอกซะว่าอยากให้เลี้ยงแค่นั้นก็สิ้นเรื่อง

 

######


 หลังจากมื้อเที่ยงผ่านไป คนตัวสูงก็มีหน้าที่เดินตามหนุ่มน้อยหน้าใสเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ไปเรื่อย ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะเลือกหาของขวัญใหม่ๆให้กับตัวเองในวัย 18 ปีอย่างสมเหตุสมผล อ๊า....แน่นอนละว่าของขวัญก็ต้องเป็นเงินของคนอื่นด้วยสินะ ดังนั้นเพื่อความแน่ใจรามิลก็เลยถือโอกาสหว่านล้อมและอ้อนขอซะก่อนจนนายไทป์หยักหน้ารับเป็นอันตกลงให้ ในที่สุดก็เลยได้เดินเตร็ดเตร่จนสบายใจ หาของชอบไปในขณะที่รอหนังเข้าฉาย
 

....เดินเข้ามาร้านสุดท้าย ร้านรองเท้า และคุณเจ้าของวันเกิดก็กำลังใช้เรด้าเสิร์จหาความต้องการตามรสนิยมของตนอยู่อย่างมีสมาธิ ทว่า....


 “มิล โทรศัพท์สั่นแน่ะ” คนยืนอยู่ใกล้รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากกรเป๋าของอีกฝ่ายจึงออกปากเตือน


 “ห๋า?” มิลหันมาเลิกคิ้วถามอีกครั้ง


 “บอกว่าโทรศัพท์สั่น ยังจะมาทำหน้าเอ๋อใส่อีก”


 “อ้าวเหรอ...มันหนาวมั้ง เอาผ้าห่มให้มันสิ” น่านไง....ยียวนให้หนึ่งทีก่อนส่งยิ้มตาหยีเลียนแบบคนตรงหน้า


 “จ่ะ....ไว้คราวหน้าจะเอาไปใช้มั้งนะมุกนี้” ได้แต่งึมงัมตอบอย่างขอไปที ในขณะที่คนกดรับโทรศัพท์เริ่มกรอกเสียงกลับไป


 “คร้าบ!! ว่าไงครับพี่ยู”


 กึก! ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในใจสะดุดดังลั่น


 ไทป์แสร้งทำนิ่งเดินตามอีกฝ่ายที่ก้าวเท้าเลียดไปตามเชลฟ์เพื่อเลือกดูสินค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ความตั้งใจในการเงี่ยหูฟัง ....คนโทรมาถ้าไม่ผิดคงจะไม่ใช่ใคร ....ไอ้คนที่เค้าไม่อยากให้เข้ามาใกล้รามิลที่สุดคนนั้นนั่นเอง

 “ช่าย.....วันนี้มาเดินเที่ยวไง วันเกิดผม” เจ้าตัวดีเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พูดคุยต่อไปราวกับว่าไม่ใส่ใจคนที่เดินขนาบข้าง ...ไทป์เองก็ทำนิ่งไม่ร้อนใจ ....เดินมองดูโน่น นี่ นั่นต่อไป ....แต่สมองไวๆนั้นกำลังประเมินและคาดการณ์บทสนทนาของปลายสายอยู่


 เมื่อเช้านี้มิลคงจะส่งข้อความหรือไม่ก็โทรไปบอกไอ้หมอนั่นสินะว่าวันนี้เป็นวันเกิดของตัวเอง ....สนิทกันขนาดแลกเบอร์....สนิทกันขนาดโทรไปบอกเรื่องวันสำคัญ ....สองคนนั้นสนิทกันแค่ช่วงเวลาที่ตัวเค้าเผลอไป ....ให้ตาย ....ถ้าย้อนเวลาได้ คนที่ไทป์โอบเอวและคว้าออกไปยืนอยู่ที่มุมมืดนั่นคงจะไม่ใช่เชอร์รี่แต่กลับเป็นใครคนที่เดินส่งเสียงฉอเฉาะอยู่ข้างนี้นี่แหละ


 “โอเคครับ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้มิลจะรอของขวัญจากพี่ยูแล้วกัน” ประโยคสุดท้ายก่อนบอกลาแล้วกดตัดสายไป คนร่างบางหันมาส่งยิ้มใสแล้วตัดบทโดยการเอ่ยปากชวน


