NOVEL: รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่:13]
posted on 18 Oct 2007 00:44 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 13
“เดี๋ยวพอไล้แป้งที่หน้าน้องเสร็จ ก็ให้น้องไปยืนตรงฉากได้เลยนะ คนนี้เป็นคนสุดท้ายแล้ว” หัวหน้าสต๊าฟที่ทำหน้าที่รับใบสมัครผู้เข้าแคสติ้งของโมเดลลิ่งทั้งหมดออกคำสั่งก่อนที่จะปลีกตัวเดินไปใส่ใจกับรายละเอียดเรื่องของโปรดักชั่นอื่นๆที่ยังค้างคาอยู่แทน
ช่างแต่งหน้าสาวร่างท้วมพยักหน้ารับแข็งขันแล้วหันไปฉีกยิ้มให้เด็กหนุ่มหน้าใสที่นั่งใบ้กอดป้ายประวัติส่วนตัวขนาดกระทัดรัดอยู่เกือบ ๆชั่วโมงค่อยเริ่มลงไม้ลงมือแตะครีมรองพื้นสีเนื้อบางๆและเกลี่ยลงที่ผิวหน้า จากนั้นก็บรรจงไล้แผ่นพับลูบเนื้อแป้งลงกลบร่องรอยความเหนื่อยล้าของทั้งวันที่ผ่านการตรากตรำในมหาวิทยาลัยให้เลือนหายไป
“วันนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก พี่เค้าแค่จะเก็บภาพนิ่งเพราะงั้นลงแป้งอย่างเดียวพอเนอะ หน้าเราใสอยู่แล้วไม่ต้องทำอะไรมากก็เริ่ด” หล่อนว่าอย่างงั้น ส่วนคนที่ยังนั่งกอดใบประวัติของตัวเองอยู่ในท่าเดิมก็ได้แต่พยักหน้ารับหงึกๆ แล้วหลับหูหลับตาปั้นหน้าไปตามรูปมือที่ตบแป้งๆผับๆลงบนใบหน้าของตนต่อไป ....ทำไม๊~ทำไมช่างแต่งหน้าของที่นี่ถึงมือหนักจังว๊า?....แหงะ....หน้าเริ่มระบม
เสร็จสรรพร่างของเด็กหนุ่มก็ถูกฉุดให้ลุกและกึ่งลากกึ่งจูงไปยืนแหมะอยู่ที่ตรงฉากสีขาวนวลหน้าไฟสปอร์ตไลท์ทันที เสื้อนักศึกษาขนาดพอดีตัวไม่เข้ารูปจนเกินไปก่อนหน้านี้ถูกเจ้าตัวจัดแจงยัดในให้เข้าท่าเข้าทางเรียบร้อยดีแล้ว ถึงแม้ทรงผมจะกระเซอะกระเซิงปัดเป๋และเซ็ทด้านหลังให้ชี้โด่ชี้เด่ไปตามสมัยนิยม แต่กับเสื้อผ้านักศึกษาแม้จะไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวงสักเท่าไหร่ แต่การที่ภาพจะต้องถูกเผยแพร่ออกไป รามิลก็คิดว่า เรียบร้อยให้เห็นซักหน่อยคงจะดูมีกาละเทศะมากกว่าการปล่อยชายเสื้อทิ้งยับย่นไปมาละนะ
แผ่นกระดาษอัดแข็งเท่ากับเนื้อไม้ที่ถูกเคลือบด้วยพาสติกสีขาวมันคล้ายไวท์บอร์ดขนาดประมาณฟุตกว่าๆถูกส่งมาให้เค้ากรอกประวัติโดยย่อของตัวเองตั้งแต่ก่อนที่จะแต่งหน้าเสร็จ ....ชื่อ : รามิล ปุณณวงศ์ / ชื่อเล่น : มิล / อายุ : 18 ปี / ส่วนสูง : 173 เซนติเมตร น้ำหนัก : 55 กิโลกรัม ....เฮ้อ! ข้อก่อนสุดท้ายรู้สึกกรอกไปก็สลดหดหู่กันไป
รามิลแอบถอนหายใจ 2ปีแล้วสิเนี่ย ที่ตัวเค้าไม่สูงขึ้นเลย แคลเซียมก็แล้ว นมแพะก็ดื่มซะวันละเป็นแกลอนๆ สุดท้าย....ขืนซัดอะไรต่อมิอะไรบำรุงมากไปกว่านี้ ถ้ามันไม่สูงขึ้นก็คงได้ออกข้างซักวันนั่นแหละเนี่ย ยิ่งคิดเรื่องตัวเองก็ยิ่งเซ็ง แต่ว่าถ้าจะให้เซ็งหนักกว่านั้นก็....นั่นไง....หน้าไอ้บ้าคนไหนก็ไม่รู้ลอยแว่บเข้ามาในสมองจนได้ ...182 เซนติเมตร ....แมร่ง!หมั่นไส้ว้อย หมั่นไส้ รู้สึกหมั่นอย่างไม่มีเหตุผลขึ้นมาเสียดื้อๆมันนั่นแหละ....ฮึ่ม!
“อ่าว! น้องๆ พี่ขอภาพแบบสดใสครับ ไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง ....ขอใหม่ๆ”
“อุ่ย! ขอโทษคร้าบ~!”
เสียงช่างภาพของเอเจนซี่สกัดเข้าแทรกมโนะภาพความคิดที่รามิลกำลังจะขย่ำหัวนายคณะทัตไปจนหมดสิ้น เด็กหนุ่มรีบตอบรับคำดังก่อนจะหันหลังให้กล้องและแสงไฟไปปั้นหน้าบู้บี้อารมณ์บูดของตัวเองเสียใหม่ อิมเมจที่ทางโมเดลลิ่งต้องการจะส่งให้เอเจนซี่ก่อนเข้าแคสติ้งคือร่าเริงสดใส ดังนั้น เอาละ....นับ ....5 ...4 ....3 ....2 ....1
เอ้า....ยิ้ม!!!
