::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย

ตอนที่ : 11


 “ชอบพี่ได้ แต่ห้ามรัก...หึ!” คนพูดทำเสียงขึ้นจมูกอย่างอารมณ์ไม่สู้ดีนักก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวไปตามพื้นถนนที่ทอดยาว พวกเค้ากำลังจะกลับบ้านหลังจากผ่านพ้นวิกฤตการเผชิญหน้าที่แสนอึดอัดของเจ้ารุ่นพี่รุ่นน้องคณะศิลปศาสตร์ที่ทำเอารามิลรู้สึกอึดอัดหายใจหายคอไม่ทั่วท้องเอาซะดื้อๆ ....
 

 “เสี่ยวดีแท้ ....เพ่ยเพ่ย ไทป์ว่าเอาไอ้ประโยคนี้ไปสกรีนเสื้อขายแถวจตุจักรดีมั้ย? ท่าจะขายดีกว่าไอ้ ‘รักนะเด็กโง่’นะ”


 “บ้า! ไทป์ ไปแซวพี่ยูเค้า” หญิงสาวตอบพลางหัวเราะคิก คำพูดดูขัดกับการกระทำ


 “มีอะไรอีก....ปีหน้าถ้าไม่มีใครเอา พี่จะซื้อแหวนมาหมั้น.....ฟู่.....รับไม่ได้” นั่นไง....มัน....ไม่เลิก ตอกย้ำ


 “พอไทป์” เพ่ยเพ่ยเอื้อมมือมาตีที่ต้นแขน ยัยนี่ยังคงสีหน้าระรื่น ครับ....ดูท่าทางเธอจะแอบสะใจนะที่ผมกำลังโดนกระแนะกระแหน๋เนี่ย


แล้วก็นะ ความเซ็งจับจิตจับใจไม่ได้มีแค่นั้นหรอก เพราะหลังจากที่เจอกันที่ร้านค็อฟฟี้ช็อป ไอ้เจ้าบ้าไทป์มันก็ไม่คุยอะไรกับรามิลเลย เอาแต่พูดกับเพ่ยเพ่ย เอะอะอะไรก็เพ่ยเพ่ย สร้างโลกส่วนตัวกันอยู่สองคน ทั้งๆที่นั่งรถมาด้วยกันจะ 15 นาทีแล้ว คิดดูเถอะ ไอ้เจ้าบ้าที่นั่งตรงเบาะคนขับมันยังไม่หันมาพูดกับคนข้างๆเลย.... เอาแต่คุยกับเพ่ยเพ่ย บ้างละ พูดประชดคำที่พี่ยูพูดหยอดเอาไว้บ้างละ พี่เค้าก็แค่พูดเล่น แกจะไปเขม่นอะไรพี่เค้านักหนาว่ะไอ้บ้าไทป์? ....คนแอบบ่นในใจเหล่สายตามองไปเบื้องขวาก่อนเบินหน้าเสไปมองนอกกระจก ....เออ....ถ้าไม่อยากคุย ไม่คุยด้วยก็ได้เว้ย!


“แล้วเพ่ยเพ่ยยังอยากกินอยู่มั้ยอ่ะครับ ไอ้บะหมี่หน้าปากซอยน่ะ ไทป์จะได้แวะชิดที่ข้างทางให้ก่อน” น่าน....ขับรถมาถึงหน้าหมู่บ้าน คนในรถก็มีอยู่อีกตั้งคน แต่มันดันสนใจแค่คนเดียว....รามิลยิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน....หมั่นไส้....นั่นมันแฟนฉัน แกมีสิทธิ์อะไรมาเทคแคร์มิทราบ?


“อื้อ เอาสิ เพ่ยเพ่ยเริ่มหิวแล้ว ที่บ้านก็ไม่ได้ให้ทำกับข้าวไว้ เพราะทีแรกคิดว่ามิลจะไม่กลับมาทานตอนเย็น” หยิงสาวเอ่ยตอบคนที่ถามก่อนหน้า แล้วค่อยหันไปมองคนนั่งเบาะหน้าซ้ายมือ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ....


“ไม่กิน ไม่มีอารมณ์” เด็กหนุ่มตอบหน้ามุ่ย ทว่าเสียงท้องไส้แอบปั่นป่วนกลับเริ่มตีรวนให้เจ้าตัวได้รู้ว่าอีกหน่อยเค้าคงจะหิวจนกระเพราะร้องดังโครกครากเป็นแน่ ดังนั้น ด้วยศักดิ์ศรีและหน้าตา ขอเชิดซักหน่อยเหอะน่า เดี๋ยวเพ่ยเพ่ยก็คงจะหันกลับมาถามเซ้าซี้เค้าอย่างเป็นห่วงเป็นใยเหมือนกับทุกทีที่เคยเป็นเองนั่นแหละ ถึงตอนนั้นค่อยบอกไปว่า ....หมี่ปู แห้ง ไม่ใส่ต้นหอม 1 ที่


“หึ!” เอาอีกแล้วไง ไอ้คนที่นั่งข้างเสียงขึ้นจมูกใส่ ทำตัวเป็นวัวกระทิงอีกแล้ว


“ใครเค้าถามกัน” น่าน....ยังหันมาแขวะ


“อะไร?” รามิลหันไปจ้องใส่ เอาเรื่อง


“ก็ใครเค้าถามกัน จู่ๆก็บอกว่าไม่กิน บ้ารึเปล่า?” ไทป์ตอบ จ้องตากลับไม่ลดละ


“อย่ามองหน้าอย่างนี้ได้มะ กวนประสาทว่ะ ไม่ชอบ”


“ไม่ชอบก็ไม่ต้องชอบเดะ ไม่ได้บอกให้ชอบนี่ คนชอบไทป์ มีออกถมไป” ...ฮึ่ย! คนฟังอารมณ์ขึ้น


ดูท่าจะไม่ใช่สั้นๆแฮะกับยกนี้ เพ่ยเพ่ยเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเปิดประตูรถออกไปจัดแจงสั่งมื้อค่ำของตัวเองเอาไว้ แต่แน่นอนยังไงก็ต้องมีเผื่อเจ้าเด็กเอาแต่ใจนั่นด้วย ไม่อย่างงั้นคืนนี้มีหวังได้นั่งฟังคนบ่นจนหูชาแน่...ว่าแล้วก็รีบจรรี