 “ไปเหอะไทป์ หนังจะเข้าแล้ว ไปซื้อขนมกัน”


 หนังบนจอเคลื่อนไหวและดำเนินเรื่องไปกว่าครึ่งเรื่องแล้วแต่ดูเหมือนคนที่สนอกสนใจกับความเป็นไปของตัวละครจะมีเพียงแค่เค้าเท่านั้น รามิลลอบชำเลืองมองคนที่นั่งอยู่ในที่ถัดไปแล้วแอบคิดถามว่าหมอนั่นเป็นอะไรถึงได้ดูหน้าบึ้งเปลี่ยนไปจากเมื่อเช้าปุบปับเสียขนาดนั้น แต่....ก็ช่างเหอะนะ หนังกำลังสนุก คิดไปก็ไม่ได้อะไร เอาไว้ออกจากโรงค่อยว่ากันใหม่ สนใจอะไรที่มันตื่นเต้นเร้าใจตรงหน้าก่อนดีกว่าเนอะ


 “มิล ไทป์ปวดหัว นอนได้มั้ย?” จู่ๆคนที่นั่งหน้าบอกใบ้ว่าไม่ใช้อารมณ์ปกติก็เอ่ยคำเฉลย ที่แท้เพราะงี้สินะถึงได้นั่งหน้าหุบตั้งแต่เข้าโรงมาเนี่ย ....อื้อ....เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ อยากนอนก็ได้ ไม่ว่าอะไร แต่ขอให้เค้าได้ดูหนังเรื่องที่ถูกใจนี่อย่างเต็มตาก็พอ


 “งั้นถ้าจบแล้วปลุกนะ”


 “โอเค”


 จบการตอบรับก็เหมือนกับได้รับอนุญาต ชายหนุ่มเอนตัวลงตามแนวโน้มของเบาะนุ่มแล้วขยับศีรษะลงพิงที่ไหล่บางของคนข้างๆอย่างถือวิสาสะและไม่ใส่ใจ นาทีแรกรามิลกระตุบวูบและรู้สึกหวั่นไหวแบบไม่ทันตั้งใจเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นโน้มมาใกล้ แต่ด้วยความที่ฉากของหนังกำลังดึงดูดใจ คนตัวเล็กจึงได้แต่ตั้งสติมั่นและหันกลับไปจดจ่อที่หน้าจออีกครั้ง


 ....เด็กหนอเด็ก


แอบค่อนแคะนิดๆก่อนอมยิ้มไปพลาง จากนั้นค่อยๆวางมือลงที่ข้างๆของมืออีกฝ่าย ....ไม่มีที่ไว้ จะยกขึ้นก็เกะกะเกินไป เอาทิ้งไว้ลงตรงนี้ก่อนแล้วกัน


ภาพบนจอยิ่งเริ่มดำเนินเรื่องสนุกเข้าไปใหญ่เมื่อคนที่เป็นคนซึ่งนางเอกไว้ใจกลับเป็นตัวก่อเรื่องทั้งหมด มิลใช้มือข้างซ้ายที่ว่างอยู่หยิบแก้วโค้กขึ้นมาใกล้และจิบน้ำแก้กระหายลงไปก่อนจ้องหน้าจอต่อ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไทป์ขยับตัวนิดๆ และเรือนผมสีดำสนิทนุ่มนิ่มนั่นก็มาไล้เข้ากับแก้มใสอย่างพอดิบพอดี


มิลเสียสมาธิ ก้มลงมองคนที่ใช้บ่าข้างขวาของเขาเป็นหมอนหนุนเพื่อสังเกตสถานการณ์ และก็เป็นนาทีเดียวกับที่ไทป์เงยหน้าขึ้นมองจ้องสวนกลับ ระยะห่างแค่หนึ่งคืบเมื่อนับจากการคาดเดา ....ลมหายใจอุ่นๆรดลงที่ต้นคอ ....ทั้งที่อากาศในโรงออกจะเย็นแต่ลมที่เป่าออกมากระทบผิวกลับร้อนอุ่นจนขนแขนลุกวาบ นัยตาคู่รีจับจ้อมองอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายลึกซึ้งและจึงค่อยๆขยับริมฝีปากเอ่ยความต้องการในใจออกมาอย่างช้าๆ...