(o^______^o)
เหมือนสั่งได้ รอยยิ้มที่ออกมาจากในตาทำให้ช่างภาพเริ่มเอ่ยปากชมเปาะหลังจากกดชัดเตอร์รัวได้เกินสิบภาพ วันนี้แม้จะมีคนมาเข้าร่วมการส่งใบรายชื่อสมัครเพื่อรับการแคสติ้ง แต่มิลที่พ่วงแถวเป็นคนสุดท้ายกลับได้เป็นหนึ่งในเด็กวัยรุ่นไม่กี่คนที่ได้รับการออกปากชมเช่นนี้
พวกทีมงานและช่างภาพรวมไปถึงฝ่ายฉาก ช่างแต่งหน้าที่อยู่ในสตูดิโอทุกคนเริ่มว่างงานแล้วเลยพากันมายืนดูการถ่ายภาพนิ่งของนายแบบหน้าใหม่คนสุดท้ายคนนี้ด้วย แต่ละมุมแต่ละด้านที่ถูกช่างภาพสั่งให้หมุนไปมาก่อนยืนเก๊กท่านิ่งเป็นหุ่นแล้วแสดงสีหน้าตามอารมณ์ที่กำหนดสร้างความพึงพอให้ทุกฝ่ายได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ทั้งหมดนี้เด็กหนุ่มบอกกับตัวเองว่าต้องขอบคุณพี่เลี้ยงคนพิเศษที่เทรนการเตรียมตัวเพื่อเก็บภาพนิ่งครั้งแรกของเค้าหลังจากตัดใจเรื่องเข้าวงการไปนานให้เป็นอย่างดี พี่เลี้ยงที่เป็นชายหนุ่มผู้แสนดี และสุดแสนจะเพอร์เฟ็คสำหรับรามิล เด็กหนุ่มนึกถึงใบหน้าของคนที่นั่งรออยู่นอกสตูดิโอและหันไปยิ้มให้กล้องเป็นภาพสุดท้ายก่อนจะได้รับอิสระให้พ้นจากแสงไฟ
“แล้วอีกไม่เกิน 2 วันพี่เค้าจะโทรไปบอกนะ ถ้าเราได้รับคัดเลือกให้เข้าแคสติ้งน่ะ”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำแล้วยื่นป้ายไม้อัดเคลือบคืนให้ก่อนยกมือไหว้พร้อมเอ่ยคำลาเสียงใส “วันนี้ขอบคุณมากครับ ....ผมไปแล้วนะครับ สวัสดีครับพี่ๆทุกคน แล้วเจอกันครับ”
“จ้า~!! แล้วเจอกันจ้า!”
เสียงตอบรับของทีมงานดังไล่เลี่ยกันไปตามทางที่เด็กหนุ่มเดินผ่านและยกมือไหว้บอกลา สีหน้าชื่นชมในตัวคนที่กำลังเดินจากไปยังมีอยู่ให้เห็น พวกช่างภาพและบรรดาทีมสต๊าฟเดินเข้ามาหาหันแล้วมองหน้าอย่างรู้ใจ จากนั้นบทวิภาควิจารณ์เหล่านายแบบหน้าใหม่ก็เริ่มไล่ลำดับตามมาในทันที มีทั้งึคนที่ดี คนที่ถูกใจ และคนที่ใช้การไม่ได้ ส่วนเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะหายวับพ้นประตูสตูดิโอไปนั้น ทุกคน ทุกเสียงต่างยกให้ผ่าน ....เป็นเด็กที่น่ารัก สดใส มารยาทดี และก็น่าจะให้เป็นตัวแทนของโมเดลลิ่งไปแคสติ้งกับเอเจนซี่โดยตรงจริงๆด้วย ไม่เสียแรงเลยที่นายแบบมืออาชีพอย่างยูจะเป็นคนแนะนำมา
“เป็นไง สนุกมั้ย?” คำทักทายคำแรกของคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เอ่ยขึ้นก่อนที่เด็กหนุ่มจะเดินไปถึงม้านั่งนั่นเสียอีก ยูนั่งอยู่ตรงนี้ที่เดิมไม่ไปไหนกว่าชั่วโมงโดยใช้หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มเล็กในมือเป็นเพื่อนแก้เซ็งไปตามเรื่อง
“ก็ดีครับ” คนถูกถามยิ้มตอบแล้วยื่นมือไปรับกระเป๋าเป้ที่ชายหนุ่มยื่นมาให้แล้วค่อยเดินตามกันไปที่รถ ระหว่างทางคุยกันไปพลางถึงเรื่องราวเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ และเพราะมีอะไรต่อมิอะไรให้สนทนาอีกมาก สุดท้ายทั้งสองหนุ่มก็เลยไม่วายได้แวะร้านอาหารขนาดเล็กข้างๆทางเพื่อรองท้องก่อนจะเดินทางกลับถึงบ้านอีกที
“ร้านนี้แล้วกันเนอะ พี่มาทานบ่อยเวลามาถ่ายรูปที่นี่” ยูชะลอรถก่อนชี้ให้เห็นป้ายสีขาวที่อยู่เยื้องด้านซ้ายมือ ป้ายชื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษตกแต่งเรียบง่ายแต่มีสไตล์บ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของร้าน มองเพียงแค่ผ่านๆ มิลก็รู้สึกว่าเป็นร้านที่น่าสนใจ จึพยักหน้ารับอย่างไม่ต้องรีรอหรือสงสัยอะไรให้เรื่องมาก กับคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยนัก เด็กหนุ่มไม่ใช่พวกทู่ซี้เอาแต่ใจอะไรอยู่แล้ว จะเป็นแบบนั้น บ้าบอหัวชนฝามันแบบไม่ฟังอะไรก็จำเพาะเจาะจงว่าต้องให้คู่กรณีเป็นใครบางคนก็เท่านั้นแหละ
จัดแจงจอดรถไว้ข้างทางเยื้องกับหน้าร้านเรียบร้อยก็ค่อยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งต่อไป ร้านเล็กนี้เป็นร้านอาหารสไตล์ไทประยุกต์ผสมกับอาหารอิตาเลี่ยน มีเมนูให้เลือกมากมายจนตาลายและดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเริ่มต้องการความช่วยเหลือจึงได้แต่เงยหน้าจ้องตาแป๋วแล้วส่งยิ้มหวาน
“พี่ยูครับ ที่นี่....มีอะไรอร่อยบ้างอ่ะครับ?”
“อืม....ยังไงดีล่ะ?” ชายหนุ่มงึมงัมเสียงในลำคออย่างใช้ความคิดก่อนจะเปิดไปที่หน้าประจำของตนแล้วชี้ไปที่รูป “พาสต้าเป็นไง เลือกได้ด้วยนะว่าจะเอาเส้นหมึก หรือเส้นธรรมดา ที่นี่เค้าสั่งเส้นเองจากโรงงานของนอกเลยนะ เส้นอร่อยมาก แต่ไม่รู้น้องมิลจะทานได้มั้ย?”