“อ๋อ....ชิ! ….‘คนชอบไทป์มีอยู่ถมไป’ ....หึ! พูดมาได้” คนพูดดัดเล็กแหลมเสียงล้อเลียนใส่  “พี่เชอร์รี่ใช่มะ ที่พูดเนี่ย....ใช่เดะ เสน่ห์แรงแล้วไง” มิลมองค้อนให้แล้วหันกลับมาเชิดหน้าใส่อีกรอบ


“แล้วเกี่ยวอะไรกับพี่เชอร์รี่?” ไทป์ถามอย่างไม่เข้าใจ


แต่น้ำเสียงคงจะออกมาแรงเกินไปทำให้อีกฝ่ายหันกลับมาจ้องควับ


“แล้วทำไม? แตะไม่ได้เลยใช่มั้ย?”


“ก็เค้าเป็นรุ่นพี่ พูดอะไรให้มันดีๆหน่อย เค้าไม่เกี่ยวจะลากมายุ่งทำไม?” ไทป์ตอบ


“วุ้ย! รุ่นพี่ ....รุ่นพี่ดีๆมันก็น่าเคารพอยู่หรอก แต่ไอ้รุ่นพี่ที่วันๆเอาแต่แถหนาอกไปชนคนนู้นทีคนนี้ทีอ่ะ มีอะไรที่มิลจะพูดถึงไม่ได้ห๊ะ! ถามหน่อย อย่าคิดนะว่าตัวเองตบตาเค้าได้แล้วจะไปเล่นละครตบตาคนอื่นได้อีก มิลน่ะโง่อยู่คนเดียวนั่นแหละ คนอื่นเค้าไม่โง่หรอก เชื่อดิ ซักวันเดี๋ยวนายก็ต้องถูกพี่เชอร์รี่หลอก แล้วก็ทิ้ง ผู้หญิงน่ะ มารยาเยอะจะตาย คนอย่างไทป์คิดว่าทันเค้าใช่มั้ย? ....ไม่ได้แช่งหรอกนะ แต่เดี๋ยวก็ซึ้ง” พูดร่ายออกมายาวเหยียดซะอีกฝ่ายเถียงไม่ทัน รามิลหยุดหายใจ ....จบที่ประโยคสุดท้ายแล้วนึกย้อนถามตัวเอง


....เอ๊ะ! นี่เราพูดขึ้นมาเพื่อะไรมิทราบหว่า?


เหมือนมันจะไมเกี่ยวกันเลยนะ แล้ว....ไอ้ไทป์มันก็บอกว่ามันเลิกกับพี่เชอร์รี่แล้วนี่ ....แล้ว....เราจะไปลากเรื่องของพี่เชอร์รี่มาพูดทำไม? ....นึกงงๆสงสัย แต่ก็ไม่ได้แสดงออกให้อีกฝ่ายได้เห็นทางสีหน้า


“ขอโทษแล้วกัน”


.....ห๊ะ?


หันควับกลับไปมองอย่างสงสัย “ขอโทษอะไร?” รามิลถาม


“เปล่า....” คนนั่งด้านข้างฝั่งคนขับโน้มตัวลงไปก้มซบพวงมาลัยด้านหน้าแล้วหันมาตอบคำถาม “ก็แค่อยากขอโทษ รู้สึกผิดก็เลยอยากขอโทษ”


“.....” รามิลเกาที่ท้ายทอยยิก ไอ้เจ้านั่นมันตัดบทได้อย่างยากจะเข้าใจ แต่ว่าไม่รู้ทำไม เค้าคิดว่าหยุดการต่อปากต่อคำเอาไว้แค่นี้ท่าจะดีกว่า


โดนจ้องกลับมา มองอะไรนักหนา มองจนรู้สึกเก้อ....เขิน


“ไปสั่งบะหมี่เดี๋ยวมานะ ....กินไรมั้ย?” รู้สึกไม่รู้จะทำอะไร สุดท้ายก็เลยต้องรีบชิ่งลงไปหลบที่หลังเพ่ยเพ่ยก่อน


“ไม่อ่ะ มิลลงไปสั่งเถอะ เดี๋ยวไทป์จะรอ” อูย....ประโยคหลังไม่ต้องหยอดเสียงหวานก็ได้ ....คนตอบแค่เพียงส่งยิ้มเจื่อนๆให้ ....รู้สึกเหมือนเป็นรอยยิ้มที่มีความนัยแอบแฝง ....เป็นรอยยิ้มเศร้าๆ คล้ายคนสำนึกผิด

 

แต่ .... มันต้องเป็นรอยยิ้มที่สร้างความเคลือแคลงใจให้ภายหลังแน่ๆ!! รามิลขบฟันแล้วใช้ความคิด เค้ารู้ทัน ไม่ได้โง่เหมือนที่เคยเป็นอีกแล้ว กับผู้ชายคนนี้ แม้จะชอบตีหน้าซื่อตาใส ทำตัวเป็นนายแสนดี แต่ที่แท้ก็มีพิษฉาบเอาไว้อยู่ดีนั่นแหละ .... ไม่ๆ จะเชื่อรอยยิ้มนั้นต่อไปไม่ได้ ....หมาป่าห่มหนังแกะ...ซักวันเค้าจะต้องกำหราบมันให้กลายเป็นหมาป่าแสนเชื่องที่ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะว่าง่ายจริงๆให้ได้คอยดู


ถึงมันเจ้าหมาป่าตัวนี้มัจะ.....ทำให้รามิลรู้สึก ‘หน้าชา ใจสั่น’ ก็เถอะ


....เฮ้อ! ใจเต้นโครมครามอีกแล้ว


...........................