“ขอน้ำหน่อยสิ”


ตะ ลุ่ง ตุ่ง แช่!! เหมือนได้ยินเสียงรัวกลองของคณะสิ่งโตเชิดส่งท้ายให้ ....มิลนึกขำในใจ หน้าชานิดๆเพราะรู้สึกเหมือนหน้าเกือบแตก ....โถ่! อะไรวะมองหน้าตั้งนานกะอีแค่จะขอน้ำกินเนี่ยทำเรื่องมากไปได้


“ขอบใจ  ....ไทป์นอนต่อนะ” หลังจากจิบน้ำในแก้วเดียวกันไปเรียบร้อยแล้วเจ้าบ้านั่นก็ทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนเอนตัวพิงซบที่ไหล่ของเค้าเหมือนเดิม มิลนิ่งดูให้แน่ใจว่าไทป์จะไม่เงยหน้าขึ้นมาอีก ....นัยตาคู่สวยหันกลับไปจ้องมองที่หน้าจออีกครั้ง ทว่ามือข้างซ้ายกลับเลื่อนขึ้นมาวางทาบที่หน้าอกของตน


....ตึก ตึก ....ตึก ตึก ....นางเอกอาจจะกำลังสับสน ....ไม่สิ ....ตัวเค้าเองต่างหากที่กำลังสับสน ....ทำไมรู้สึกว่าในใจมันร้อนรน ....และเต้นแรงจนกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน


‘ว้อย! ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย’ ช่วงท้ายของเรื่องแล้ว แต่ความรู้สึกของมิลกลับอยากจะตะโกนคำๆนี้เสียให้ดังลั่น เด้กหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่เข้าใจและไมค่อยสบอารมณ์กับมันนัก ไอ้หัวใจเต้นแรงของเค้าเนี่ย ช่วยหยุดๆซักทีจะได้มั้ย?


คิดพาลโทษอีกฝ่ายออกไป ใช้นิ้วชี้ดันศีรษะที่พิงไหล่ให้เอนไปห่างจากตัวเพื่อหวังเป็นอิสระ แต่ดูเหมือนกับว่าแรงโน้มถ่วงจะยิ่งดึงกลับมาให้คนตรงหน้าโน้มน้ำหนักลงมามากยิ่งขึ้น ....จากพิงกลายเป็นนั่งอิงเสียจนหัวติดกัน ....โชคดีนะที่ไฟมันไม่ได้สว่างจ้า และโชคดีนักนะที่วันนี้คนเลี้ยงเป็นอีกฝ่าย ไม่อย่างงั้นคงได้มีการโวยวายกันบ้างละงานนี้


“ถือว่าวันนี้แกจ่ายนะเจ้าไทป์....แหม สบายใหญ่ ....ฮึ่ม”


######

นึกว่าจะไม่สบาย แต่พอได้หลับเป็นตาย หลังจากที่เดินออกมาจากโรงหนังสีหน้าของนายไทป์ก็กลับมาสดใสเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น รามิลเดินเหล่สายตาใส่อย่างหมั่นไส้ก่อนจะก้าวเท้าผ่านและถอนกลับไปชะงักที่หน้าร้านเครื่องเงินตรงหน้า


“ของขวัญอ่ะ ยังไม่ได้เลยไทป์ ว่าไง?” เจ้าของวันเกิดร้องทักท้วงเมื่อพบเป้าหมายที่โดนใจเข้า และแน่นอนว่านายไทป์เองก็คงพอจะเดาได้ว่ามิลหมายถึงอะไร


“ก็เอาเดะ แต่อย่าเกิน 3,000 นะ ขอร้อง”


“ง่ะ....3,500 หยวนๆ”


“เอาๆ....เข้าไปดูข้างใน” รับปากแล้วรุนหลังให้เดินเข้าไปอย่างไม่รีรอ


ภายในร้านเครื่องเงินที่มีเครื่องประดับแฟชั่นแขวนโชว์อยู่มากมาย พนักงานของร้านนั้นมีเพียง 2 คนที่อยู่ประจำเคาท์เตอร์  คนหนึ่งเป็นหญิงที่น่าจะแก่กว่าพวกเค้าไม่ถึง5 ปี ส่วนอีกคนดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร้าน เพราะกำลังนั่งง่วนอยู่กับการเช็คบัญชีอยู่ที่โต๊ะ