“อื้ม! ก็โอเคนะครับ น่าสนอยู่เพราะตอนนี้ผมไม่ค่อยอยากทานข้าวเท่าไหร่ ....เหนื่อย เริ่มขี้เกียจเคี้ยว” ว่าแล้วก็ยืดแขนยาวบิดไปมาโชว์ความขี้เกียจกันเสียหน่อย
“งั้นแบบนี้ต้องให้พี่ป้อนด้วยมั้ยเนี่ย?” คนแซวว่าพลางส่งยิ้มให้ในขณะที่อีกฝ่ายนั่งหัวเราะชอบใจกับมุกที่ตั้งใจจะให้รับส่งกันเสียดื้อๆ
“ก็ได้นะครับ ผมจะได้ไม่ต้องเมื่อย แต่.....” หยุดคำพูดเอาไว้ แล้วหันซ้าย หันขวา มองหน้าเหลียวหลังก่อนกลับมาจ้องคนตรงหน้าคนเดิม “ทำแบบนั้น รามิลจะถูกสาวที่ไหนหึงหวงเอาน้ำร้อน น้ำกรดมาสาดรึเปล่านี่สิอีกเรื่อง ....คิดแล้วสยอง บรื๋อ~!!”
“โหย....มีที่ไหนล่ะครับ พี่ยูจะมีใคร ออกจะยุ่งขนาดนี้ มีเวลาให้สาวที่ไหนมาตามหึงตามหวง” ชายหนุ่มยิ้มกลับแล้วหันไปสั่งอาหารตามที่ออเดอร์ที่สรุปได้ พนักงานเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ จากนั้นเมื่อเดินจากไป มิลจึงค่อยพูดต่อ
“จริงอ๊ะ?” น้ำเสียงใสชักขึ้นสูง เอียงคอพอเป็นมุมแล้วมองจ้องถามจับพิรุธ
“อะไร?” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนใส่
“ก็จริงอ๊ะ ที่ว่าไม่มีใคร อย่างพี่ยูเนี่ยนะ....คนดังไม่ใช่เหรอ ? ผมว่าพนักงานคนเมื่อกี๊ ดูจากที่มองหน้าพี่ เค้าก็น่าจะรู้จักพี่ยูกนะครับ ใช่มั้ย? ....แล้วบอกว่าไม่มีสาวไหน ใครล่ะจะเชื่อ” มิลว่าต่อแล้วคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จอมทะเล้น
“ไม่มี” ปฏิเสธทันทีเสียงสูง “จะเอาเวลาที่ไหนไปให้ พวกผู้หยิงต้องการคนเทคแคร์จะตาย พี่คงได้อยู่หรอก ตัวเป็นเกลียวซะขนาดนี้”
“เออ! นั่นสิ แล้ว ทำไมวันนี้พี่ยูถึงมากับผมได้ล่ะครับ?” คำถามทำเอาแทบสะอึก ยูยิ้มเจื่อนจะบอกได้ยังไงว่าวันนี้เค้าเพิ่งจะหนีจากเพื่อนสนิทอย่างเชอร์รี่มา แถมยังโทรเลื่อนเวลาการเข้าออฟฟิตของโมเดลลิ่งเป็นวันพรุ่งนี้อีกด้วย ทั้งหมด ไม่อยากจะบอกเลยว่าเพื่อใคร ....มองหน้าแล้วรู้สึกร้อนรนในใจ อยากบอกไปว่าตัวเองคิดยังไงแต่รู้ดีว่าเวลาที่ใช่ ยังมาไม่ถึง
“ก็ดีกว่าให้น้องมิลมาคนเดียวนี่นา” ยูตอบ
“นั่น ....ก็ช่ายอ่ะนะ” มิลคิดก่อนพยักหน้ายอมรับ พูดจบก็ก้มลงฟุบก่ายคางลงที่หลังฝ่ามือตัวเองเหนือพื้นโต๊ะ สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปดูหดหู่ชอบกล “พรุ่งนี้....มะรืนนี้....อีกแค่กี่วันเอง เพ่ยเพ่ยก็จะหนีไปมาเก๊าซะแล้ว ขนาดวันนี้ให้ช่วยมาเป็นเพื่อนยัยนั่นยังขอกลับก่อนอีก อ้างจังละว่าไปจัดกระเป๋า กะอีแค่ไปมาเก๊าอาทิตย์เดียว ทำซะอย่างกับจะไปอยู่ซัก 3-4 เดือนโน่นแน่ะ ให้ตายเหอะ” บ่นๆๆ ขอบ่นซักหน่อย
ตอนนี้เด็กจอมเอาแต่ใจทำปากยื่นแก้มตุ่ยอย่างไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก ซึ่งจะว่าไปอันที่จริงนี่ก็เป็นท่าทางแบบประจำในสายตาของคนรอบๆตัวแหละนะ แต่สำหรับยูที่เพิ่งจะคบหากันได้ไม่นาน การได้รู้จักและพบเจอกับสีหน้าที่แตกต่างออกไปของเด็กหนุ่ม มันดูช่างเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจไม่น้อยเลยทีเดียว ชายหนุ่มนั่งอมยิ้มไม่ยอมหยุด เค้าอารมณ์ดีที่วันนี้ไม่มีเพ่ยเพ่ยมาเป็นก้างขวางคออยู่ด้วยอย่างทุกครั้ง
อันที่จริงยูเองก็ไม่ได้จงเกลียดจงชังหรือไม่ชอบใจอะไรในตัวเพ่ยเพ่ยหรอก ออกจะชื่นชมในความน่ารักและการพูดการจากับอุปนิสัยที่ตรงไปตรงมาและฉะฉานของเดกสาวเสียด้วยซ้ำ ทว่าในบางเวลา กับอีกคนที่เค้ามีความรู้สึกดีๆให้อย่างเปี่ยมล้น วักครั้งก็อยากจะขอมองหน้า สบตา และจ้องมองแค่เพียงสองต่อสองเหมือนกัน ถึงแม้มัน....จะยังคงเป็นแค่การจ้องมองอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียวก็ตามที
“ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารค่ะ” เสียงพนักงานตัดแทรกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับจานแบนใบใหญ่ที่ใส่พาสต้าเส้นดำผัดกับหนวดปลาหมึกชิ้นโตหอมกรุ่นควันฉุย และพาสต้าคาโบนาล่าซอสขาวที่ใส่ถาดอวดกลิ่นชวนน้ำลายสอมาคู่กัน ชยหนุ่มทั้งสองพักการสนทนาเอาไว้เช่นเคย ขยับตัวออกจากโต๊ะนิดหน่อยเพื่อความสะดวกของคนจัดวางจานอาหาร จากนั้นหันไปก็เอ่ยขอบคุณให้พร้อมกับรอยยิ้มหวานตามสไตล์ของคนทั้งคู่ พนักงานสาวยิ้มตอบกลับมา เธอดูท่าทางคล่องแคล่วไม่ประหม่าในการทำงานแต่กลับพูดจาตะกุกตะกักเล็กน้อยในตอนที่ถามทวนว่านอกจากออเดอร์บนโต๊ะ มีเมนูใดต้องการจะสั่งเพิ่มหรือไม่ คำพูดคำจาเรียงสับสลับไปผิดๆถูกๆ ทำให้รามิลอดที่จะแอบขำไม่ได้ เด็กหนุ่มหันหน้าไปอีกด้านแล้วเอามือปิดหากหัวเราะก่อนจะหันกลับมาแซวอย่างขำๆว่า
“ค่อยๆพูดก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบ ใจเย็นๆ”
“ขะ....ค่ะ” พนักงานสาวขวยเขินจนหน้าแดง หล่อนพยักหน้ารับแล้วก้มหน้าก้มตาทวนเมนูใหม่ที่อยากแนะนำไปจนถึงรายการของหวานหลังรับประทานมื้อหลัก ยูเหล่มองหน้าเด็กช่างแกล้งอย่างเอ็นดูแต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทีปกป้องหญิงสาวออกมา เค้าไม่อยากให้พนักงานคนนั้นต้องรู้สึกอึดอัดหรือประหม่าไปมากกว่าเก่าก็เลยแสร้งทำเป็นพี่ชายจอมเฮี้ยบดุน้องชายจรงหน้าด้วยการดีดมะกอกไปที่กระดูกข้อบนนิ้วมือซักหนึ่งทีเป็นการลงโทษ
“โอ้ย! พี่ยูอ่ะ” เด็กหนุ่มชักมือกลับ ส่งเสียงโอดครวญ
“นิสัยเสียน่ะเรา ไปแกล้งเค้า ดูสิ....เค้าเขินแล้วเห็นมั้ย?” ประโยคคำพูดดูเหมือนจะต่อว่าเป็นนัยแต่ในตากลับเป็นประกายใสส่งยิ้มรื่นเริงสนุกสนาน
“คร้าบๆ ขอโทษนะคร้าบ~!!” รามิลหันไปทำเสียงยานคางขอโทษใส่พนักงานคนเดิมอย่างสุภาพ และแน่นอนล่ะว่าท่าทางช่างอ้อนของเด็กหนุ่มในตอนนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องแลดูน่ารักในสายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว ....เรื่องถนัดแหละนะ ทำตัวน่ารักเนี่ย เด็กหนุ่มแอบคิดในใจ ก่อนจะออกปากสั่งเมนูถัดไปเอาไว้เตรียมเพื่อไม่ให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ต้องรอเก้อ
“แล้วก็ ....” ทิ้งระยะของความคิด “ผมขอบลูเบอร์รี่ชีสเค้กกับชาร้อนตบท้ายนะครับ เสิร์ฟหลังทานข้าวแล้วกัน ....พี่ยูเอาอะไรมั้ยครับ?” ว่าแล้วก็หันกลับมาถามคนตรงหน้า
“ขอไอซ์ม็อคค่าเพิ่มอีกที่ครับ” ชายหนุ่มส่งยิ้มตาหยีให้
“ค่ะ! แล้วไมทราบว่า ชาร้อนจะรับเป็นอะไรดีคะ?”
“ซีลอนมีรึเปล่าครับ?” รามิลถามกลับ
“ไม่มีค่ะ ถ้าชาอังกฤษมีเอิร์นเกรย์ กับอัฟเตอร์นูนค่ะ”
“งั้น....ผมขอเปิร์นเกรย์ แล้วก็ขอนมสดแยกมาด้วยนะครับ” สั่งเสียเสร็จสรรพ พนักงานเขียนออเดอร์แล้วโค้งรับก่อนเดินจากไปทิ้งเอาไว้ให้คู่สนทนาหนุ่มหล่อกลับมาเปิดบทสนทนาตามประสาอีกครั้ง
“พี่ยูว่าเค้าเขินอะไรอ่ะ หน้างี้แดงแจ๋เลย” เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ใบหน้าใสๆระบายรอยยิ้มชอบใจเพราเจ้าตัวแค่เพียงถามไป ในใจรู้คำตอบดีอยู่แล้ว
“ก็ใครล่ะไปแกล้งเค้า เราน่ะ เห็นอย่างงี้ เป็นเด็กเซี้ยวเกินคาดนะ ...พ่อล่ะเสียใจจริงๆที่ลูกชายเป็นซะแบบนี้” ประโยคหลังยูแสร้งทำเสียงทุ้ม ดัดเลียนแบบชายวัยกลางคน ทำเอาอีกฝ่ายกลั้นหัวเราะแทบจะไม่อยู่
“แหม....คุณพ่อก็” รามิลยิ้มล้อเลียน “ว่าแต่ คุณพ่อ...พี่ยูมาเป็นคุณพ่อของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ? พ่อน่ะมีคนเดียวก็กลัวหงอจะแย่อยู่แล้ว โชคดีตอนนี้อยู่อเมริกา ไม่งั้นหนูมิลคงไม่ได้เตร็ดเตร่เที่ยวโน่นเที่ยวนี่เป็นเด็กใจแตกเลิกเรียนไม่กลับบ้านอย่างงี้หรอก เพราะงั้น ไม่เอาครับ พ่อเนี่ย ขอแค่คนเดียวพอ”
“อ่ะเหรอ” ยูยิ้ม พยักหน้ารับอย่างทบทวนความคิดก่อนตอบทันควัน “งั้นก็เป็นพ่ออย่างอื่น”
“อะไรอีกล่ะ? พี่ยูมีมุกอะไรอีก เอ้า! งัดมา” เด็กหนุ่มส่งเสียงท้า
“พ่อทูนหัวเป็นไง? เอาไว้ดูแลหัวใจน้องมิล”
“......” อึ้งไปพักหนึ่งก่อนนึกขึ้นได้ว่าต้องส่งเสียงอาเจียนออกมาเพื่อรับมุก
“แหวะ! หยอดจังนะครับ ขอให้ได้หยอดเหอะ เห็นอย่างงี้พี่ยูนี่ก็เลี่ยนเกินคาดเนอะ” รามิลหัวเราะกลบเกลื่อน