 

 ร่างบางเปิดประตูรถก้าวลงไปแล้ว ทิ้งเอาไว้แต่ชายหนุ่มที่ยังคงนั่งโน้มตัวลงฟุบกับพวงมาลัยแล้วทอดสายตามองตามเจ้าของใบหน้าใสๆนั่นออกไปอย่างเงียบๆ


แน่นอนไทป์รู้และพอจะเดาทางถูกว่าต่อให้เค้าปั้นหน้ายิ้มใสซื่อออกไปยังไงอีกฝ่ายก็คงจะต้องไหวตัวก่อนเป็นแน่ รามิลเป็นเด็กฉลาด ไทป์ยอมรับ ดังนั้นแผนการณ์และการดำเนินชีวิตของเค้าที่มีต่อคนๆนี้อาจจะต้องมีอันได้โยกย้ายและเปลี่ยนไปบ้าง เพื่อไม่ให้มันยืดเยื้อและยืดยาดจนเกินไป


ไม่ให้ใช้เวลานานเสียจนเปิดช่องทางให้ใครต่อใครเข้ามาแทรกกลางได้....ใครต่อใคร....อย่างไอ้หมอนั่นที่เพิ่งไปเจอมาไง....ไอ้รุ่นพี่ตัวมารที่ชื่อยูคนนั้น


ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟ ร่วมโต๊ะกับหมอนั่นชายหนุ่มยังรู้สึกเคืองไม่หาย ถึงรามิลไม่มีทีท่าเปลี่ยนไป ยังคงเป็นคนที่อ่านง่ายถ้ามองจากมุมของไทป์แต่มันก็น่าหมั่นไส้มั้ยล่ะ  เจ้าตัวดีนั่น นึกอยากจะยิ้มก็ยิ้ม อยากจะหัวเราะก็หัวเราะ แต่ต่างกันก้ตรงที่ครั้งนี้ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมันดันถูกส่งไปให้ใครคนอื่นที่นอกจากเค้า


กลับกันทุกครั้งที่ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดอะไรเพื่อเป็นการตอบโต้บทสนทนาของรุ่นพี่ รามิลก็มักจะหันมาเบ้ปาก เหล่ตาใส่ทุกครั้ง พูดอะไรเป็นผิดไปเสียหมด แทบจะไม่มีดีเลย และนั่นละมั้งที่ทำให้รุ่นพี่อย่างนายยูพอจะจับจุดรู้ว่าพวกเค้ากำลังมีเรื่องแคลงใจกันขึ้นมาได้ เลยยิ่งเข้าทางมันเลยเป็นไง....


สำหรับไทป์วันนี้ มิลไม่ได้ทำให้เกิดอาการขัดเคืองใจนักหนา หากแต่เป็นชายหนุ่มที่มาใหม่นั่นต่างหากที่คอยพูดโน่นพูดนี่ชวนเจ้าตัวดีคุยเล่นหัวกันซะแทบไม่เว้นจังหวะให้เค้าได้เข้าแทรก ....ทำอย่างกะโลกนี้มีเพียงเราสองคน ....ไทป์นึกบทคำพูดที่มักจะได้ยินเพ่ยเพ่ย  ค่อนขอดเค้ากับรามิลขึ้นมาได้ แค่คิดก็เจ็บจี๊ด หงุดหงิด งุ่นง่านอย่างบอกไม่ถูก กระนั้นสิ่งที่ที่ทำได้ก็คือนั่งอมยิ้มและปั้นหน้าเป็นพ่อน้ำแข็งทนไฟ คอยนิ่งใส่และตอบคำถามรุ่นพี่นานๆจะมีส่งมาทีให้แก้เหงาตามมารยาท


“แล้วไทป์ซ้อมไปถึงไหนแล้วล่ะ? วันนี้ใครดูให้ โก้เหรอ?” ยูถาม น้ำเสียงเนิบนาบก่อนหันไปส่งสายตาให้อีกฝ่ายที่นั่งอยู่ตรงข้ามซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจรอฟัง....เรื่องของกิจกรรมคณะ บางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องที่รามิลอยากรู้อยากเห็นมาก่อนหน้า แต่เพราะอีกฝ่ายหันมาถามเองไม่ได้ จึงต้องให้ยูช่วยออกตัวแทน


“วันนี้เป็นพี่เอิงครับ .....ก็ได้เรื่อยๆอ่ะครับ ตอนนี้แกะเพลงอยู่ ยังไม่ดีเต็มร้อยเท่าไหร่ แต่ก็น่าจะทัน” ไทป์ตอบ พลางลอบสังเกตเด็กหนุ่มที่นั่งตาวาว แม้ตอนนี้รามิลจะหันไปเล่นจับมือจับไม้และพูดคุยเบาๆอยู่กับเพ่ยเพ่ย แต่เค้าก็รู้ว่าสองหูของรามิลกำลังรอฟังบทสนทนานี้อยู่


“เหรอ? แต่พี่ว่ามันใกล้จะถึงวันแล้วนะ ทำไมไทป์ไม่เร่งหน่อยล่ะ ซ้อมแบบลนๆแบบนี้ระวังจะแย่นะ” ประโยคฟังดูราบเรียบ แต่แอบเหมือนจะเปรียบว่า....ถ้าซ้อมแบบนี้ นายจะล่มได้นะ....แบบนั้นใช่มั้ย?


“ไม่หรอกครับ เรื่องดนตรี ผมค่อนข้างถนัด” ตอบกลับน้ำเสียงเรียบใส่ อวดภูมิตัวเองให้ดูไม่น่าเกลียดในขณะเดียวกันก็หยั่งเชิงดูว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรตอบกลับมา


“น้องมิลครับ” คนถูกเรียกหันมาเบิกตาใสๆใส่


“น้องมิลไม่เห็นบอกพี่เลยว่าไทป์เล่นดนตรีเก่ง” ....อ่าว! กวนทีนแล้วไง....ไทป์คิด....มีอะไร ทำไมไม่ถามตูฟะ? แล้วไอ้ ‘ทำไมไม่เคยบอกพี่’ นั่นมันกงการอะไรของนายมิทราบ?