“สนใจตัวไหนถามได้นะคะ” หญิงสาวในชุดแต่งกายสุภาพเดินเข้ามาทักทาย


“อยากได้สร้อยแบนๆหน่อยน่ะครับ ไม่ทราบว่าแบบให้เลือกเยอะรึเปล่า?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางกวาดสายตาดูไปโดยรอบ


“มีแบบเยอะเลยค่ะ ทางด้านนี้” เธอพาพวกเค้าเดินย้อนกลับออกมาที่ชั้นด้านหน้า และชี้ให้ดูเส้นเงินหลากลวดลายที่กางแผ่ไว้เป็นเส้นสายต่างๆลักษณะออกไป


“ถ้าเป็นแบบนี้ จะเป็นลายที่เค้านิยมทั่วไป เป็นสร้อยสำเร็จ ก็เลือกขนาดได้เลย มีทุกขนาดค่ะ”


“แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะครับ?” มิลก้มหน้าชิดกระจก สายตาจับจ้องไปที่สร้อยลายแปลกที่ดูคล้ายเงินลงลักสีดำสลับตามร่องเล็กๆให้ดูวิจิตรน่าสนใจ


“แบบนี้เป็นเส้นเงินยาวค่ะ เส้นหนึ่งก็ประมาณ 20-25 นิ้ว สามารถเอามาตัดแยกเป็นสร้อยกับสร้อยข้อมือได้ ตัวนี้ตะขอก็เลือกแบบได้ค่ะ เป็นสไตล์ที่ให้ลูกค้าได้ครีเอตเอง” พนักงานอธิบายก่อนหยิบสร้อยเส้นยาวที่เด็กหนุ่มสนใจขึ้นมาโชว์ไว้ตรงหน้า


“สวยมั้ย?” รามิลหันมาถามคนข้างๆที่ยืนเอียงคอมองแล้วพยักหน้า


“ก็ดี สวยดี ไทป์ก็ชอบ”


“แต่มันยาวไป” น้ำเสียงอ่อยๆนั้นเอ่ยท้วง


“ก็ให้เค้าตัด”


“แต่ไม่อยากได้ข้อมือไง อยากได้แค่สร้อย”


“งั้นเดี๋ยวไทป์ใส่ให้ โอเคมั้ย?....มิลเอาสร้อยไป ไทป์ใส่ข้อมือเอง”


อื้อ! เป็นความคิดที่ดีมาก รามิลพยักหน้าหงึกๆแล้วหันไปส่งรอยยิ้มให้พนักงานคนเดิม


“เอาเส้นนี้ครับ ....ตัดอย่างที่เพื่อนผมบอกนั่นแหละ สร้อยกับข้อมือ”


“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ ก่อนที่จะใช้สายวัดของทางร้านกะขนาดความยาวเพื่อเดินเข้าไปสั่งช่างที่ด้านหลังร้านให้จัดการตามออร์เดอร์ จากนั้นพวกเค้าก็เดินไปเลือกตะขออย่างที่ถูกใจ


ทีแรกมิลอยากจะได้แบบเดียวกับไทป์ แต่เพราะความรู้สึกในใจบางอย่างบอกว่าไม่อยากจะให้มันเหมือนกันซะหมด จึงเลือกเอาตะขอแบบโมเดิร์นที่ดูแปลกตามาต่อเข้ากัน แม้จะถูกไทป์ท้วงเอาซักนิดแต่เด็กหนุ่มก็ลอยหน้าลอยตาพออกพอใจกับของที่ตนเลือก จากนั้นเมื่อตกลงได้พนักงานก็รับเอาบัตรเครดิตจากชายหนุ่มอีกคนไปและนั่งรอไม่นานเท่าไหร่ ของที่สั่งก็ได้มา


“อันนี้ช่วยห่อของขวัญได้มั้ยครับ?” รับถุงสองใบมาไว้แต่กลับส่งคืนไปหนึ่งใบ พนักงานของร้านยิ้มให้และพยักหน้ารับ


