::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย

ตอนที่ : 14

 

 “ยะ....อย่า อย่าทำตรงนั้น” เสียงร้องห้ามที่แหบพร่ารังแต่จะทำให้ร่างที่กดทับนั้นร้อนรุ่มหนักเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มจับร่างแบบบางพลิกคว่ำไว้แล้วประทับริมฝีปากแนบชิดชอนไชไปทั่วผิวเนื้อเนียน เค้าต้องการคนตรงหน้า ต้องการจนเสียงทัดทานที่วิงวอนอย่างน่าสงสารนั้นไม่สามารถส่งมาถึงได้


ไม่นานเสื้อผ้าของคนทั้งคู่ก็ถูกปลดเปลื้องและโยนลงไปกองกับพื้น ไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในอุณหภูมิห้อง บวกกับไอความร้อนจากร่างกายของคนทั้งคู่ที่กำลังถาโถมเข้าหากันทำให้ในสมองของร่างบางยิ่งรู้สึกสับสน เสียงร้องห้ามยังถูกเปล่งออกมาเป็นระยะ ทว่าค่อยๆแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ มือไม้ของคนที่คอยปัดป้องเริ่มเปลี่ยนมาเป็นกอดก่ายอีกฝ่ายไว้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว


“ใส่....ใส่เข้ามาสิ....ได้โปรดทำ....เดี๋ยวนี้” ร่างบางเอ่ยปากขออย่างไม่อายอีกต่อไป เด็กหนุ่มไม่....ไม่สามารถ....


………..
……

“ไม่สามารถ.....นั่นสิ! ไม่สามารถ ไม่สามารถอะไรดี? โอ๊ย!....เขียนต่อไม่ออกแล้ว ดันมาตันเอาอีตอนต้องเขียนฉากซะงั้นน่ะยัยเพ่ยเพ่ย ฟู่!....เซ็งชะมัด” เสียงบ่นอุบอิบของหญิงสาวดังขึ้นหลังจากที่ปลายนิ้วมือทั้งสิบที่ทำหน้าที่สัมผัสแป้นพิมพ์หน้าจอคอมพิวเตอร์สลับกันไปมาพร้อมใจกันเคาะดังโครมด้วยความหงุดหงิดใจ


“เลิกๆๆ ไม่เขียนแมร่งแล้ว ไว้กลับจากมาเก๊าค่อยเร่งปั่นส่งละกัน เจ้าประคู๊ณ~! ขออย่าให้เจ๊เต้ยนึกขึ้นได้เลยนะคะว่าหนูเพ่ยเพ่ยยังไม่ได้ส่งต้นฉบับนิยายที่ต้องลงในเดือนหน้า เพี้ยงๆๆ” ยกมือพนมขึ้นเสมออก ไหว้ประหลกๆเพื่ออธิษฐานแล้วรีบจัดการปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะลากสังขารที่สุดแสนจะทรมานกับการข่มใจตัวเองไม่ให้ง่วงนอน


ทีแรกเพราะไม่มีแก่ใจจะดูละครซีรี่ย์ที่ซื้อมาต่อไปเลยตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการแต่งนิยายในช่วงเวลาง่วงๆเนี่ยมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เพราะนอกจากพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกแล้วเนี่ย พอมาอ่านรีอีกรอบไอ้เรื่องที่ตาปรือพิมพ์เอาไว้ พล็อตเรื่องกับภาษาก็สุดแสนจะห่วยแตกจนเกินบรรยาย ใช้ไม่ได้ๆ ต้องเปลี่ยนใหม่ให้สมกับเป็นงานของเพ่ยเพ่ยเสียหน่อย ขืนปล่อยให้เรื่องกะหลั่วๆของฝีมือของตัวเองหลุดไปหานักอ่านชาววาย มีหวังชื่อของนางสาวเพ่ยเพ่ยได้ตายหยังเขียดแน่ๆ


“เพราะฉะนั้น....เราจึงควรจะเข้านอน” หันไปพูดกับตัวเองผ่านกระจกเงา เก๊กหน้าตาแอ๊บแบ๊วน่ารักซักสามสี่ท่าเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหน้าก่อนค่อยหันไปคว้าเอาเครื่องiPoD คู่ใจติดมือมาแล้วกระโดดขึ้นเตียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี


....พรุ่งนี้บ่ายต้องออกเดินทางแล้ว มัวรีรอโอ้เอ้ต่อไป ถ้าไม่ได้นอนรอบตาคงได้ดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าแน่ๆ


เหลือมองนาฬิกาที่ข้างฝา ก็จะสี่ทุ่มแล้ว หลังจากที่นายมิลตะพึดตะพือเดินตึงตังกลับขึ้นห้องไป เพ่ยเพ่ยก็ไม่ได้เห็นใบหน้าใสๆของคุณคู่หมั้นสุดที่รักเดินกลับออกมาอีกเลย


จะเป็นยังไงบ้างน๊า~!? แน่นอนล่ะว่าอยากถาม แต่....อืม....เรื่องของคนสองคน สอดมือสอดขาเข้าไปยุ่งตอนนี้คงไม่เหมาะล่ะมั้ง แถมนายไทป์เองก็อุตส่าห์สัญญิงสัญญาเอาไว้ซะดิบดีแล้วด้วยว่าจะไม่ทำอะไรรุนแรงกับหนูมิลที่น่ารักนั่น กะอีแค่คนไม่รู้ใจตัวเองเค้าจะปรับความเข้าใจกัน มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า


นั่นสิๆ....ไม่ใช่เรื่องต้องเก็บเอามาคิด แค่คอยลุ้น และรอฟังผล พรุ่งนี้เช้าก็คงจะได้รับข่าวแล้วแหละเนอะ....!


“ว่าแต่....มันจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย นั่นก็อีกเรื่องล่ะนะ ....เฮ้อ!”

 

######

 

ตัดกลับมาที่ห้องข้างๆอีกรอบที่ตอนนี้ฉากประกอบแม้จะเป็นฉากเดิมแต่เนื้อเรื่องกลับเริ่มกลายไปเป็นเรื่องราวของหนูน้อยหมวกแดงที่กำลังจะถูกหมาป่าห่มหนังแกะย่องเข้าขย่ำและรับประทานลงท้องเสียแล้ว....