“อืม....ก็เก่งมั้งครับ” เจ้าตัวดียักใหญ่ ทำท่าไม่ใส่ใจ แล้วเมินหน้าหนี


“อืม....งั้นเหรอ” น้ำเสียงฟังดูไม่ยี่หรืออะไร “แล้วไทป์เล่นอะไรได้บ้างเหรอ?” ยูหันกลับมาถามต่อที่เจ้าตัว ....นึกว่าจะไม่ถามแล้วนะเนี่ย


“ก็ กีตาร์ เปียโน เบส กลอง....สองอย่างหลังนี่พอได้ครับ นอกนั้นก็ที่คนอื่นเค้าเล่นๆกันก็มีเล่นได้บ้าง” ไทป์ตอบไปแบบไม่ใส่ใจจะกลั่นกรองความคิด แค่คำถามพื้นๆ กับคำตอบเบสิกๆ ไม่น่าจะมีอะไร ....แต่เจ้าตัวดีกลับทำหัไว ใส่คำถามแทรกเข้ามาให้อีกฝ่ายได้ตีแสกหน้าเค้าในทันที  


“แล้วพี่ยูล่ะครับ? พี่ยูก็เก่งใช่มั้ย ดูท่า” รามิลหันมาเท้าคางสนใจคนตรงหน้า ตาประสานตา ทำเอาไทป์รู้สึกเคืองๆ....อย่าทำตัวเป็นนางโมราได้มั้ยมิล ไทป์ขอร้อง ....อยากพูดนัก แต่กัดปากตัวเองไม่ให้พูดออกไป


“ก็ไม่นะ” รุ่นพี่ยิ้มใส่พลางหัวเราะ “เล่นได้ไม่กี่อย่างเอง ที่ไทป์เล่นได้ พี่เล่นไม่เป็นเลย”


“อย่างพี่ยูน่าจะเป็นพวกสายคลาสสิค? ผมเดา” ไทป์เสริมแบบไว้ภูมิ อีกฝ่ายยิ้มแล้วพยักหน้า


“ก็พวกแซ็กน่ะ เล่นมาตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นพี่เรียนเกี่ยวกับการเป่าแซ็ก แล้วก็มีไวโอลีน กับ เชลโล่ด้วยนิดหน่อย เป็นวิชาบังคับที่เค้าจัดให้ทั้งนั้น” ตอบไปยิ้มไป แต่ไทป์รู้สึกว่ามันเป็นยิ้มตาใสที่คล้ายๆจะประกาศชัยชนะยังไงไม่ทราบ


“โห....อย่างหรูแน่ะ เนอะเพ่ยเพ่ย” รามิลส่งเสียงอย่างชื่นชม แล้วหันมาขอเสียงตอบรับสนับสนุนที่หญิงสาวซึ่งนั่งเงียบฟังบทสนทนาอยู่ด้านข้าง


“อื้อ! สุดยอดเพอร์เฟ็คแมน” เพ่ยเพ่ยเองก็ขานรับ ก่อนที่จะมองกลับไป ....นัยตาเคลิ้ม ....นั่นน่ะพระเอกนิยายคนใหม่....เอาบุคลิกพี่ยูไปเขียนใส่ จะได้มั้ยนะ? 


แน่นอน.... ไทป์รู้ใจ ใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็นของเจ้าตัวดีส่องประกายวิบวับจากนัยตา เด็กหนุ่มเอามือเท้าคางพลางระบยรอยยิ้มบนใบหน้าสวย ทำเอาคนตรงหน้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแอบยิ้มเขินๆให้และพูดจาตอบกลับมาอย่างใส่ใจให้เป็นพิเศษ


“อยากดูมั้ยล่ะ?” ยูเอ่ยถาม


“ครับ อยากดูมาก” รามิลพยักหน้าตอบทันควัน “ผมชอบไวโอลิน”


“งั้นไว้วันไหนว่างๆ ไปดูที่บ้านพี่ละกัน เพราะจะให้ขนมามหาลัยคงลำบากแย่” คนพูดตอบไปพลางก้มมองนาฬิกา


“บ้านพี่อยู่ไม่ไกล วันไหนว่างก็ไปเที่ยวละกัน จะได้ซื้อขนมเอาไว้เผื่อ”


“ไม่ใช่เด็กซักหน่อย” คนตอบบุ้ยหน้าแก้มป่องใส่ ท่าทางน่าเอ็นดู ทำให้อีกฝ่ายอดไม่ได้ที่จะยื่นมือมาขยี้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนนั่นเล่น ....ต่อหน้าต่อตา ....แต่ทำอะไรไม่ได้ ....ไทป์เกือบจะยกมือขึ้นขวาง แต่ต้องปรามตัวเองเอาไว้


“พี่ยูคะ เพ่ยเพ่ยหึงค่ะ อย่าทำอะไรเกินงาม” ดูเหมือนเพ่ยเพ่ยจะเข้าใจ หญิงสาวจับมือของอีกฝ่ายออกไป แล้วทำท่าโอบกอดรามิลไว้แน่น เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจ รู้สึกเหมือนไม่รู้สึกตัวอะไร เข้าใจว่าเป็นแค่การหยอกล้อกัน แต่เปล่า....มันเป็นการปรกาศสงครามต่างหาก แว่บหนึ่งของสายตาที่ยูมองกลับมาที่เค้าคล้ายจะยิ้มเยาะ และนั่นมันทำให้ไทป์คิดอย่างนั้น


“สงสัยผมคงต้องไปดูด้วย อยากเห็นเหมือนกันว่าพี่ยูจะเก่งซักขนาดไหน ....เอ่อ....พี่ยูคงไม่ว่าอะไรนะครับ ถ้าจะมีตัวแถมพ่วงไปอีกซักสองคน ใช่มั้ยเพ่ยเพ่ย?” ดักคอเอาไว้ก่อน ในขณะที่คนถูกถามก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร หากแต่ถัดไปไม่ถึง 5 นาที ก็มีโทรศัพท์ต่อสายเข้ามา ยูขอตัวออกไปยืนคุยข้างนอก


“สงสัยพี่ต้องไปทำงานแล้ว มีเรื่องด่วนจากที่โมเดลลิ่งน่ะ” ยูบอกก่อนหยิบกระเป๋าแล้วทำท่าจัดแจงจะบอกลากลับก่อน ในขณะที่ไทป์เองก็เห็นจังหวะพอเหมาะสำหรับตัวเอง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วฉวยคว้าข้อมือเล็กของรามิลให้ลุกขึ้นยืนตาม