“อ่ะอ้าว! ซะอย่างงั้น นี่พี่ถูกมองเป็นพวกหน้าม้อไปแล้วเหรอเนี่ย?” ชายหนุ่มกลั้วเสียงหัวเราะตาม แล้วค่อยออกปากชวนให้อีกฝ่ายรีบลงมือทาน ขืนนั่งพูดต่อปากต่อคำนานไปกว่านี้ บางทีพาสต้าตรงหน้านอกจากจะเย็นชืดแล้วอาจจะนองน้ำตาลไปด้วยก็ได้ ไม่ไหวๆ รีบจัดการเสียก่อนท่าจะดีกว่า
######
เข็มสั้นของนาฬิกาเลื่อนมาอยู่ที่เวลาสองทุ่มกว่าๆเห็นจะได้ รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นสีดำปราดคู่ใจของรุ่นพี่อดีตเดือนมหาวิทยาลัยโฉบเข้ามาจอดที่ด้านหน้าริมรั้วประตูบ้านก่อนจะเคลื่อนตัวออกออกไปหลังจากให้คนขับได้เอ่ยร่ำลาอีกฝ่ายขอเป็นพิธี จากนั้นเจ้าตัวดีที่ย่องกลับบ้านในช่วงเกินไทม์ลิมิตก็ค่อยๆชะเง้อชะโงกคอมองผ่านรั้วบ้านตัวเองเพื่อระวังภัย ก่อนจะเลี่ยงเดินกระแซะไปหาลุงยามที่ยืนอยูในป้องด้านข้างของประตูบ้าน
“ลุงครับ!” เอ่ยเสียงเรียกกระซิบกระซาบอย่างคนรู้ตัวว่าทำผิดแต่กำลังพยายามอำพรางคดี
“อ้าว! เพิ่งกลับเหรอครับคุณมิล”
“ชู่ว์~!!!” เด็กหนุ่มจุ๊ปากส่งเสียงเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายลดโวลุ่มลง
“ครับ” ลุงยามคนเดิมก็เอาด้วย รับปากรับคำกระซิบเสียงเบาตอบกลับ
“เพ่ยเพ่ยล่ะครับ? ออกมาถามหามิลหรือเปล่า?” ลุงยามส่ายหน้า
“ไม่ครับ คุณเพ่ยเพ่ยมีแขก”
“แขก??” รามิลชักสงสัย “แขกที่ไหนอ่ะครับลุง เพื่อนที่มหาวิทยาลัย หรือเพื่อนคุณพ่อคุณแม่?”
“เปล่าครับ” ลุงยามปฏิเสธก่อนจะชี้มือชี้ไม้ไปด้านหลัง เด็กหนุ่มหมุนตัวมองกลับไปตามปลายทาง รั้วบ้านสีเขียวฝั่งตรงกันข้ามที่ถูกคั่นกลางด้วยสวนสาธารณะขนาดเล็ก....
“ไทป์เหรอ??” เอ่ยชื่อออกไปอย่างสลดในใจ ....รู้สึกไม่ค่อยอยากจะปะทะคารมด้วยซักเท่าไหร่วันนี้ ถึงแม้ตัวเองจะเป็นจอมวางแผนตัวดี และการที่ชายหนุ่มมาอยู่ที่บ้านนี่จะตรงตามที่เคยเดินหมากหวังผลเพื่อความต้องการเอาไว้ก็เถอะ แต่....หนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน ไอ้วาทะศิลป์คมประดุจกรรไกร จะงัดออกมาใช้ได้ซักกี่น้ำหน๋อพ่อรามิลเอ๋ย(=___=”)
“ไง? พ่อตัวดี ไม่กลับซักตีสี่เลยละคะคุณ” น่าน....ประโยคแรกก็เจอว่าที่ภรรยาทักทายเสียจวกเต็มหน้าเลยครับ เด็กหนุ่มได้แต่มองหน้าอีกฝ่าย ส่งยิ้มแห้งๆกลับไปให้แล้วแสร้งก้มลงไปมงนาฬิกาที่พาดเอาไว้รอบข้อมือแกเขิน
“อ๊ะ! สามทุ่มแล้วเหรอเนี่ย? อะไรกัน เมื่อกี๊มิลอยู่หน้าบ้านยังเพิ่งสองทุ่มยี่สิบเอง” ก็เฉไฉกะล่อนหน้าตายกันไปเรื่อย
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เนื้อที่บ้านแค่ไม่เท่าไหร่ ทำซะยังกะหมื่นกว่าไร่ เดินจากรั้วเข้ามาสี่สิบนาที มุกนี้ไม่เข้าท่านะคุณชาย” เพ่ยเพ่ยตอบก่อนส่งค้อนปอนด์ควับใหญ่ให้ด้วยสายตาแล้วหมุนตัวกลับไปนั่งท่าจ้องจับผิดที่โซฟาตัวเดิม แหม....ดุจังนะ มีลูกนี่ก็อยากขอซักตัวเอาไว้เฝ้าบ้านเสียจริงๆ....รามิลได้แต่แอบคิด นี่ถ้าถือไม้ตีพริกในมืออีกซักนิด โหย....ภรรยาตามอุดมคติในขายหัวเราะเด๊ะๆเลยนะนั่น
“แล้ว.....” ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงต่อไป หันเหความสนใจไปหาสิ่งรอบข้าง เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาก่อนกวาดสายตาหมุนวน ห้องโถงของบ้านว่างเปล่า อ่าว....ไหนลุงยามบอกว่านายไทป์เข้ามา? เด็กหนุ่มชักสีหน้างวยงง
“ไทป์อ่ะ?”
“ถามหาเชียว” เพ่ยเพ่ยขยับมุมปากยิ้มมีเลศนัย
“ไม่เกี่ยวละ แค่ถามเฉยๆ”
“ไทป์ไม่สบาย หน้าแหกกลับบ้านมาให้มิลช่วยดูใจก่อนตาย ไปดูก่อนเป็นไง ร่ำลากันเสียให้พอ” พูดพลางกลั้วเสีงหัวเราะชอบใจ รามิลชักสีหน้าใส่ ยัยนี่มันยังไง อารมณ์เคลื่อนไวรวดเร็วเสียกว่าพายุซะอีก
“เฮอะ! ซะอย่างงั้นเนอะ” รับคำเสียงขึ้นจมูกก่อนวางกระเป๋าสะพายแหมะไว้แล้วเดินหายเข้าไปในครัว ขอเครื่องดื่มเย็นชื่นใจจากพี่ไข่มายกซดจากนั้นค่อยลากเท้าใจเย็นกลับออกมาทิ้งตัวลงแผ่บนโซฟาตรงหน้าอย่างใจเย็น
“แล้วมันไปทำอะไรมา? รถคว่ำ? ตายมั้ย?”