“เว่อร์จัง ของข้างในก็เห็นๆกันอยู่ ยังจะห่ออีก” คนพูดรู้สึกเขินนิดๆแต่ก็ไม่ได้อยากจะว่าอะไร


“ก็วันเกิดนี่ อยากให้มันดูสมกับเป็นของขวัญหน่อย ....ว่าแต่ 4,600 เนี่ย มันไม่ค่อยจะเกินงบเลยเนอะ” สายตาที่ปรายมาทำเอาร่างบางต้องเสตามองไปที่อื่นแล้วหัวเราะกลบเกลื่อน ....แห่ะ แห่ะ


“ก็วันเกิดนี่”


######
 
 
กลับถึงบ้านไม่นาน เพ่ยเพ่ยก็มาถึงพร้อมกับขนมเค้กของS&P ของโปรดที่คุณชายคนนี้ต้องมีประดับบารมีทุกปีตั้งแต่แปดขวบ รามิลจัดแจงนั่งประจำที่ล้อมโต๊ะ ปล่อยให้พวกพี่เลี้ยงทั้งสองคนหยิบจับจัดแจงวางจานเล็กๆเพื่อใส่เค้ก และช้อนกับมีดตัดเตรียมไว้ให้ จากนั้นเมื่อได้เวลาตรงใจตามเวลาตกฟากพอดิบพอดี เข็มนาฬิกาชี้ไปที่ 22.00 น. เสียงเพลงอวยพรจากคนกลุ่มเล็กๆ 5 คน ก็ดังขึ้น ...รามิลเป่าเทียนบนเค้ก และทุกคนในบ้านก็ปรบมือ บรรยากาศเหมือนกับเมื่อปีก่อน และสองสามปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน หากแต่จะต่างก็ที่จำนวนคน ที่มักมีมากบ้างน้อยบ้างในบางปี
 

ปีนี้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพ่อบุญธรรมซึ่งเป็นบิดาแท้ๆของเพ่ยเพ่ยต่างก็ติดธุระปะปังที่สำคัญด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อเช้าก็มีเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามาอวยพรให้กับเด็กหนุ่มอย่างไม่ขาดสาย ไม่ใช่แค่เพียงคนในครอบครัวหากแต่มีญาติๆ และเพื่อนจากในมหาลัยและม.ปลายโทรมาส่งเสียงเจื้อยแจ้วทั้งวัน ดังนั้นสำหรับรามิลแล้ว ถึงแม้จะเป็นการฉลองแค่ระหว่างตัวเค้า และคนสำคัญอีกสองคน กับพี่เลี้ยงที่คอยเลี้ยงดูมา แค่นี้ก็พอใจแล้วกับสิ่งที่ได้รับตลอดทั้งวัน


 “ได้จากอาป๊าเท่าไหร่? มิลแกะเลย” พอจบพิธีการเป่าเทียนตัดเค้กก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการแกะห่อของขวัญจนได้ เพ่ยเพ่ยให้น้ำหอมกลิ่นวนิลาของLANCOME ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็มีช่อดอกไม้สีขาวส่งมาแต่เช้าและในธนาคารหลังจากที่แอบเดินไปเช็คที่ตู้ATM ตอนไปดูหนังก็เห็นแล้วละว่ามีเงินเข้ามาให้ได้ซื้อของถูกใจพอสมควร ทีนี้ก็เหลือแค่ซองสีน้ำตาลขนาด A4 ที่คนสนิทของพ่อบุญธรรมเอามาฝากไว้ให้เมื่อตอนกลางวัน ซึ่งเพ่ยเพ่ยเดาเอาว่ามันน่าจะเป็นซองเช็ค หรือ ซองบัตรกำนัลมากกว่าจะเป็นอื่นไป


 “หว๋าย! ของเค้าไม่ใช่ของตัวซักหน่อยมาทำอยากรู้”


 “ไอ้บ้ามิล แกะดิ แกะๆๆ เพ่ยเพ่ยจะลงแดง” คนถูกกระเซ้าทุบแขนอีกฝ่ายเบาๆก่อนเร่งเร้าให้รีบเปิดซอง แล้วมิลก็ไม่ขัด ใช้กรรไกรตัดซองสีน้ำตาลหนาออกก่อนเทสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ได้ในกองไว้บนโต๊ะ


 กระดาษโน้ตเล็กๆเขียนด้วยลายมือ 1 แผ่น .....เช็คเงินสด 1 ใบ ....และ ....