“ไป! เราก็ต้องกลับเหมือนกัน เดี๋ยวพ่อไทป์รอนาน”


“อื่อ กลับก็กลับ” คนถูกกุมมือไม่ทันได้คิดอะไร หันไปหยิบเอาสัมภาระของตัวเองขึ้นมาแล้วลุกตาไปจ่ายเงินที่ด้านหน้าแคชเชียร์ตามแรงจูงลาก เพ่ยเพ่ยเองก็ชวนมิลคุยอะไรไปตามทาง ดังนั้นด้วยความเคยชิน เด็กหนุ่มจึงไม่ได้สะบัดมือออก ปล่อยให้ไทป์จับมือเอาไว้อย่างนันเพราะมัวแต่คุยกับเพ่ยเพ่ยถึงเรื่องอื่นอยู่ 


ไม่มีใครสังเกตอะไร นอกจากสายตาของนายไทป์ที่ปรายมองพลางส่งยิ้มให้กับรุ่นพี่ของเค้า ทำทุกอย่างราวกับเป็นธรรมชาติ และประกาสความเป็นเจ้าของให้เห็นโดยอัตโนมัติ


ยูเองก็ส่งยิ้มกลับ ซึ่งไทป์พอจะรู้ดีว่ารอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไร


....มันเป็นเรื่องที่เหมือนกะเกณฑ์เอาไว้ทุกอย่างแล้ว ก่อนหน้านี้ยูมองนาฬิกาหลังจากที่ประมาณการณ์ว่าอีกหน่อยตัวเองคงต้องรีบกลับไป จึงได้ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายเอาไว้ให้เค้าได้หงุดหงิดใจเล่น


และถึงแม้ตอนนี้ชายหนุ่มจะพอแก้ลำได้บ้างแล้ว แต่ ณ. วินาทีนั้นนั่นเองที่ไทป์บอกตัวเองว่า นี่คงไม่ใช่เรื่องที่น่าจะมองเลยผ่านไปได้อีกแล้ว เพราะคนที่กำลังจะเดินแทรกเข้ามา คือคนที่คิดอะไรคล้ายกันกับเค้าเหลือเกิน ....นิสัยคล้ายกันจนน่าตกใจ ....จะปล่อยให้รามิลสุงสิงกับผู้ชายคนนี้ต่อไป ท่าจะไม่ได้เสียแล้ว


######

 

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นก็เถอะ ช่วง2-3 วันมานี่ไทป์เองแทบจะไม่มีเวลาให้ทำตามที่ใจคิดเลย ....ทุกวันนอกจากการเรียนของตัวเอง รายงานที่สุมหัว แล้วยังจะมีกิจกรรมภาคบังคับของคณะเข้ามาแทรกอีก ดังนั้นไอ้การที่จะไปนั่งปกป้องป้องกันรุ่นพี่นั่น คงต้องโอนถ่ายย้ายหน้าที่ไปไว้ให้เพ่ยเพ่ยรับดูแลชั่วคราว เห็นจะเป็นหนทางเดียวที่ทำได้


“ตกลงน้องเราจะเต้นเพลง I’m Coming ของRain ด้วยละ” ในห้องกิจกรรม จู่ๆ พี่เอิงก็พูดอวดให้เพื่อนๆในชั้นปีเดียวกันที่มาร่วมซุ่มทำเสื้อผ้า และออกแบบหน้าผมกับพล็อพต่างๆของการประกวดของคณะได้ฮือฮากันเล่นๆ


พวกรุ่นพี่สาวๆช่วงนี้ออกจะกรี๊ดกร๊าดไอ้เจ้าหนุ่มตาหยีนักร้องเกาหลีที่ชื่อเรนกันยกใหญ่ ส่วนคนที่ไม่ได้ฟังเพลงอะไรก็คลั่งพวกซีรี่ย์ละครกันไปซะอย่างงั้น ดังนั้นมันไม่มีทางออกทางไหนให้นายไทป์หรอกครับ นอกไปเสียจาก....การแสดงของเดือนคณะปีนี้ ต้องสัญชาติเกาหลีล้วนๆ ตามที่รุ่นพี่รีเควสท์มาเท่านั้นล่ะ


ดาวคณะปีนี้ชื่อแตงโม เพราะเธอหน้าหวาน ดูเรียบร้อยก็เลยแต่งตัวเป็นสาวจังกึม แต่ว่ามีโชว์ร้องด้วยเสียงหวานของเธอในแบบสไตล์โซปราโน่ เข้าแทรกการแสดง ‘ละครสมมุติเลียนแบบแด จังกึม’ เข้าไปด้วย ตัวไทป์เองก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการแสดงของดาวคณะซักเท่าไหร่นัก เพราะต่างคนต่างซ้อม ตัวใครตัวมัน จะมีก็แค่การเต้นที่เป็นการแสดงคู่นี่แหละ ที่บทสรุปจากพี่เอิง และรุ่นพี่คนอื่นๆพร้อมใจกันลงมติให้พวกเค้ากลายเป็นหนุ่มสาวชุดพรานทหาร.... I’m Coming


....นายไทป์ต้องแปลงกายเป็นหนุ่มเกาหลีเต็มขั้นเอาเสียดื้อๆในคืนวันเฟรชชี่ไนท์....เฮ้อ....อะไรมันจะขนาดนั้นฟะคณะนี้เนี่ย?