“ปล่อยนะเว้ย!! บอกให้ปล่อย” หลังจากที่เรียกสติสตางค์ของตัวเองกลับคืนมาได้ มิลก็ยังคงเป็นมิลอยู่วันยันค่ำ เด็กหนุ่มออกแรงดิ้นขลุกขลักหนักกว่าเดิมทันทีที่รับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังย่างกรายเข้าคุกคาม สองมือที่ไม่ได้ถูกพันธนาการไว้เริ่มวาดลวดลายตะปบตบตีและทุบต่อยสะเปะสะปะไปทั่วเพื่อหวังให้สร้างความเจ็บปวดต่ออีกฝ่ายจนต้องหยุดชะงัก แต่ด้วยความร้อนรนนั่นเองที่ทำให้ทุกๆการตอบโต้ที่กระทำไปดูเหมือนจะไร้ผล


“ก็บอกว่าอย่าดิ้นไง” ชายหนุ่มจับข้อมือข้างซ้ายเอาไว้และลากมันขึ้นกดอยู่เหนือศีรษะของเจ้าตัว ส่วนมือข้างขวา แม้จะฤทธิ์มากจิกทึ้ง ข่วนแขนของเค้าไปมาอย่างไร  แค่ชายหนุ่มออกแรงบีบข้อมือข้างที่ล็อคเอาไว้ก็ทำให้ใบหน้าใสนั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวดได้อย่างง่ายดาย


“โอ้ย!เจ็บนะว้อย....ปล่อยเซ่!....เจ็บ” เรี่ยวแรงที่จะพยศจิกข่วนอีกฝ่ายเริ่มหดหาย กระนั้นร่างบางก็ส่งเสียงร้องโวยวายต่อไป ทว่าเสียงร้องในครั้งนี้กลับเริ่มสั่นเครือและเจือไปด้วยความรู้สึกอัปจนหนทางที่จะต่อสู้ของเด็กหนุ่มอันเข้ามาแทนที่


มิลตะกายมือขวาของตนเองที่ยังคงเหลืออยู่ไปด้านบนเหนือศีรษะของตน ค่อยๆพยายามออกแรงแกะฝ่ามือแข็งที่บีบรัดข้อมืออีกข้างออกอย่างสุดกำลัง ในขณะที่ร่างกายท่อนบนก็ขัดขืนด้วยการดิ้นขลุกขลักไปมาไม่ยอมหยุด หนำซ้ำเท่าที่สามารถจะทำได้ ขาทั้งสองข้างแม้จะถูกร่างสูงใหญ่กว่าคล่อมทับเอาไว้ แต่เมื่อมีเวลาไหนที่เกิดช่องว่างของพละกำลัง มิลก็จะพยายามเต็มที่ที่จะออกแรงต่อต้านมันต่อไป เอาให้ทุกทาง ไม่ว่าอย่างไร เด็กหนุ่มก็ยังหวังจะหาทางรอด เค้าเชื่อในสุภาษิตไทยที่เคยได้ยินมาเสมอว่า ....ความพยายามอยู่ที่ไหน


“พยายามไปมันก็เท่านั้น”


ผึ่ง!! เสียงเส้นเอ็นบางๆที่ขึงระหว่างความฝันและความเป็นจริงขาดสะบั้น ไอ้ไทป์นะไอ้ไทป์ ไอ้บ้านั่นมันพังทลายความฝันและความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเราไปจนหมดสิ้น ....ไม่เชื่อหรอกเว้ย! ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จมันต้องอยู่ที่นั่นสิ!!


“อื้อ! ไอ้โรคจิต ไอ้ซาดิสต์ ไอ้มนุษย์วิปริต ไอ้ๆๆๆ....”


....ไอ้อาการดื้อด้านอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่านายไทป์จะไม่หงุดหงิดหรอกนะ  แต่ว่าก็คนป่วยน่ะ ....ที่อนทนฟังปากกรรไกรของเจ้าตัวนี่แว๊ดๆใส่ได้ก็เพราะขี้เกียจจะพูดหรอก


“ปล่อยๆๆๆ บอกให้ปล่อยไง ไอ้ไทป์ ไอ้บ้า ไอ้ชอบความรุนแรง ไอ้หลายใจ ไอ้จอมลวงโลก!”

“……”

“ปล่อยว้อย! ปล่อย! ปล่อยน๊า ปล่อยๆๆ!”

“วุ้ย! หนวกหูน่า!!”       


เสียงตวาดนั้นทำเอาคนหัวรั้นที่กำลังถีบขาและกระชากมือของตัวเองอยู่พัลวัลถึงกับนิ่งอึ้ง ใบหน้าใสปรับระดับสายตากลับมาจ้องประสานตอบใส่คนตรงหน้า ....


ไทป์คนนี้เป็นใคร? ....มิลหน้าถอดสีใส่ ทั้งงุนงง ทั้งสับสน ทุกอย่างระคนกันมั่วซั่วจนเกินกว่าที่คนๆเดียวจะปรับตัวให้เข้าใจและแบกรับอย่างฉับพลันเอาไว้ได้


“ทำไมต้องตะคอกใส่ด้วย?” คนถูกพันธนาการหยุดการเคลื่อนไหว ร่างบางนอนนิ่งไม่ไหวติง ไม่แม้แต่จะออกแรงขัดขืนหรือต่อสู้ นัยตาคู่สวยจ้องมองด้วยแววตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด ....ส่วนนายไทป์เองก็ได้แต่ก้มหน้า หลบสายตา คิดทบทวนไปชั่วเสี้ยวนาทีก่อนส่งเสียงเดาะลิ้นไม่สบอารมณ์ใส่ ดูท่าชายหนุ่มจะไม่ค่อยพอใจ


“แล้วทำไมมิลต้องดื้อ?”


“เราไม่ได้ดื้อ!” ตอบกลับทันควัน “คนจะโดนปล้ำอยู่มะรอมมะร่อแล้ว จะให้นอนแผ่รอหรือไงเล่า!! แกนั่นแหละ เป็นบ้าอะไร ไปหื่นมาจากไหน ทำอะไรกับพี่เชอร์รี่ไม่ได้แล้วมาลงกับเรางั้นเหรอ? เห็นมิลเป็นอะไร เครื่องดับความอยากหรือไง? ถ้าอยากทำอะไรต่ำๆทรามๆแบบนี้ก็ไปหาเอาที่อื่นเลยไป จะไปทำกับใครก็เชิญ อยากหื่นอยากร่านขนาดไหนก็ไปหาเอาข้างนอก หาไอ้ที่มันเน่า มันเฟะเหมาะสมกับแกโน่น ไม่ใช่ที่.....อุ๊บ!!”