“ไม่รู้สิ ไปดูเอาเอง อยู่ข้างบนแน่ะ” หญิงสาวตอบอย่างไม่ใส่ใจ เพราะช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของใคร เป็นช่วงเวลาที่เธอต้องยกให้ซีรี่ย์เกาหลีที่เพิ่งได้รับทางไปรษณีย์มาเท่านั้น ....จะต้องดูให้จบก่อนไปมาเก๊า ....6แผ่นV2D ....ก็ดูไป หนังตายานกันเลยทีเดียว
“ข้างบนไหน? ห้องเพ่ยเพ่ยเหรอ? แล้วมันขึ้นไปทำอะไร?” คนช่างถามยังคงสงสัยไม่เลิก
“วุ้ย! มิลหนิ....เพ่ยจะดูหนัง” หันกลับมาค้อนขวับให้อีกรอบ
“อ่าว! ก็คนอยากรู้” เด็กจอมทู่ซี้ก็ยังไม่เลิกราทวงคำตอบเหมือนเดิม สุดท้ายคนถอนหายใจก็ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพ่ยเพ่ยวางรีโมทหันมามองหน้าสบตาแล้วเอื้อมมือคว้าสองแก้มของคนตรงหน้ามาขยี้อย่างหมั่นเขี้ยว
“นี่แหน่ะๆๆๆ”
“โอ้ย....เพ่ยเพ่ย เจ็บ”
“ไอ้เด็กช่างซัก....นายไทป์ไม่สบาย เพ่ยเพ่ยเห็นว่าที่บ้านไม่มีใครเลยชวนมากินข้าวด้วย แล้วพอกินข้าวเสร็จไข้ก็สูง เลยให้ไปนอนพักดูอาการก่อน เพื่อเป็นอะไรไปเดี๋ยวจะยุ่ง พ่อเค้าจะว่าเราไม่ดูแลเพื่อนอีก แบบนั้นได้ซวยกันหมด แล้วก็วันนี้คุณแม่นายโทรมา บอกว่าถ้าปิดเทอมไปเที่ยวได้ก็ให้ไปเพราะพวกท่านมีงานโปรเจ็คใหญ่ไม่ว่างกลับมาหลายเดือน มีอะไรอีก....ถามสิถาม อยากรู้อะไรถามาทีเดียว ไม่งั้นพอเพ่ยเพ่ยกดเพลย์แล้ว จะไม่ตอบอะไรแล้วนะ ....เอ้า!เร็ว ถาม!!” อธิบายซะยืดยาวก่อนทิ้งท้ายเป็นกระโยคกรรโชกให้อีกฝ่ายได้สะท้านใจเล่นอีกด้วยแหน่ะ
“แห่ะแห่ะ!” เด็กหนุ่มหัวเราะฝืด ....มึน ....โดนทีเป็นชุด “เออ....แล้วไอ้ไทป์มันไปทำอะไรมา?”
“ตากฝน”
“ตากฝนทำไม?”
“อกหัก”
“เห๋??? อกหักอะไร??” (o_O) ชักไม่เข้าใจ เริ่มงง ยิ่งสับสน
“ก็ไทป์บอกเลิกพี่เชอร์รี่ไปวันนี้ สองคนนั้นเลิกกันแล้ว” เพ่ยเพ่ยตอบ
“อ่าว!!” คนฟังหน้าเจื่อน ทำไมเพิ่งเลิก ตามที่หมอนั่นบอก....วันนั้น....ไหนว่าเลิกไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่....
“ไม่ใช่เลิกตั้งแต่ตอนวันเกิดมิลเหรอ?”
“ป่าว” หญิงสาวส่ายหน้า “มิลโดนหลอกแล้ว ไทป์เพิ่งบอกเลิกวันนี้นี่เอง แล้วก็สไตล์พระเอกไง บอกเลิกเค้าแต่เจือกรู้สึกผิดซะเอง เลยเดินตากฝนก่อนกลับบ้าน นี่หน้าก็มีรอยเล็บที่เจ๊แกประทานให้มาเสียเป็นจ้ำเป็นแนว ไม่รู้จะหายทันวันเฟรชชี่ไนท์หรือเปล่าเนี่ย” รู้สึกว่าคำอธิบายอะไรจะไม่เข้าหูซะแล้ว ....
โดนหลอกงั้นเหรอ? ....มิลรู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกเข้าที่ดานหลังไท้ทอยเข้าอย่างจัง ....มันเอาอีกแล้ว .....ซ้ำซากอีกแล้ว ทำไมกับไอ้คนๆนี้ถึงต้องมีเรื่องปิดบังหลอกลวงกับเค้าเสียทุกที เด็กหนุ่มรู้สึกว่านัยตาร้อนผ่าว อารมณ์โกรธกลับมาพุ่งสูงขึ้นจนเจ้าตัวต้องกัดริมฝีปากระงับเอาไว้
“แล้วตกลงมันอยู่ไหน?” เอ่ยปากถามไปด้วยน้ำเสียงเข้ม
“บนห้อง....ห้องมิล” ไม่ทันไรเสียงฝีเท้าตึงตังก็ดังลับไป ร่างบางของเด็กหนุ่มวิ่งหายวับไปไวเท่าอารมณ์โกรธของตนเอง เพ่ยเพ่ยมองจนอีกฝ่ายก้าวไปสุดขั้นบันไดแล้วค่อยหันมาใส่ใจจอทีวี 42 นิ้วตรงหน้า ....ดูเหมือนแผนยั่วยุให้เรื่องดำเนินไปอย่างรวดเร็วของตัวเธอจะได้ผลเกินคาด อีกไม่นาน เรื่องราวของเจ้าคู่บ้าคู่นี้คงจะได้ลงเอยกันเสียทีนะ....ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้มิลดันไปเผลอให้ใจพ่อยอดชายนายยูสุภาพบุรุษเบอร์หนึ่งนั่นเสียก่อน อืม....คิดแล้วก็ลุ้นดีจังแฮะเรื่องนี้(^___^)
“ไทป์!!!” ทันทีที่ประตูถูกเปิดเข้าไป เสียงเรียกชื่อที่ฟังยังไงก็คล้ายกับเสียงตวาดกร้าวของเด็กหนุ่มเจ้าของห้องก็ดังขึ้นแต่ถึงอย่างนั้น คนนอนสงบนิ่งภายใต้ผ้าห่มผืนนุ่มก็ยังคงไม่ไหวติง
“ไอ้ไทป์!!” มิลร้องเรียกชื่ออีกรอบ คราวนี้เดินตรงเข้าไปใกล้ แล้วตะหวัดผ้าห่มออกให้พ้นทาง ร่างบางกัดปาดยืนมองตัวสั่น เค้ากำลังโกรธ โกรธมาก จนถึงโกรธที่สุด
“ตื่นเดี๋ยวนี้นะเว้ย! ใครให้แกมานอนบนเตียงนี้ ออกไปเลยนะ!!” คนโวยวายไม่พูดเปล่าคว้ากระชากคอเสื้อยืดของอีกฝ่ายขึ้นอย่างแรงจนร่างสูงต้องยันกายหยัดด้วยท่ากึ่งนั่งไปตามแรงดึง
“มิล....” ชายหนุ่มหรี่เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นอย่างงัวเงีย มือหนึ่งยันฟูกบนเตียงเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งก็กุมมือเล็กกว่าที่จับกระชากคอเสื้อให้ลดแรงฉุดรั้งลง
“กลับบ้านไปเลย!” คนถูกเรียกชื่อตวาดใส่อีกรอบ ไม่สนใจจะฟังอะไร ไม่ใส่ใจจะดูอาการให้ด้วยซ้ำ อารมณ์นี้ ถึงแม้ไอร้อนจากอีกฝ่ายจะละเลียดมาจนถึงผิวเนื้อของตน แต่มิลก็ไม่อยากจะอดทนอดกลั้นอีกต่อไป
“หนวกหู ....เบาๆได้มั้ย? ไทป์ไม่ค่อยสบาย” น้ำเสียงฟังดูเหนื่อยหน่าย เพราะคนพูดดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงต่อปากต่อคำ
“แล้วยังไง? ใครใช้ให้ไปตากฝน?”
“.....” เงียบ คนถูกถามไม่ตอบอะไร นั่งก้มหน้านิ่งไปเหมือนเพิ่งจะคิดได้
“ถามทำไมไม่ตอบวะ มีปากไม่ใช่เหรอ? ทีอย่างี้ถามไม่พูด ทีเรื่องโกหกน่ะไม่ต้องรอให้บอกเลยนะ ชีวิตแกเนี่ย ทั้งชีวิตจะหาความจริงไม่ได้เลยใช่มั้ย? ในสายตาแกเรามันโง่นักเหรอ? โกหกๆๆ ซ้ำซากอยู่ได้ เราจะเชื่อใจอะไรแกได้บ้าง คนเป็นเพื่อนกันน่ะ เค้าทำกันแบบนี้เหรอ? ไว้ใจไม่ได้แบบนี้น่ะเหรอ? ตอบสิวะ!”
“มิล...” คนถูกรัวคำถามใส่ยังคงไร้คำอธิบาย ชายหนุ่มเลื่อนมือที่มีไอร้อนจากพิษไข้มากุมมือเล็กที่สั่นไหวทั้งสองข้างเอาไว้ “ค่อยๆพูดได้มั้ย? เสียงดังแล้วไทป์ปวดหัว”
“ทำไม?” ใบหน้าใสแดงจัดไปด้วยแรงปะทุที่ขึ้นสูง ดวงตาคู่นั้นรื้อไปน้ำเลียงใสๆที่เอ่อคลอ รอบๆขอบตาไอร้อนผ่าวกำลังครอบคลุมไปทั่ว ....โกรธที่ไม่ยอมอธิบายให้ โกรธที่อีกฝ่ายยังคงนิ่งไม่อธิบาย
“ไหนว่าเลิกกับพี่เชอร์รี่แล้ว วันนั้น ไหนไทป์บอกมิลว่าอะไร? ....เห็นเราโง่ใช่มั้ย?”
“ไม่....ตอนนั้น....ก็ตั้งใจว่าจะเลิก”
“แล้วไง? มันก็คือโกหกใช่มั้ยล่ะ? ไทป์คิดว่าตัวเองเป็นใครเหรอถามหน่อย คิดจะปั่นหัวมิลเล่นเหรอ? ไทป์เป็นใครมาจากไหน มีสิทธิ์อะไรมิทราบ? อย่าคิดนะว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนอื่นน่ะ ไม่มีไทป์เราก็ไม่ตายหรอก เพื่อนเราก็มีเยอะแยะ กะอีแค่คบกันมา8-9ปี ถ้ารู้สันดานว่าแกเป็นคนอย่างงี้ เราไม่เอาก็ได้ ....คนที่คบไปแล้วไม่สามารถไว้วางใจได้ซักชั่วโมง ทนคบไปแล้วจะได้อะไร? ไม่ใช่ไทป์เราก็มีคนอื่นให้คบอีกเยอะแยะ อย่าสำคัญตัวเองผิดไปหน่อยเลย”
คำพูดประชดประชัน น้ำเสียงเย้ยหยัน และท่าทีที่อวดดีนั้นเริ่มทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองกลับด้วยแววตาขุ่นเคือง และนั่นเองที่ทำให้มิลยิ่งรู้สึกว่า คนตรงหน้าไม่ได้เข้าใจถึงความอัดอั้นตันใจที่เค้ามีเลยแม้แต่น้อย
มือเล็กทั้งสองข้างที่ถูกกุมเอาไว้ที่ข้อมือยังคงออกแรงกระชากอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นจากเตียงนอนหลังใหญ่ของตน แม้จะถูกขืนด้วยพละกำลังที่มากกว่าแต่ไม่ว่าอย่างไรความเจ็บใจก็ทำให้เค้าอยากจะยื้ออีกฝ่ายออกไปให้ไกลจากตัวมากที่สุด ไกลจากที่ๆเด็กหนุ่มใช้พักใจ อยากจะให้อีกฝ่ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ภายในบริเวณพื้นที่ส่วนตัวของเค้า
“บอกให้ลุกไง แล้วก็ออกไปได้แล้ว!! จะกลับบ้าน จะไปหายัยเชอร์รี่ หรือจะไปตายที่ไหนก็รีบๆไปเลยไป!” ออกแรงกระชากเฮือกสุดท้ายอย่างเต็มเหนี่ยวก่อนที่จะถูกร่างสูงใหญ่กว่าคว้ารวบข้อมือสองข้างรวมเอาไว้ด้วยมือเดียวแล้วใช้แขนแกร่งอีกข้างล็อกเข้าที่เอวบางเพื่อยื้อเอาไว้ให้ แล้วเหวี่ยงลงให้คนตัวเล็กกว่าเสียหลักล้มลง ไทป์พลิกตัวขึ้นคล่อมทับอีกฝ่าย ร่างกายอยู่ในระยะแนบชิด สองแขนเล็กเรียวถูกล็อคพันธนาการดันเอาไว้ที่อกตัวเองด้วยฝ่ามือใหญ่ ในขณะที่เอวก็ถูกตรึงให้บดเบียดอยู่ภายใต้ร่างด้านบน
“ปล่อยนะเว้ย!” รามิลออกแรงดิ้นอย่างสุดกำลัง ทั้งๆที่อีกฝ่ายดูท่าว่าน่าจะเป็นไข้ แต่ทำไมเรี่ยวแรงของเค้ากลับไม่สามารถต่อต้านหรือผลักไสให้คนตรงหน้าออกไปไกลได้ ....ยิ่งออกแรงดิ้นก็ยิ่งถูกกดทับ ความร้อนจากไอของพิษไข้ที่ส่งถ่ายมาให้ทำเอาหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัว
“ทำไม? ถ้าไม่ใช่ไทป์แล้วมิลจะเอาใคร? พี่ยูงั้นเหรอ?” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ทว่าแรงกดที่ข้อมือและวงแขนที่กระชับนั้นยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม แววตาของอีกฝ่ายจ้องลึกลงมายังเบื้องล่างเพื่อรอเค้นที่จะเอาคำตอบ ร่างบางได้แต่จองกลับอย่างตะลึงงันในคำถาม อึกอักในใจ ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยคำตอบอะไรออกไปถึงจะเป็นการดี
“แล้วไปเกี่ยวอะไรกับพี่ยู?” มิลชักสีหน้าไม่เข้าใจ หัวคิ้วขมวดย่นจนแทบจะชนกัน เด็กหนุ่มยังคงดิ้นรนต่อต้านแรงกดจากด้านบนต่อไป และเมื่อการขัดขืนดูเหมือนจะยังใช้ไมได้ คนถูกกดทับก็ยิ่งส่งเสียงโวยวายเพื่อยันสถานการณ์ ....