“ดีๆ เป็นRain ก็ดี พี่โก้ชอบ อีนี่มัน sex ....ไอ้ท่านั่นน่ะ ท่ากระเด้งเป้าน่ะไทป์ .... อู้ย! แรงได้อีก เอาให้เด้งโดนหน้าเลยนะเวลาเต้น เอาให้อีพวกชะนีกรี๊ดแตกทั้งฮอลล์” ออกเสียงซี๊ดซ๊าดชอบใจ นายไทป์ได้แต่ยิ้มหน้าหง๋อ รู้สึกว่าท่าเต้นที่ว่าเนี่ย ถ้าทำตามที่พี่โก้บอกมันออกจะยังไงๆอยู่นะครับ จาก sexy จะกลายเป็นอนาจารอุบาทว์ไปหรือเปล่าก็ไม่รู้....ชีวิตหน๋อชีวิต....รับปากอะไรไป ทำไมไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพตัวเองบ้างน๊า....คณะทัตเอ๋ย


“อย่ามาจ้องน้องไทป์ตาเป็นมันนะยะ น้องไทป์ของพวกฉัน” พี่เอิงรีบออกมายืนปัดป้องสายตาโลมเลีย


“แหม๋! หวงจังนะ สมบัติของดงชะนีเนี่ย” พี่โก้จีบปากจีบคอแล้วเชิดใส่ “แกไม่ต้องกลัวฉันจะเบนมาหาแกหรอกนะเจ้าไทป์  ใจพี่โก้มีให้แต่น้องมิลย่ะ ขอบอก ไอ้พวกแมนแมนแฮนซั่มแบบเนี๊ยะ ‘เจี๊ยะ บ่ ล่อ’....พี่โก้กินไม่ลงหรอก กระดูกแข็ง กลืนยาก ไม่ไหว” ....ครับ....น้ำเสียงกับท่าทางพี่นี่ไม่ให้เลยนะครับว่าเป็นพวก ‘ไม่ถนัดรับ ขยับทีเป็นรุก’ เนี่ย....ไทป์ได้แต่อมยิ้ม


“แล้วมิลไม่มาหลายวัน พี่โก้ไม่คิดถึงเหรอครับ?” แหย่ดูซักหน่อยเป็นไรไป ไทป์ส่งยิ้มถาม


“เออ นั่นสิ....อิเพื่อนทรยศ ทรพีนั่น พักนี้สงสัยมันจะแอบไปสีน้องมิลของฉันอยู่แน่ ดูซิ! ให้มาช่วยซ้อมนายไทป์ ก็ไม่เห็นจะโผล่หัว” หันไปพูดกับพวกเพื่อนๆคนอื่นในชั้นปีเดียวกัน คนที่กล่าวถึงคงไม่ใช่ใคร่แน่ ....ไทป์ขมวดคิ้วจนแทบจะพันกัน คำพูดประโยคนี้เริ่มทำเอาชักจะหัวเราะไม่ออก


“.....?”

“ยูน่ะเหรอ? เอาจริงดิโก้? นี่ยูมันเล็งน้องมิลเหรอ?” พี่แพ็ทดูท่าจะตื่นเต้นกว่าใคร “หล่อๆอย่างั้นแม่งเจือกเป็นเกย์ซะได้ กรูละเสียดายทรัพยากรผู้ชายจริงๆ....เจ๊ดดดดดดแม่”


“อีบ้าแพ็ท เมิง ต่อหน้าน้อง” พี่เอิงรีบปราม


“อุ้ย! ขอโทษค่ะ ....น้องไทป์ น้องโม หนูๆไม่ได้ยินใช่มั้ยคะ?” หันมาปั้นหน้าเลดี้ สาวสวยคนดีมารยาทงามใส่น้องๆเหมือนเคย ทำเอาทุกคนในห้องหัวเราะครืน เว้นแต่ใครบางคนเท่านั้นแหละที่ได้ยิ้มกลบเกลื่อนแล้วรอฟังบทสนทนาต่อไป


“แล้วยังไงโก้ เล่าต่อ ไอ้ยูมันว่ายังไง?” พี่เอิงเดินมาสมทบต่อ เริ่มคาดคั้นพี่โก้


“อุ้ย! ทีงี้อยากรู้กันจังละชะนี เรื่องชาวบ้านเนี่ย”


“ไม่ใช่เรื่องชาวบ้าน เรื่องน้องมิล!!!” ประสานเสียงพร้อมเพรียงกันทั้งห้อง


“เออ เรื่องน้องมิล ....สาดดดดดด!! ข่มกรูจัง” พี่โก้นั่งลงไขว่ห้างพลางคลี่พัดในมือโบกไหวไปมาราวกับนางพญา(นางพญามารนะครับ / ไทป์)


“ก็มันนะ บอกว่ารู้จักน้องเค้าตั้งแต่ที่ยังไม่เข้ามาเรียนที่นี่เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้อีนี้ไก่กาใส่ฉันรึเปล่า แต่ช่างเหอะ....ถ้าอียูมันจะเอา ฉันไปทำอะไรได้ มันหล่อกว่า เริ่ดกว่า ฉันละท้อใจ หมดปัญญาจะสู้รบปรบมือ....เพี้ยง! ได้แต่ขอให้น้องหน่าอนของฉันไม่ได้เป็นเกย์แอ๊บ ไปตกหลุมมัน แค่นั้นเป็นพอ ....สาธุ”


“สาธุ!!!” พี่เอิง พี่แพ็ท กระทั่งแตงโมและคนอื่นๆต่างก็พนมมือว่าตาม ....เห็นแล้วไทป์ล่ะสะท้อนใจ แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ต้องถามเรื่องที่เค้าสงสัย มันจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเรื่องที่ว่า....


“พี่ยูรู้จักมิลมาก่อนเหรอครับ?” ไม่เคยรู้ข้อมูลมาก่อนเลยชักงง


“อื้อ! เห็นว่าอยู่โมเดลลิ่งเดียวกันนะ แล้วก็อีบ้านั่น มันบอกว่ามันเล็งของมันมาตั้งแต่แรกแล้ว....นี่นายไทป์!” จู่ๆก็เรียกเอาซะสะดุ้ง

“ครับ?”


“ขออะไรหน่อยสิ” พี่โก้หันมาจ้องวิงวอนใส่


“อะไรครับ?”  นี่ไม่ได้จะขออะไรที่เป็นรูปธรรมจากเค้าใช่มั้ย....ไทป์ชักจะใจหาย


“กันไอ้ยูให้พี่ทีดิ” ....โล่ง....ไทป์แอบถอนหายใจ


“ทำไมอ่ะครับ? พี่ยูไม่ดีเหรอ?”