ประกบจูบลงที่ริมฝีปากกล้าของคนช่างต่อว่าในทันที !!


ไทป์อาศัยในช่วงที่เด็กหนุ่มกำลังตั้งอกตั้งใจสบทคำต่อด่าใส่เค้าเข้ารวบเอาข้อมือทั้งสองข้างไปไว้รวมกันที่ด้านบนเหนือศีรษะ และฉวยดึงปลดเนคไทที่คอของมิลมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการผูกมัดพันธนาการเจ้าของของมันเอาไว้จนแน่น


ร่างบางที่กำลังถูกฉกฉวยช่วงชิงริมฝีปากสวยไปครอบครองได้แต่ตกตะลึงกับการกระทำของอีกฝ่ายซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนรัก มิลหลับตาแน่น พยายามเบนหน้าหนีแต่ก็ถูกมืออีกข้างของไทป์บีบล็อคคางเอาไว้ให้เชิดขึ้น เด้กหนุ่มเกร็งจนสั่นไปทั้งร่าง ความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบายทำเอาขนลุกเกลียวไปทั่ว เค้าขยะแขยงหรือรู้สึกอะไรนอกเหนือไปจากนั้นหรือเปล่า เจ้าตัวเองยังคงตอบไม่ได้ แต่อีกความรู้สึกที่มากมายซึ่งวิ่งเข้ามาชนขอบเส้นรอยหยักในสมองของตนอย่างจังก็คือ  นาทีนี้....อยากจะตบหน้าตัวเองเหลือเกิน


รามิลเอ๋ย รามิล....ทำไมวันนี้ถึงได้เกิดอยากเป็นเด็กดีผูกเนคไทไปเรียนเสียเรียบร้อยอย่างงี้ล่ะนั่น? ทั้งที่เมื่อเช้าก็สังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้วว่าทำไมจู่ๆถึงได้ฮึดอยากใส่เสื้อผ้าให้ดูเหมาะกับการเป็นนักศึกษาที่สุด ทั้งที่แอบเขม่นตาขวาตากระตุกแต่เช้า แต่ก็ยังไม่วายจะดื้อด้านแต่งเนี้ยบไปเรียนจนได้ อันที่จริงเหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะว่าต้องใส่ชุดนักศึกษาไปสมัครแคสติ้งด้วยหรือเปล่า?


โอ๊ย!....เรื่องนั้นช่างมัน จะเพราะอะไรเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว แต่ไอ้ที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้านี่ต่างหากล่ะปัญหาใหญ่ จะทำอย่างไรในเมื่อตอนนี้ตัวเองต้องกลายเป็นคนพิการไร้แขนขามาต่อต้านและต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองแล้ว?....ทั้งหมดนี่ก็เพราะไอ้เนคไทของมหาวิทยาลัยเส้นนี้น่ะเอง....


“Shit!! อื้อ....ปล่อย....”


เสียงสบทยังคงเล็ดลอดหลุดออกมาได้บ้างในบางจังหวะที่เบือนใบหน้าหนีได้ถูกช่วง ชายหนุ่มย่นคิ้วเข้าหากัน กระตุกรอยยิ้มมุมปากอย่างเหลือใจกับความพยายามของคนที่กำลังต่อต้ายการสอดใส่ของปลายลิ้นตรงหน้า


ไม่ใช่เด็กที่ว่าง่ายเลยน๊า เจ้าหมอนี่! ....ไทป์คลี่รอยยิ้มในแววตา จากนั้นค่อยเดินหน้ารุกเร้าต่อไปอีกขั้น ชายหนุ่มปล่อยให้อีกฝ่ายได้หยุดพักหายใจก่อนจะกลับมาไล้เลียริมฝีปากบางอีกครั้งอย่างช้าๆ


ตอนนี้ร่างบางที่นอนอยู่ภายใต้การกดทับกำลังพยายามขบริมฝีกปากเข้าหากันในขณะที่หลับตาปี๋ตั้งปราการต่อต้านคนรุกรานอย่างหนักแน่น ส่วนนายไทป์ดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป เค้ากลับรู้สึกสนุกสนานในการได้หยอกเย้าเด็กหัวดื้อและเป็นฝ่ายต้อนให้ลูกแกะวิ่งไปจนมุม


กลีบปากบนและล่างของเด็กหนุ่มนั้นถูกปลายลิ้นอุ่นแลบเลียไปมาอย่างช่ำชองและชำนาญการ ไทป์ละเลียดแวะชิมริมฝีปากนุ่มวกวนจากซ้ายไปขวา ขบเม้มบ้างในบางจังหวะเวลาเพียงเพื่อหวังจะล่อลวงให้มิลได้เผลอเผยอเปิดปากออกรับการล่วงล้ำที่รอคอยอยู่เบื้องหน้านั้นเข้าไปด้วยความเต็มใจ


แต่ดูเหมือนเด็กดื้อตัวดีจะเคี้ยวไม่ง่ายอย่างที่คาดคิด เพราะในขณะที่ไทป์พยายามเล้าโลมแล้ว อีกฝ่ายกลับยิ่งกัดฟันแน่นและหลับตาปี๋ ร่างกายสั่นเทาราวกับมองเห็นผีมาลอยอยู่ตรงหน้าเข้าไปใหญ่ เพราะแม้ในครั้งนี้มิลจะรู้สึกว่ามันช่างเป็นรสจูบชวนเคลิบเคลิ้มและทำให้รู้สึกดียิ่งกว่าครั้งไหนๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ว่าอย่างไรศักดิ์ศรีของการมีชัยก็ต้องมาเป็นที่หนึ่งอย่างตัวเค้าแล้ว คงไม่แปลกอะไรที่แรงต่อต้านจากภายในของจิตใจก็สั่งการให้เค้าผลักไสอีกฝ่ายให้ถึงที่สุดเช่นนี้


“ไม่ๆๆๆ ไม่เอ๊า! ปล่อยนะ” ได้จังหวะอีกครั้ง มิลรีบสะบัดหน้าซ้ายขวาไปมาอย่างแรงเหมือนกับเด็กเล็กๆที่ออกอาการโวยวายเมื่อไม่ได้ดังใจ ใบหน้าที่เคยระเรื่อใสระบายสีแดงนิดๆ ตอนนี้กลับกลายเป็นใบหน้าบูดเบี้ยวจมูกย่นเข้าหากัน ดูขี้เหร่ไปพิลึก


“ฮ่า....” ไทป์หัวเราะในลำคอ เส้นผมของอีกฝ่ายที่ปัดซ้ายปาดขวาไปมาพร้อมกับการสะบัดหน้าทำให้คนรุกรานอย่างทีเล่นทีจริงต้องผละออกห่างในระยะไม่ถึงในหนึ่งฟุต ชายหนุ่มยันข้อศอกขึ้นเท้าแล้วจ้องมองพิศใบหน้าของอีกฝ่ายที่ค่อยๆปรายเปลือกตาขึ้นเปิดออกมองดูสถาณการณ์ที่หยุดนิ่ง


“จูบของไทป์ไม่หวานเลยหรือไง ถึงได้จ้องจะปฏิเสธนัก”


“งือ.....” มิลได้แต่คลางฮือในลำคอ แล้วช้อนสายตาขึ้นมองตอบโต้กลับไป เค้าเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน เลยไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรออกไปเพื่อชักใบเรือให้เสีย


“แล้วนี่คนเค้าไม่สบายอยู่ แทนที่จะพูดจากกันดีๆก่อน มาถึงเอาแต่ก็ตวาดใส่ปาวๆ แบบนี้เนี่ยใครผิด....หือ?” ประโยคคำถามด้วยน้ำเสียงนุ่มๆที่เริ่มเปลี่ยนไปนั้นฟังดูคล้ายกับคำพูดของผู้ใหญ่ใจเย็นที่กำลังพยายามกำราบเด็กจอมพยศลงอย่างเงียบๆ มิลไม่ตอบอะไร แววตาของเด็กหนุ่มยังคงเจือความสงสัยในอารมณ์ขึ้นลงที่ปรวนแปรของชายหนุ่มคนนี้ ....


ใช่! มิลไม่กล้าตอบโต้อะไร ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ไม่กล้าขยับเขยื้อน จนแทบ....ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่ายต่อไป


ดวงตาคู่สวยค่อยๆปรายหนีอย่างช้าๆ เสมองไปด้านข้างที่ต้นแขนซึ่งกำลังเท้าคล่อมเหนือร่างตนเองอยู่แล้วค่อยทบทวนความคิด เด็กหนุ่มกล่อมตัวเองให้คืนสติจากนั้นจึงปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเอ่ยถามออกไป


“ทำแบบนี้ทำไม?”


“แบบไหน?”   ชายหนุ่มตอบกลับมาด้วยเสียงทุ้มหวาน ทำให้มิลเริ่มชักจะไม่เข้าใจตัวเอง เพราะหัวใจเต้นสั่น และคำพูดก็ยิ่งตะกุกตะกัก


“ก็.....ก็ไทป์จูบมิล” ยังคงเมินสายตาจ้องไปที่ต้นแขนด้านข้าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว เด็กหนุ่มพยายามข่มใจตัวเองอีกนิดไม่ให้มันเต้นแรงไปมากกว่านี้ ....เพราะอะไร? ทำไมเค้าถึงได้รู้สึกเขินอายนัก....ใบหน้านั้นร้อนผ่าว ยิ่งเมื่อเทียบกับไอร้อนของอีกฝ่ายที่ละลายมาถึงตัวเค้า มิลรู้สึกว่าตัวเองต่างหากล่ะที่กำลังจะเป็นไข้


“ทำแบบนั้นทำไม?”

“ก็จูบเพราะอยากจูบ ผิดหรือไง?”

“แต่....”

“แต่อะไร ก็เห็นว่าน่ารักเลยอยากจูบ ไม่ได้เหรอ ?”

“มะ....ไม่ได้”

“ไม่ได้ยังไง ก็คนเค้าอยากทำหนิ”

“ไทป์....!!”


แย่แล้ว! ดูเหมือนคนมือไวจะหยุดการพักรบชั่วคราวเอาไว้และเริ่มใส่เกียร์เดินหน้าต่อ มิลกระตุกเฮือกสุดใจเมื่อรู้ว่าสัมผัสในครั้งใหม่ไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคยอย่างที่ผ่านมาแล้วอีกต่อไป ร่างกายของเด็กหนุ่มแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก นั่นเพราะตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปคลอเคลียซุกไซร้อยู่ที่ด้านข้างของใบหูและลำคอ


มือข้างหนึ่งของไทป์ละจากการจับกดแขนเรียวเล็กที่ถูกพันธนาการเอาไว้ลงมาช่วยในการปลดเม็ดกระดุมออกจากสาบเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่เริ่มเปียกชุ่มไอด้วยไอเหงื่อ กระดุมเม็ดแรก เม็ดที่สอง เม็ดที่สาม และเม็ดที่สี่หลุดออกไปอย่างง่ายๆ  ไม่ทันที่จะออกปากห้าม หรือแม้แต่จะได้เปิดปากหายใจเสียด้วยซ้ำ ไม่ช้าแผ่นอกเนียนเปล่าสีขาวใสนวลตาก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าคนที่ตั้งท่ายิ้มรับคอยอย่างพอใจ


  “ให้ไทป์นะมิล”


คำพูดนั้นฟังดูเรียบๆง่ายๆเหมือนเมื่อครั้งตอนเด็กๆที่มักจะเอ่ยปากขอขนมอีกฝ่ายในช่วงพักกลางวันเสียอย่างนั้น มิลนิ่งเงียบ ได้แต่อึ้งไปชั่วขณะ เค้ากำลังเรียบเรียงสถาณะความคิดและสิ่งที่เรียกว่าผิดถูกให้กับตัวเองอีกครั้งก่อนถึงบางอ้อแล้วรีบรุดฉุดตัวเองให้ออกจากภวังอีกที แต่มันจะทันเหรอ ในเมื่อ....


“อ๊ะ.....!!” เสียงอุทานที่แว่วหวานต่างจากอาการตกใจในเวลาปกติของตนดังขึ้นมาท่ามกลางความคิด ก่อนที่จะได้ปฏิเสธ ก่อนที่จะได้ตอบโต้ไป รู้อีกทีก็ชักจะไม่สู้ดีแล้ว เพราะในตอนนี้ภาพที่เห็นและสิ่งที่ถูกกระทำก็คือปลายนิ้วเรียวที่ไล้สัมผัสบนยอดอกที่ตั้งชูชันตอบรับอย่างน่าละอายนั่นเอง


“ไทป์!!” มิลร้องเรียกชื่อเสียงหลง เด็กหนุ่มต้องการจะเอ่ยห้าม แต่คำพูดกลับจุกอยู่ในลำคอไม่ได้เอ่ยไปทันใจเหมือนดังความคิด ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง แสยะรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ก่อนค่อยๆเคลื่อนไหวสัมผัสโดยการบดเบียดปลายนิ้วทั้งสามที่คลึงเคล้นอยู่บนยอดอกข้างขวาให้มากขึ้น


“ไม่เอา....ปล่อย!!” พยายามส่งเสียงประท้วงอีกครั้ง ไม่ใช่น้ำเสียงที่ลังเลใจหรืออ่อนลงไปอย่างเช่นก่อนหน้านี้ นั่นเพราะรามิลรู้ตัวดีว่าหากไม่ขัดขืนให้เต็มที่ ไม่ช้าเรี่ยวแรงในเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่คงจะหมดลง


“ไม่เห็นตรงนี้มันจะใส่ใจให้หยุดเลยนี่” คนพูดส่งยิ้มให้อีกนิดก่อนก้มหน้าลงชิดที่ปลายอกข้างซ้ายและลงมือทำในสิ่งที่เกินคาดหมายสำหรับคนตรงหน้า


“จ๊าก!! เลียทำไม? ไม่เอาน๊า....ว๊าก!!! ปล่อยนะปล่อย....ไอ้บ้าไทป์ ไอ้โรคจิต ปล่อย!!” เด็กหนุ่มตะโกนร้องสุดเสียง ใบหน้าขาวแดงซ่าน หัวใจเต้นตึกตักโครมครามจนเจ้าตัวรู้สึกว่ามันแทบจะทะลักออกมาจากทางปากแล้วเสียด้วยซ้ำ


แต่ก็ช่างประไร คนถูกตะโกนใส่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วยังคงทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป


ในขณะที่นิ้วทั้งสามของมือข้างซ้ายกำลังหยอกเอินอยู่กับอกข้างขวา เคล้งคลึงลูบไล้ไปมา แรงบ้างแผ่วบ้างรักษาระดับการกระตุ้นอารมณ์ให้สม่ำเสมอด้วยลีลาปลุกเร้าที่ชำนิชำนาญ ทางด้านยอดอกข้างซ้ายของเด็กหนุ่มก็ถูกครอบคลุมไปด้วยริบฝีปากอุ่นและดูดดุนหยอกเย้าด้วยปลายไปมาอย่างช้าๆ


“ไทป์....ไม่เอาแล้ว พอเลิกเล่นซักที! มิลไม่เล่นแล้ว ปล่อยน๊า~!” น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ ใบหน้าสวยพลิกไปมาเพื่อสะบัดให้พ้นแรงขืนกดที่ข่มเอาไว้ อารมณ์ของเค้ากำลังจะเตลิดไปไกล มิลรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้ เพราะเด็กหนุ่มรู้สึกกลัว เค้ากลัวว่าตัวเค้าจะไม่ใช่ตัวของตัวเองอีกต่อไป


“ไม่เล่นแล้วไทป์ ปล่อยมิล....” ประโยคำพูดเสียงสั่นพร่ำบอกซ้ำอีกรอบ ในขณะที่เจ้าตัวได้แต่กัดฟันแน่นเมื่อปลายลิ้นสากนั้นตะหวัดไปมาและออกแรงเลียซ้ำๆที่จุดเดิม


ไทป์ช่างกล้าเหลือเกิน ทำเรื่องน่าอายอย่างนี้กับเค้าได้โดยไม่ขัดเขิน ....มิลหลับตาแน่นไม่กล้าพอที่จะจ้องมองอีกต่อไป แต่แม้โลกแห่งการรับรู้จะพยายามปิดเอาไว้ในหนึ่งทาง ประสาทสัมผัสที่เหลือในส่วนอื่นก็ใช่ว่าจะยอมโดนกำราบให้รับฟังด้วยง่ายๆ


ริมฝีปากอุ่นจากคนที่กรุ่นไปด้วยไอร้อนยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป ไทป์ออกแรงดูเฟ้นยอดอกข้างซ้ายเป็นครั้งสุดท้ายจนได้ยินเสียงครางแผ่วเล็ดลอดจากไรฟันออกมาแล้วจึงผละขึ้นพรมจูบไปทั่วบริเวณหน้าอกก่อนจะเลื่อนขึ้นไปที่ลำคอจากนั้นค่อยประกบจูบลงไปอีกรอบ


จูบที่ร้อนแรงกลับมาอีกครั้ง และในครั้งนี้เด็กหนุ่มก็ไม่ทันได้ตั้งตัวเพื่อเตรียมต้านทานใดๆ มิลรับปลายลิ้นที่ซุกเข้าควานหาน้ำหวานภายในเอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไทป์ควานปลายลิ้นไปทั่วเพื่อคลำหาหนทางก่อนที่จะรุกเร้าเข้าไปให้ลึกกว่าเก่า ลิ้นอุ่นตะหวัดเกี่ยวพันปลายลิ้นของอีกฝ่ายที่ตั้งรับอย่างลุกลี้ลุกลนไม่เจนทางก่อนที่จะค่อยๆประคองสอนให้อ่อนโอนไปด้วย ในนาทีนี้ มิลรู้สึกว่าเค้าเป็นฝ่ายยินยอมพร้อมไปด้วยหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ แต่เท่าที่รู้ นี่คือการจูบครั้งใหม่ที่ควรจะเก็บตุนทฤษฎีและการปฏิบัติเอาไว้ในหอสมุดความรู้ของตนเลยทีเดียว


“หายใจด้วยจมูกสิมิล อย่างหายใจทางปาก” ริมฝีปากบางที่แดงช้ำถูกปล่อยให้เป็นอิสระชั่วครู่พร้อมๆกับที่น้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบบอก


“อื้อ!”เด็กหนุ่มครางเสียงตอบรับก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไป ตอนนี้เค้าหวั่นไหวไปหมด ไม่มีสติจะคิดทบทวน เมื่ออีกฝ่ายสั่งอะไรก็ทำตาม อาการแบบนี้คล้ายกับตอนที่เริ่มจะรู้สึกตัวว่าดื่มหนักไปหน่อย หรือว่าเค้ากำลังจะเมา....มิลคิด....ใช่ มันคงจะเป็นเพราะจูบนั่นแน่ๆทำให้เค้ารู้สึกมึนเมา


เด็กหนุ่มปรายตาขึ้นช้อนมองเมื่อ สัมผัสอ่อนนุ่มนั้นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแตะสัมผัสที่เหมือนกับนกเล็กๆจิกแทะเศษอาหาร จะต่างกันก็แค่อาหารในตอนนี้นั้นช่างหอมหวานและเร่าร้อนเกินกว่าจะบรรยาย เจ้านกตัวใหญ่ถึงได้ก้มลงจิกเล็มไปทั่วอย่างหิวกระหาย สัมผัสบ้าง ผละออกแยกจากบ้างเพื่อให้อีกฝ่ายได้โหยหาตามที่จะไขว่คว้าเอาไว้


มิลรู้สึกตาพร่า สมองขาวโพรนไร้การสั่งการอย่างสิ้นเชิง เด็กหนุ่มไม่สนใจแม้แต่มือของอีกฝ่ายที่กำลังซุกซนไปทั่วหน้าอก ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้ไม่มีการกดทับมือข้างที่ถูกพันธนาการเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ เพราะในขณะที่มือข้างขวาของไทป์กำลังเลื่อนลงต่ำไปที่ช่วงเอวและค่อยๆเกี่ยวกระหวัดหัวเข็มขัดออกอย่างช้าๆ มิลยังคงเบลอไปกับรสจูบที่อีกฝ่ายประเคนสอนให้ด้วยซ้ำ


มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงหอบหายใจของตัวเองหลังจากที่ริมฝีปากได้รับอิสรภาพคืนกลับมาอีกครั้งนั่นแหละ แผ่นอกขาวเนียนขยับขึ้นลงตามแรงหอบหายใจ มิลได้ยินเสียงดังตึกตักและจับได้ถึงอาการสั่นไหวเล็กๆที่เกิดจากอาการใจเต้น ร่างบางรู้สึกเหนื่อยอ่อนเกินกว่าที่จะเคลื่อนไหว นี่แค่เพียงการจูบเท่านั้นยังทำให้รู้สึกราวกับว่าตัวเองเจียนจะละลาย


“ตรงนี้ ดูเหมือนจะรู้สึกแล้วนะมิล”


“หือ???” เสียงกระซิบแผ่วที่ไม่อยากจะคิดว่ามันฟังดูเซ็กซี่เสียเหลือเกินนั้นถูกเคลื่อนมาให้ได้ยินที่ริมหูอีกครั้ง มิลได้แต่ครางฮือฮาถามโดยไม่เปิดเปลือกตาขึ้นมอง เด็กหนุ่มคิดว่านี่คงจะเพียงพอแล้ว เค้ารู้สึกเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน กับเรื่องราวที่ตะบี้ตะบันทำตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเลิกเรียน แล้วไหนจะต้องเวียนไปสมัครแคสติ้งนั่นอีก เรี่ยวแรงที่มีก่อนหน้านี้ก็ใช้ขัดขืนไอ้เจ้าคนป่วยแรงยักษ์แรงมารนี่ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้รู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรต่อไปนอกจากการได้ล้มตัวลงนอน ....อ้อ!แต่ในที่นี้ หมายถึงนอนหลับนะครับ ไม่ใช่นอนให้ไอ้บ้านี่มันคล่อม ไม่ใช่เลยซักนิด


“ไทป์ถามว่า จะให้เอาออกให้มั้ย ตรงนี้น่ะ?” ปลายนิ้วสะกิดไปที่บางสิ่งบางอย่างซึ่งกำลังตื่นขึ้นผายใต้การปิดป้องของผ้าผ้าเนื้อบาง คนเอ่ยถามส่งยิ้มหวานใส่ นัยตาของไทป์ดูเยิ้มซะไม่มี หวานเยิ้มจนไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน


“ว๊ากกกกก!! จะ....จะ....จะทำอะไร?” กระถดตัวขึ้นหนีสัมผัสแผ่วเบานั้นในทันควัน ร้องถามกลับปากคอสั่น ดวงตาคู่สวยถลึงจ้องมองใบหน้าเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายสลับกับมองกลับไปที่บ็อกเซอร์สีฟ้าลายทางที่สวมเอาไว้ในกางเกงสแล็คซึ่งตอนนี้ออกมาโชว์ตัวต่อหน้าสาธารณะชนเสียแล้ว


กางเกงขายาวถูกปลดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่? คำถามนี้เป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจ หากแต่ดูเหมือนจะไม่สำคัญเท่าการตอบคำถามต่อไป....แล้วมิลควรจะทำอย่างไร? นั่นต่างหากที่เป็นคำถาม


“มิล.....” คนเรียกชื่อคลานคล่อมทับลงมาอีกครั้งในท่าเดิม ไม่เมื่อหรือไงท่านั้น คล่อมอยู่ได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนะ?


“ทะ....ทะ ทำไม?”


“ให้ทำเถอะนะ”


“ทะ....ทะ ทะอะไร?”


“มิลสามขวบหรือไง? เรื่องแค่นี้ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้” โอย....ให้ตาย ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไร เพียงแต่ไม่อยากคิด น่าน!นั่นไง แค่น้ำเสียงหวานๆ กับแววตาที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มนั่น....แล้วไหนจะ....


“เฮ้ย! อย่าจับนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้!” ไม่ทันแล้วละ ร่างสูงของหมาป่าที่คลานเข้ามาใกล้นั้นคล่อมทับหนูน้อยหมวกแดงไปอย่างเต็มตัวอีกครั้ง มือขวาของนายไทป์กำลังล้วงลึกผ่านช่องว่างของขากางเกงบ็อกเซอร์ตัวน้อยเข้าไปและสัมผัสผิวเนื้อหน้าขาที่ด้านในซึ่งอยู่ใกล้เหลือเกินกับจุดที่ต้องห้ามในการสัมผัส เด็กหนุ่มอยากจะหลับตาแน่นเหมือนเช่นก่อหน้านี้ อยากจะหันหนาหนีแต่ก็กลัวอะไรๆจะสายเกินแก้ สุดท้ายรวบรวมแรงฮึดอีกเฮือกในใจแล้วยันกายอีกฝ่ายเอาไว้ ชะงักไม่ให้รุกรานเข้ามา


“ทำไมอ่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงอ้อน ใบหน้าหล่อเหลานั้นปั้นหน้าให้ออกมาดูคล้ายลูกหมาตัวโตๆที่กำลังจะถูกทิ้ง


“ไม่เอา มิลไม่อยากทำอย่างงี้?” เด็กหนุ่มตอบ


“เพราะ....?” ไทป์สบตา เลิกคิ้วถามอย่างสงสัย


“เราไม่ได้เป็นอะไรกัน” ไม่รู้จะตอบอะไร ขอใชคำนี้ละกัน แก้ตัวให้ผ่านไปก่อนง่ายๆ


“งั้นก็เป็นซะสิ”


“เง้อ!!” มิลตาค้าง ....ง่ายจริงๆ เค้าว่าตัวเค้าแก้ตัวน้ำขุ่นๆให้รอดตัวอย่างง่ายๆแล้วนะ แต่ไอ้เจ้าหมอนี่กลับยิ่งพูดอะไรที่มันง่ายเสียยิ่งกว่า


“จะบ้าเรอะ!” มิลที่ยังคงถูกมัดข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยกันผุดตัวขึ้นนั่งจ้องหน้าอีกฝ่ายตาเป๋ง “คราวนี้แกจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย? ไม่ต้องเลยนะ ไม่ต้องมาหมาหยอกไก่ใส่เราอีกแล้ว ไม่หลงกลหรอกเว้ย!” เหมือนจะโกรธ แต่ไม่รู้สิ ตอบไม่ได้ว่าโกรธเรื่องอะไร


“นี่ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆ”


“พูดจริงอะไร?”


“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็เป็นซะสิ ไม่เห็นจะยาก”


“ง่ายไปมั้ย?”


“นี่ตามที่มิลเคยบอกไว้เลยนะ เลิกกับพี่เชอร์รี่ แล้วมาคบกับมิล ไม่เห็นจะง่ายตรงไหน” ไทป์แก้ตัว “พูดเองนะคร้าบ พูดแล้วไม่รักษาคำพูด แบบนี้เค้าเรียกถ่มน้ำลายรถหน้าตัวเองนะ อยากเป็นเหมือนจิวยี่หรือไง?”


“พอๆๆ” รีบออกปากห้ามก่อนที่จะไปกันใหญ่ รู้สึกตัวแล้วว่าถูกต้อนให้หลังจนฝาอย่างหน้าด้านๆ แล้วแบบนี้จะหนีไปไหนดีล่ะเนี่ย “ไม่ต้องมาอ้างสามก๊กเลย จิวยงจิวยี่อะไร ไม่รู้จัก”


“เอ้า! ซะอย่างงั้น ....แล้วตกลงว่าไง จะเป็นมั้ย แฟนไทป์น่ะ ตอนนี้ตำแหน่งว่างแล้วนะ” ส่งยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มจริงใจใสซื่อที่ดูไม่เข้ากับคำพูดและสถาณการณ์ของไอ้เจ้าบ้านั่นซักเท่าไหร่เลย


“ตำแหน่งว่าง? อยากเป็นนักแหละ” มิลเบ้ปากใส่ ชักหมั่นไส้ไอ้หมอนี่ขึ้นมาอีกแล้ว


“โถ....เป็นหน่อยเถอะ ไทป์ขาดความรักไม่ได้นะมิล ขาดไปเดี๋ยวหัวใจจะตาย”น่าน....ดูมัน พูดไปก็โผนเข้ามากอดเอาไว้ ดูครับ ดูมันอ้อน


“.....เฮ้อ!” ไม่รู้จะตอบอะไร มิลได้แต่ถอนหายใจ จะเดินหน้าแผนการณ์ก่อกวนและเอาคืนนายไทป์ต่อไป หรือให้เรื่องมันจบๆลงแค่นี้ดีนะ? คิดพลางยื่นมือสองข้างที่ถูกมัดเอาไว้ให้อีกฝ่ายแล้วพยักหน้าหงึกๆให้แกะเงื่อนปมนั้นออก ไทป์ไม่ขัดใจ ยิ้มรับแล้วแกะเนคไทออกให้อย่างเบามือถนุถนอม


“ที่จริง ไทป์ก็เห็นมิลมาตั้งนานแล้วนะ คิดว่าน่ารักดี” ว่าแล้วก็ส่งรอยยิ้มหวานให้อีกรอบ จู่ๆก็ชมใส่ คนในอ้อนแขนที่กอดเอาไว้หลวมๆจะทำอะไรได้นอกจากหน้าแดงขึ้นมาอีก


“แล้วไง?” ยังไม่รู้จะตอบอะไร ขอถ่วงเวลาไปอีกนิดแล้วกัน


 “ก็เพราะคิดว่าน่ารักไง เลยอยากจะลองรักดู”


โหย....ขอวิ่งไปล้วงคออ้วกที่ห้องน้ำก่อนได้มั้ย? พูดออกมาได้เลี่ยนสุดใจ เอ่อ...มิลได้แต่ไหล่ตกหน้าปลง ปั้นหน้าไม่ถูก รอให้คนหยอดมุกคำหวานแกะเงื่อนที่พันธนาการออกจนหมดแล้วค่อยสะบัดมือคลายความเมื่อยล้าอีกที


“อีกอย่าง ก็อย่างที่บอกไง ไทป์เป็นโรคขาดความรักไม่ได้ ....จะลงแดงตาย”


“งั้น ....เดี๋ยวนะไทป์” เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงหวาน ชายหนุ่มพยักห้าแล้วยิ้มตอบ มองดูร่างบางยันกายลุกขึ้นจากเตียงด้วยแววตาระคนความเสียดายที่ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำในเสร็จสมในทีเดียวตอนนี้


แต่ก็ช่างเถอะ คำตอบต่อไปของมิลต่างหากที่น่าสนใจเสียยิ่งกว่า ทำไมล่ะ? ทำไมไทป์จะไม่รู้ว่าใจของอีกฝ่ายคิดยังไง ตลอดเวลาที่มิลพยายามคอยวางอำนาจควบคุมเค้า คอยแย่งแฟนคนแล้วคนเล่าและทำให้เค้าต้องเลิกกับสาวๆที่เข้ามา ทำไมเรื่องแค่นี้ไทป์จะมองไม่ออกว่านั่นเป็นไปด้วยเหตุผลอะไร


วันนี้ เค้าถือโอกาสบอกความในใจ ขอคบกับเจ้าตัวดีนั่นก่อน ไม่ใช่เพราะอยากจะเอาชนะ แต่เพราะอยากจะให้ระหว่างพวกเค้าสามารถเข้าใจและสานสัมพันธ์หวานๆต่อไปได้ด้วยดีต่างหาก ดังนั้น....ไม่ว่ายังไงวันนี้ ชายหนุ่มก็มั่นใจแล้วว่าทุกอย่างมันจะต้องดำเนินต่อไปในทางที่เค้าคาดการณ์เอาไว้แน่ ...


ไทป์นั่งอมยิ้ม ก่อนจะยื่นมือไปคว้าข้อมือบางของคนที่กำลังยืนบิดตัวไปมาหลังจากสวมกางเกงสแล็คกลับคืนจนเรียบร้อยแล้ว


‘มิล’....แววตาของชายหนุ่มคล้ายจะเอ่ยชื่อเพื่อขอฟังคำตอบต่อจากนั้น


มิลระบายรอยยิ้มหวานส่งให้ ใบหน้าสวยยิ่งดูกระจ่างตาในสายตาของชายหนุ่มมากขึ้นทุกที ไทป์รู้สึกว่าหัวใจของเค้าเองก็เต้นถี่ แม้จะไม่เท่าที่เด็กหนุ่มเป็นเมื่อครู่นี้ แต่ลึกๆในใจคงไม่ต่างกัน


“ไทป์อยากรู้ใช่มั้ยว่ามิลจะตอบว่ายังไง?”


“รอฟังอยู่ครับ” ชายหนุ่มยิ้มตาหยี นั่งปั้นหน้าทะเล้นใส่ ก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงสัมผัสวูบไหวของแรงปะทะจากผ่ามือที่ซัดเข้ากับใบหน้า


// เพี๊ยะ!! //

ใบหน้าของไทป์หันไปตามแรงตบ ชายหนุ่มงุนงง ตั้งสติแล้วหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“นี่สำหรับที่นายทำบ้าๆกับเรา”


//เพี๊ยะ!! //

“และนี่ สำหรับที่นายโกหกเรามาตลอดหลายปี”


“มิล!!”

ไทป์ตวาดชื่อกลับเสียงแข็ง ใบหน้าของชายหนุ่มจากที่มีรอยแผลขีดข่วนอยู่ก่อนแล้วดูเหมือนวันนี้เค้าจะได้รอยแดงห้านิ้วเข้าไปประดับเพิ่มอีกทั้งสองข้าง


“ยังไม่หมด”มิลแสยะยิ้มบ้าง รอยยิ้มเลียนแบบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของนายไทป์นั่นแหละ ....ชายหนุ่มจ้องกลับเขม็ง ชายหนุ่มคิดเอาไว้ว่า ถ้าหากอีกฝ่ายหวดฝ่ามือลงมาอีกครั้ง เค้าจะล็อคข้อมือนั้นและจับกดลงไป จากนั้นก็จะทามใจต้องการโดยไม่ฟังคำทัดทานอีก ทว่าร่างบางกลับวางมือสองข้างลงบนบ่าของเค้า แล้วค่อยโน้มตัวลงต่ำก่อนจุมพิตเบาๆที่ริมฝีปากอย่างนุ่มนวล

“อันนี้ สำหรับของมัดจำการทดสอบเก็บคะแนน ว่าคู่ควรพอที่จะรักรามิลคนนี้รึเปล่า เข้าใจ๊?”

 

######

 

ประตูห้องนอนถูกปิดเข้าหากันทันทีที่ร่างบางเดินกลับออกมา มิลก้าวเท้าลงไปที่ห้องครัวแล้วบอกพี่เลี้ยงที่กำลังง่วงอยู่กับการทำงานสุดท้ายก่อนเข้านอนว่าให้นำยาแก้ไข้และน้ำดื่มขึ้นไปให้ชายหนุ่มบนห้องนอนของเค้า ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินกลับขึ้นไปที่ห้องของผู้เป็นบิดามารดาแล้วปิดประตูลั่นกลอนแน่นหนาไว้เป็นอย่างดี


วันนี้เจอเรื่องมากเยอะจนมึนหัวไปหมด หนำซ้ำหัวใจก็ยังเต้นแรงไม่ยอมหยุดอีกด้วย


“เหนื่อยชะมัด!”


ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสปริงก่อนแหงนมองเพดานฝ้าที่ปูทับไปด้วยวอลเปเปอร์สีครีมลายเถาว์ไม้รสนิยมแบบผู้ใหญ่ นิ้วมือเรียวลูบไล้ริมฝีปากพลางคิดทบทวนอีกรอบ รสชาดจูบของไทป์ยังคงฝังอยู่นี้ราวกับไม่ได้ผ่านเลยไป มิลบอกตัวเองว่าเค้าไม่ได้รู้สึกรังเกียจ หากแต่ที่เค้าต่อต้านและแอบแค้นอยู่ลึกๆในใจก็คือเรื่องที่ต้องยอมยกย่องให้กับเทคนิคและความเจนจัดของอีกฝ่ายที่มิลเองแทบจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วยซ้ำนั่นแหละ


ทุกอย่างก็เพราะโดนหลอกมาโดนตลอดน่ะสิ!


ปี๊ด!....คำๆนี้ที่เพ่ยเพ่ยพูดเอาไว้มันกลับมาปี๊ดขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้


“ถ้าจบง่ายๆมันก็คงจะสบายเกินไปแล้วละมั้ง นายไทป์....ฮึ่ม! มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ ไอ้ของที่นายต้องการน่ะ”

 


To Be Continue

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แง่มๆ หลงเข้ามา

อารมณ์ อยากอ่านฟิค จัดดดด

เจอฟิค นี้เข้ามา แล้ว ก็อ่า หนุกดีนี่หว่า

อารมณ์ตอนนี้ ต่อไวๆ นะ อิอิ

big smile big smile big smile big smile big smile

#1 By *~PeachiiZ~* on 2007-10-19 17:41