 “ตั๋วเครื่องบิน?” เจ้าของของขวัญบนโต๊ะทำเสียงสูง


 “แห่ะ แห่ะ ...อันนี้ของเพ่ยเพ่ย” เด็กสาวยื่นมือไปหยิบมาดูพลางหัวเราะฝืด


 “จะไปเมื่อไหร่เหรอ?” ดูท่านายไทป์จะรู้ทัน เพราะก่อนนี้เหลือบมองเห็นว่านั่นเป็นตั๋วที่ตีไปไต้หวันระยะสั้น แต่ไม่ทันได้ดูกำหนดการณ์


 “เรื่องด่วนอะไรรึเปล่า?” มิลชักไม่แน่ใจ ปกติเวลาที่พ่อบุญธรรมอยากจะให้ไปพบ พวกเค้ามักจะได้เดินทางสองคน แต่ครั้งนี้กลับแปลก ....สีหน้าของเด็กหนุ่มครุ่นคิด ในขณะที่เพ่ยเพ่ยรีบฉีกยิ้มและอธิบายเหตุผล


 “เปล่า แค่....อาป๊ามีผู้หญิงที่อยากให้เพ่ยเพ่ยรู้จักด้วย ก็เลยอยากให้ไป แต่ว่าช่วงอาทิตย์หน้าขึ้นไปจะมีงานมหาลัย ขืนให้มิลโดดไปคิดว่าท่าจะไม่ดีอ่ะ”


 “ป๊าจะแต่งงานใหม่?” รามิลตาโตยิงคำถามใส่ น้ำเสียงตื่นเต้น


“ก็ไม่แน่ใจ เพ่ยเพ่ยขอไปดูหน้าก่อน”


 “งั้นเหรอ....อืม...ไทป์มันประกวดเดือนด้วยนี่นา ไม่ไปก็ได้ แต่ฝากดูหม่าม๊าคนใหม่ด้วยละนะ” พูดแล้วก็นึกขำจนหลุดเสียงหัวเราะ “ป๊าไปจีบเอาท่าไหนเนี่ย ชักอยากเห็นแล้วเนอะ”


 “นั่นสิ เพ่ยเพ่ยถึงได้อยากไปไง”


 บทสนทนานั้นเคลื่อนไหวต่อไปได้อีกซักพักจนกระทั่งชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาและขอตัวกลับบ้านก่อน ซึ่งตอนนั้นมิลเองก็ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีอาสาออกไปส่งถึงด้านนอก ....พ้นประตูก็เดินเตร่ต่อไปอีก คุยเล่นไปเรื่อยถึงเรื่องราวของแม่เลี้ยงคนใหม่ ในขณะที่ไทป์ก็ฟังไปออกความเห็นไปในระยะความเหมาะสมที่ไม่เกินพอดีนัก


 ทั้งสองคนคุยกันติดลมเพลิน จึงแวะนั่งคุยที่สวนหย่อมซึ่งขั้นกลางระหว่างถนนหน้าบ้านของทั้งคู่ ที่ตรงม้าไม้ซึ่งทอดยาวนั้น ไทป์นั่งและเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าที่มีเมฆสีขาวอมแดงลอยปิดบัง


 “ไม่มีดาวเลยแฮะวันนี้”


 “อื้อ นั่นสิ ดูท่ากลางคืนฝนคงจะตก” มิลเห็นด้วยก่อนเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้ารอบๆ แสงสว่างที่เห็นมีเพียงแสงที่เล็กลอดออกมาจากเงาจันทร์และแสงจากหลอดไฟสูงรอบๆริมถนนเท่านั้น


 “แล้วไง มิลชอบของขวัญมั้ย?” ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถาม


 “ก็ชอบเดะ เราเลือกเองนี่นา”


 “ไทป์เลยได้ข้อมือมาด้วยเลย แต่ก็สวยดีเนอะ” พูดพลางชูข้อมือข้างขวาขึ้นส่องผ่านแสงสว่างรำไร