“ก็ไม่เชิง แต่พี่ไม่อยากเห็นน้องมิลเป็นของมันอ่ะ ....มันเพื่อนพี่ ขืนมาควงกันให้เห็น พี่โก้ปวดใจแย่ ทรมานตายเลย” คนพูดดูท่าจะตัดใจไม่สู้ ในขณะที่ไทป์ได้แต่ปั้นหน้ายิ้มใส่และพยักหน้ารับไว้เหมือนไมใส่ใจอะไร


แต่ใครจรู้ล่ะว่าเค้าคิด


ถึงพี่โก้จะไม่ขอร้องเอาไว้ ไทป์ก็คงจะไม่ยอมปล่อยให้คนที่เค้าหมายตามาตลอดคกไปเป็นของใครง่ายๆหรอก ทว่าทางไหนล่ะที่มันจะละมุนละม่อมและสามารถผูกมัดรามิลเอาไว้เสียจนเป็นใยหนาแน่นให้อีกฝ่ายดิ้นรนอย่างไรก็ไม่มีทางหลุดรอดไปตลอดชีวิต


เรื่องนี้นั่นเองที่ทำให้....ในใจของไทป์ ร้อนรนจนแทบคลั่ง


######


“อะไรนะ? มิลจะไปแคสโฆษณา?” คนฟังผ่านปลายสายที่กำลังยกแก้วโคล่าขึ้นดื่มแทบสำลักใส่ ชายหนุ่มรีบวางแก้วแล้วทำท่าจะใช้ปลายแขนเสื้อเช็ดรอยคราบน้ำหวานที่เลอะอยู่ด้านบนของริมฝีปากอย่างร้อนรน แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร นิ้วเรียวจากมือที่แบบบางของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างกายก็ยกริมกระดาษทิชชู่ขึ้นบรรจงซับให้แทน


....ไทป์หันไปขื่นยิ้มให้พลางพยักหน้าเป็นการขอบคุณก่อนจะดันมือของอีกฝ่ายออก แล้วจึงหันไปสนใจกับเสียงตามสายที่ส่งมารายงานข่าวสารอีกครั้ง


“ไหนว่าไม่อยากเข้าวงการแล้วไง?”


// ไม่รู้สิ อาจจะเพราะพี่ยูชวนด้วยละมั้ง เจ้านั่นก็เลยยิ่งดี๊ด๊า

 

“มันอีกแล้วเหรอ? นี่มิลโง่หรือว่าอะไรเนี่ย รู้มั้ยว่าไอ้หมอนั่นคิดยังไง?” ประโยคหลังที่เอ่ยชื่อออกมานี่ ไทป์ลุกขึ้นเดินไปคุยให้ห่างจากโต๊ะเดิมที่ทั้งเค้าและเชอร์รี่เคยนั่งพูดคุยและทานขนมด้วยกันฆ่าเวลาขณะรอเรียนในชวงคาบวิชาสุดท้ายของวัน ไทป์ไม่สนใจว่ามันจะเป็นการเสียมารยาท เพราะตอนนี้เรื่องที่ปลายสายรายงาน นั้นทำให้เค้ายิ่งรู้สึกหัวหมุน


// ก็ไม่รู้สิ พักหลังๆนี่ มิลมีอะไรก็พี่ยูๆตลอดเลย โทรหากันเกือบทุกวัน แล้วก็คุยโน่นคุยนี่ เห็นว่าพี่เค้าชอบเล่าเรื่องที่ญี่ปุ่นให้ฟัง มิลเลยยิ่งสนใจ ดูท่า....จริงๆก็เพราะช่วงนี้ไทป์ไม่มีเวลาให้มิลด้วยแหละ แบบนี้ถ้าเจ้านั่นจะเหงาก็คงไม่แปลกละนะ


“แต่เพ่ยเพ่ย ไทป์ยุ่งจะตายอยู่แล้ว นี่ก็พยายามเคลียร์ให้อยู่ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปหาหรอกนะ ไปเฝ้าได้ก็ไปนั่งเฝ้าแล้ว” ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะออกอาการได้มากขนาดนี้ ไทป์นึกในใจ....เค้าพูดอะไรออกไป ยังแอบตกใจตัวเอง


// ไม่รู้ล่ะ แต่ว่ามะรืนนี้เพ่ยเพ่ยจะไปมาเก๊าแล้ว ถึงเวลานั้นไทป์จะทำยังไงก็ตามใจแล้วกัน เพ่ยเพ่ยช่วยเต็มที่ได้เท่านี้แหละ ลุ้นจนตัวจะโก่งเป็นคันธนูแล้วเนี่ย ถ้านายทำไม่สำเร็จให้คนอื่นคาบไปล่ะก็น่าดู!!


“อื้อ! ขอบคุณ” ตอบไปสั้นๆก่อนทิ้งตัวลงนั่งอย่างไม่สบอารมณ์บนม้าหินอีกตัวที่อยู่ห่างออกไป ไทป์ครุ่นคิดในใจ เค้าจะหาทางไหนมารับมือกัเรื่องราวรอบด้าน ที่ผ่านมาเพราะไม่มีเวลาหรือเปล่าทำให้นิ่งนอนใจไป แต่ขืนปล่อยให้เป็นอย่างงี้ อีกไม่นานจะต้องายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรแน่ๆ


“ไทป์คงต้องเคลียร์เวลาตัวเองหน่อย ถ้าเพ่ยเพ่ยไม่อยู่ ยิ่งต้องเอาเวลาไปให้เจ้าบ้านั่นมากขึ้น”


“เจ้าบ้าไหน!?” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคออกไป เสียงที่เคยหวานใสของหญิงสาวก็ตามมาแทรกขึ้น ไทป์เงยหน้าขึ้นมองคนที่เดินตามมากระชากเสียงถามใส่ตรงหน้า เชอร์รี่ดูไม่อารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ที่ถูกปัดมืออกเมื่อครู่นี้แล้ว จริงๆถึงแม้ชายหนุ่มจะแค่ดันมือออกเพื่อปฏิเสธเท่านั้น แต่สำหรับเธอ ระยะหลังๆที่ไม่มีทั้งโทรศัพท์ และการไปรับไปส่งถึงหน้าห้องเลคเชอร์อย่างที่เคยเป็น มันทำให้หญิงสาวยิ่งรู้สึกถึงลางสังหรณ์อันร้ายแรงของผู้หญิงซะแล้ว


....ไทป์กำลังเปลี่ยนไป บางทีอาจจะเพราะชายหนุ่มมีคนใหม่ ....หล่อนผูกใจคิดเช่นนั้น


“แล้วนี่ไทป์คุยกับใคร!? คุยนานแล้วนะ คนโทรมาน่ะ หัดมีมารยาทซะบ้าง….”


“เชอร์รี่!!” ไทป์เรียกชื่อชื่อกลับเสียงแข็ง “แป๊บหนึ่งนะเพ่ยเพ่ย” ปลายสายอือออรับคำก่อนที่ไทป์จะหันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนประจันอยู่ตรงหน้า


“ขอคุยโทรศัพท์ก่อนได้มั้ยครับ? เชอร์รี่ไปนั่งนู่นก่อน ไทป์มีเรื่องจะคุย” พยายามอธิบายและปรับเสียงเรียบให้ดูอ่อนโยนที่สุด


“คุยกับใคร? เพ่ยเพ่ยนี่ใคร? .....อ้อ! ผู้หญิงที่อยู่กับน้องมิลใช่มั้ย? แล้วไทป์ไปยุ่งอะไรกับเค้า คุยโทรศัพท์กันต้องมีความลับด้วยเหรอ? คุยเรื่องอะไร?” คำถามที่แว๊ดๆรัวใส่จนชายหนุ่มยากจะสะกดกลั้นอารมณ์ต่อไป


“นี่!” ไทป์เสียงแข็งใส่ “ไปนั่งก่อนได้มั้ย? ไม่งั้นก็ไม่ต้องคุยกัน”


** เพี๊ยะ!! **

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังผ่านเข้าไปจนถึงปลายสาย ทำให้คนที่รอฟังอยู่หลับตาปี๋ใส่ ....ถ้าเดาไม่ผิด ....ไทป์คงจะโดนตบใช่มั้ย? ....เอ๊ะ! หรือนายไทป์ไปตบเค้า?....เพ่ยเพ่ยชักสับสน


// เป็นไง??

....เพ่ยเพ่ยกรอกเสียงถามกลับไปเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มสงบ ชายหนุ่มระบายลมหายใจ แล้วกลั้วคอหัวเราะขบขัน


“ผู้หญิงนี่มือหนักเนอะ” ไทป์ตอบ “คราวหนาคราวหลังต้องหัดหลบบ้างแล้ว ไม่งั้นท่าจะแย่” ว่าพลางใช้มือข้างที่เหลือลูบแก้มของตน รอยข่วนจากปลายเล็บซิลิโคนที่ต่อยาวเพื่อเพ้นท์ลายสวยตามแฟชั่นนิยมนั้นกรีดลงไปบนผิวแก้มจะได้เลือด รู้สึกแสบๆ ชอบกล


// จริงๆเพ่ยเพ่ยว่า อย่างแรกเลยนะ ที่ไทป์ควรจะทำ ....เลิกกับผู้หญิงคนนั้นซะ เพราะแผนเดิมน่ะ ใช้กลับมิลไม่ได้แล้วละ เจ้านั่นน่ะ ไม่คิดจะจีบพี่เชอร์รี่แล้ว


“อื้อ! ก็คิดเหมือนกัน ตอนนี้ก็แค่คบขำๆฆ่าเวลา หาคนไว้ดูแลใจเล่นๆ” คนพูดหยักไหล่ตอบ


// เหอะ!แล้วเอามิลไปไว้ไหนกันยะ พ่อตัวดี?


....เพ่ยเพ่ยส่งเสียงแกมหมั่นไส้ สงสารเชอร์รี่อยู่ในใจเหมือนกัน แต่เพราอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะนิสัยดี เริ่ด เชิด หยิ่ง เพราะถือว่าตัวเองเป็นดาวคณะปีก่อนก็เท่านั้น ถ้าไม่ใช่พวกผู้ชาย กับพวกเพื่อนในกลุ่มน่ะ ไม่มีใครอยากจะคบหาผู้หญิงอย่างนั้นเป็นเพื่อนด้วยหรอก


“ก็มิลยังไม่รับดูใจไทป์ซักทีนี่เพ่ยเพ่ย” ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ “....เอางี้ ขอไทป์ไปล้างแผลก่อน หน้าเป็นรอยเล็บเลยเนี่ย ไว้ตอนเย็นเลิกเรียนแล้วเดี๋ยวโทรหาละกัน ....โอเคนะ”


อีกฝ่ายตอบตกลง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกดตัดสายและตรงไปที่ห้องพยาบาล จากนั้นเมื่อทำแผลเสร็จ เค้าคงต้องไปเดินตามหาตัวหญิงสาวที่ฟ้อนเล็บใส่หน้าเมื่อครู่นี้ก่อน จากนั้นก็จัดการเคลียร์ใจกันไปให้รู้เรื่องไป ....ว่าแต่จะบอกเลิกยังไงให้นุ่มนวล และยังรักษาภาพคนดีเอาไว้ได้ล่ะทีนี้?


....เฮ้อ! ทำไมช่วงนี้ชีวิตนายไทป์มันเหนื่อยอย่างนี้ฟะเนี่ย?

 

To Be continue….

 

edit @ 16 Oct 2007 00:49:48 by ::DiTTRi ::

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ลองทำวิธีนี้ก่อนนะ เป็นอย่างแรกค่ะ ดูที่บล็อกคุณเจ้าชายน้อยตามลิงค์นี้ค่ะ เป็นขั้นเป็นตอนทำตามง่ายค่ะ
http://zedth.exteen.com/20071013/css-ie
ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ems. หา p-i-e นะคะ
พอช่วยได้ค่ะbig smile

#1 By p-i-e on 2007-10-16 01:32

ลองเข้าไปดูที่นี่รึยังคะ ลองดูนะ
http://help.exteen.com/

#2 By p-i-e on 2007-10-16 01:35