“ปล่อยก่อนได้มั้ย? อึดอัดนะเว้ย ปล่อยเซ่!”
“ไม่ปล่อย” ชายหนุ่มตอบเสียงแข็งใส่ “ถ้าปล่อยไปมิลก็จะไปหามันน่ะสิ แล้วถ้าเป็นอย่างงั้น ไอ้เรื่องที่ไทป์ทำทำหมด มันจะได้อะไรขึ้นมา” ใบหน้าหล่อเหลายกมุมปากยิ้มหยัน จากนั้นค่อยๆก้มจรดริมฝีปากลงที่ข้างใบหู ไล้ปลายลิ้นอุ่นละเลียดไปตามส่วนโค้งของเนื้อกระดูกอ่อนที่ไวต่อความรู้สึกแล้วผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวรดลงที่บริเวณซอกคอ
“ไทป์!! อ่ะ....ไอ้บ้า! ไอ้....ไอ้โรคจิต! ปล่อยนะเว้ย” ร่างบางร้องลั่น ส่งเสียงประท้วงพัลวัลเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะถูกอีกฝ่ายที่นอนคล่อมทับอยู่ทำอะไรต่อไป
“ดิ้นทำไม? ยิ่งมิลดิ้นไป ไทป์ก็ยิ่งมีอารมณ์ หรือชอบให้รุนแรง?” ไม่ได้พูดขู่เปล่าๆ เพราะหลังจากนั้นริมฝีปากอุ่นก็บดเบียดลงประทับเข้าที่ลำคอระหงแล้วค่อยออกแรงกดดูดเฟ้นจนผิวขาวนวลเป็นรอยแดงจ้ำ
“อ๊าก!!! ไอ้บ้า เจ็บนะเว้ย....ไอ้....ไอ้ซาดิสต์ ปล่อยนะ....ปล่อยสิเว้ย! ออกไป๊!!” แหกปากร้องครวนครางพลางสะบัดหน้าหนีไปมาอย่างเต็มกำลังเท่าที่พอจะทำได้ มิลถือโอกาสใช้ช่วงเวลาที่อีกฝ่ายกำลังก้มหนาก้มตาประทับรอยจูบบนผิวเนื้อที่ลำคอของเค้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นทีเผลอ เอาศีรษะของตนผลักดันใบหน้าของชายหนุ่มให้เบี่ยงไปอีกด้านแล้วซุกหน้าลงที่บ่ากว้าง ก่อนจะอ้าปากค้างและงับลงไปจนสุดเขี้ยว
“มิล!!” คนรุกรานที่ถูกอีกฝ่ายเอาคืนบ้างผละตัวออกจากร่างบางในทันควัน ไทป์ยันตัวขึ้นยืนจ้องคนตรงหน้าด้วยแววตาโรจน์ในขณะที่เด็กหนุ่มที่นอนแผ่อยู่บนเตียงเบ้ปากขึ้นแสยะยิ้มหยันอย่างสะใจ
“เป็นไง? ถูกใจมั้ย อารมณ์ซาดิสต์อย่างงี้น่ะ”
เลื่อนมือไปจับที่รอยเขี้ยวซึ่งฝังอยู่ภายใต้เสื้อยืดเนื้อบางของตน ไทป์รู้สึกได้ถึงร่องรอยและความเหนียวเหนอะจากของเหลวสีแดงขุ่นที่ค่อยๆไหลซึมพ้นผิวหนังออกมา ในขณะที่ร่างเล็กกว่าทำท่าเหมือนจะตั้งหลักลุกขึ้นนั่งได้ ชายหนุ่มก็กัดกรามแน่น ....แววตาที่จ้องมองกลับมาทำเอาหัวใจของมิลวูบไหว เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแต่ก่อนที่จะรีบกุลีกุจอลุกออกจากเตียงก็ถูกฝ่ามือหนาพุ่งตรงเข้ามาที่ลำคอและกดลงกับพื้นนุ่มบนที่นอนเสียก่อนแล้ว
“อื้อ! ....ปล่อย” น้ำเสียงที่เล็ดลอดออกมาอย่างยากลำบากยังคงออกปากสั่งตามนิสัย ในขณะที่คนออกแรงกดล็อคลำคอของอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจในสภาพตกตะลึงของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ฤทธิ์มากนักใช่มั้ยรามิล ....ก็ลองดูสิว่าวันนี้ใครกันแน่ที่จะต้องถอยก่อน” ระบายรอยยิ้มส่งให้ เป็นรอยยิ้มเดิมๆที่เด็กหนุ่มเคยรู้สึกว่ามันช่างทำให้โลกสดใส แต่ในวินาทีนี้ มิลกลับรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งร่าง เพราะสำหรับเค้า มันช่างเป็นรอยยิ้มเหี้ยมที่ยากจะคาดเดาและอ่านใจได้เสียเหลือเกิน
To Be Continue