 “สวยดิ ก็เราเลือกนี่หว่า” อีกคนก็ทำคล้ายๆกัน มิลก้มหน้ามองสร้อยในคอ มือข้างซ้ายสัมผัสไปตามร่องรอยสลักรอบๆแล้วค่อยหันมาส่งยิ้มให้คนที่นั่งข้างๆ


 “ขอบคุณนะขอรับ คุณเพื่อน” นัยตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มขอบคุณที่ทำให้คนพบเห็นต้องหวั่นไหว ชายหนุ่มมองกลับสบตาและหัวเราะในลำคอเบาๆ


 “นี่ ....จริงๆมีของขวัญอีกอย่างจะให้”


 “หืม?....อะไร?”


 ยังไม่ทันได้รับคำตอบใดๆ มือใหญ่ที่วางอยู่บนม้านั่งก็เลื่อนเข้ามาใกล้และวางว้อนเหลื่อมทับลงบนมือของอีกฝ่ายที่มีขนาดเล็กและแบบบางกว่า รามิลสะดุ้งกับไอเย็นจากปลายนิ้วที่วางประทับลงมา ใบหน้าสวยก้มมองไปที่ต้นเหตุ แต่ก่อนที่จะได้รับรู้ ริมฝีปากคู่สวยก็ถูกช่วงชิงไปโดยไม่ทันรู้ตัวเสียงแล้ว


 ร่างบางนั่งนิ่ง ได้แต่ตกใจจนไม่กล้าไหวติง ปล่อยให้อีกฝ่ายได้สัมผัสริมฝีปากบางสวยนั้นอย่างพึงใจและค่อยๆไล้สัมผัสที่อ่อนไหวดุดการกระพือปีกขึ้นลงของผีเสื้ออย่างช้าๆ ....กลิ่นหอมของน้ำหอมวนิลาที่เพิ่งทดลองฉีดมานั้นหวานจับใจ ....ไทป์ไม่ได้สอดใส่ปลายลิ้นเข้าไป ทำเพียงแค่ไล้มันเรื่อยอย่างถนอม และในที่สุด เมื่อรู้สึกว่าความถึงเวลาที่ควรจะหยุดเอาไว้ ชายหนุ่มก็ค่อยๆผละออกจากกลีบปากนุ่มนั้นห่างออกมา....


 “ไทป์เลิกกับพี่เชอร์รี่แล้วนะ ....อย่างที่มิลขอไง”


 “.....”

 คนถูกจูบสมองเบลอเกินกว่าจะคิดอะไร นั่งตาค้างและแหงนขึ้นมองอีกฝ่ายที่ลุกขึ้นยืนอย่างฉงน คิ้วของรามิลลู่ลงชัดเจน ใบหน้าค่อยๆเปลี่ยนเป็นซับสีเลือดขึ้นแดงระเรื่อ ก่อนที่จะเรียกสติกลับมาได้อีกครั้งก็ตอนที่เห็นนายไทป์ยืนอยุ่ตรงหน้า สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง และโน้มตัวลงมาแตะริมฝีปากที่แก้มด้านขวาของเค้านั่นแหละ


 “ฝันดีนะครับ แล้วพรุ่งนี้เช้าไทป์จะไปรับ”


 คำพูดหวานๆประโยคสุดท้ายดังก้องพร้อมกับเสียงวิ้งๆรำคาญหู จากนั้นไอ้ประโยคเดิมๆซ้ำๆก็วกไปวนมาอยู่หลายรอบจนเริ่มรุ้สึกตัวเมื่อเห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายห่างออกไปไกล ....นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?


 รามิลยกมือขึ้นลูบที่แก้มใสซึ่งบัดนี้เปลี่ยนไปเป็นสีแดงจัด ....นิ้วมือเรียวนั้นค่อยๆลูบซ้ำๆวนไปมาอย่างใช้ความคิด จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถเรียกสติสตางค์กลับมาได้นั่นแหละ ที่จากการลูบซ้ำไปบนร่องรอยจูบที่ผิวแก้มกลายมาเป็นการออกแรงถูขึ้นลงอย่างไม่รู้ตัว 


 “เลิกกับพี่เชอร์รี่ตามที่ขอ?”

 “…..”

“......นี่มันอะไรวะเนี่ย???”      

 

To Be Continue….

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet