TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 2]
posted on 18 Oct 2007 00:55 by dittri
:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม
ตอนที่ : 2
“ครูรู้นะว่าพวกเธอไม่ได้ตั้งใจ แล้วไหนๆวันนี้ก็เป็นวันเปิดเทอมวันแรกครูไม่อยากจะทำอะไรให้เสียฤกษ์นักหรอก เอาล่ะ วันนี้ครูจะภาคทัณฑ์พวกเธอเอาไว้ก่อน คังอิน เธอไปเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศน์ได้ ส่วนคิม แจจุง เดี๋ยวพอหลังโฮมรูมแล้วมาที่ห้องพักครูด้วย อาจารย์ชเวที่รับหน้าที่ดูแลเธออยู่ คงมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ”
“ครับ!” เสียงตอบรับแข็งขัน นักเรียนชายทั้งสองจัดแจงโค้งคำนับอาจารย์ฝ่ายปกครองก่อนพากันเดินกลับออกไปจากห้องควบคุมกฎระเบียบของโรงเรียน คังอินดบกมือให้เพื่อนที่ยืนรออยู่อีกสามคนก่อนพวกนั้นจะเดินเข้ามาใกล้
“เป็นไงบ้างวะ โดนอะไรแรงๆรึเปล่า?” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามพลางส่องสายตาล่อกแล่กมองเข้าไปในห้องปกครองเพื่อคอยระแวดระวังคำพูดของตนไม่ให้อาจารย์จอมเฮี้ยบออกมาได้ยินเข้า
“ก็ไม่เท่าไหร่” คังอินยักไหล่ทำท่าทางไม่ยี่หระกับร่องรอยบาดแผลฟกช้ำตรงหน้าและบริเวณข้างมุมปากที่มีพลาสเตอร์ยาแปะเอาไว้ ทั้งสองคนถูกสั่งให้เข้าไปทำแผลที่ห้องพยาบาลหลังจากก่อการวิวาทที่หน้าประตูทางเข้าของโรงเรียนเมื่อยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ ที่ใบหน้าของคังอินมีพลาสเตอร์แปะเอาไว้สองแห่ง ส่วนบนใบหน้าของแจจุง นอกจากที่ข้างโหนกแก้มซ้ายแล้ว ทุกอย่างยังคงปกติดี
“แค่หมัดแมวเล็กๆ ไม่ถึงกับสะเทือน” คังอินพูดต่อ ก่อนเหล่สายตาชำเลืองไปมองอีกฝ่ายที่ยืนเยื้องห่างออกไป แจจุงรู้สึกตัว เค้ากำลังโดนท้าทายอีกครั้งด้วยสายตา แต่ทว่า เพราะตัวเค้าเป็นเพียงนักเรียนทุน ชื่อของอาจารย์ชเวซึ่งรับฝากฝังเค้าเอาไว้ที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นเครื่องเตือนสติให้แจจุงตัดใจไม่คิดจะต่อปากต่อคำไปมากกว่านี้
“ไม่เอาน่าคังอิน วันนี้เปิดเทอมวันแรก อย่าไปมีเร่องดีกว่า เข้าห้องประชุมกันเหอะ” เพื่อนอีกคนของหมอนั่นโอบบ่าแล้วลากพาให้เดินห่างออกไป คังอินหันกลับมาจ้องหน้าเค้าอีกครั้ง แสยะยิ้มที่มุมปากให้เห็น
“ก็จริง อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องกลับไปพบอาจารย์หลังชั่วโมงโฮมรูม” คนพูดส่งเสียงหัวเราะอย่างไม่มีสาเหตุ เพื่อนๆเองก็ไม่เข้าใจ แต่จะอะไรก็ช่าง ไม่มีใครอยากยืดเยื้อเวลาให้เกิดเรื่องระลอกที่สอง ดังนั้นกลุ่มของเจ้าจอมอันธพาลนั่นจึงพากันเดินจากไปในที่สุด
ทิ้งเอาไว้ก็แต่ใครคนหนึ่งที่ยังคงยืนกำมือตัวเองเอาไว้แน่น
“ถ้านายมีก้อนหินอยู่ในมือ ยิ่งกำเท่าไหร่ คนที่จะเจ็บมากกว่าใคร มันก็มีแค่ตัวนายเอง” แจจุงเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาให้มีเพียงตัวเค้าเท่านั้นที่พอจะจับใจความได้ แม่ที่จากไปมักจะทิ้งคำสอนดีๆเอาไว้ให้เตือนสติพี่ชายคนโตอย่างเค้าเช่นนี้เสมอ
แจจุงก้มหน้าและแบบมือออกดู รอยเล็บแดงที่จิกเข้าลึกลงไปบนเนื้อของตัวเองยิ่งตอกย้ำรอยช้ำให้ยิ่งเจ็บใจ กี่ครั้งแล้วที่ถูกดูถูกดูแคลนจากเจ้าพวกคนรวยที่ถือว่าตัวเองเป็นคนเหนือคนอย่างนี้ กี่ครั้งแล้วที่ค่าของการมีชีวิตอยู่มาด้วยสองแขนสองขาของตัวแองกลับต้องถูกสังคมบีบลงให้เล็กลีบ ทั้งที่น่าจะได้พบกับความรู้สึกใหม่ๆและสิ่งที่น่าจดจำ แต่กระนั้น แม้แค่จินตนาการ โลกในความฝันของเค้ากลับแสนสั้นไม่ต่างกับความสุขอันน้อยนิดบนโลกของความจริง
“ไม่ควรคิดอะไรให้มาก ยิ่งคิดมากยิ่งรกสมอง จุดมุ่งหมายของนายคือแค่ทนไปอีก 3 ปี เรียนจบ และหางานดีๆทำไม่ใช่เหรอ?” ใบหน้าหวานที่มีแผ่นพลาสเตอร์ยาขนาดใหญ่แปะเอาไวที่โหนกแก้มแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า บอกตัวเองและสัญญาเอาไว้ในใจ เค้าไม่ใช่คนที่อ่อนแอและอ่อนไหว ดังนั้นจะไม่ท้อกับอะไรเพียงเท่านี้
เสียงสัญญาณประกาศเรียกรวมตัวที่ห้องประชุมดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะจับใจความได้ว่านี่เป็นเวลา 10 นาทีสุดท้ายก่อนเริ่มต้นพิธีปฐมนิเทศน์นักเรียนใหม่แล้ว
เฮ้อ! ....แจจุงถอนหายใจ สารรูปแบบนี้ขืนเดินดุ่มเข้าไปในห้องประชุมคนเดียวมีหวังได้เด่นเป็นเป้าสายตายชัก ว่าแล้วก็กวาดสายตามองไปโดยรอบ ที่ตึกด้านหน้าคือตึกอาคารเรียนแฝดที่น่าจะมีชั้นดาดฟ้าให้หลบไปนั่งเล่นฆ่าเวลาได้บ้าง ว่าแล้วก็ยกกระเป๋าเป้พาดขึ้นบ่าแล้ววิ่งตรงไปยังจุดหมายในทันที
“ค่อยยังชั่ว นึกว่าประตูชั้นบนจะล็อคเสียอีก” วิ่งหอบแฮ่กขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุดที่เรียกว่าดาดฟ้าจนได้ ประตูเหล็กบานใหย่ที่กางกั้นเอาไว้ตรงหน้าบันไดขั้นสูงสุดไม่ได้หนักจนเกินกำลังอย่างที่คิด แจจุงเพียงแค่ออกแรงดันมันนิดหน่อย ไม่ทันได้เขย่าหรือเตะ ถีบ กระทืบ อะไรอย่างที่ใจคิด ไอ้เจ้าประตูนั่นก็เปิดรับเค้าเข้าสูงโลกใบใหม่ที่สูงเทียมฟ้าขึ้นไปเสียแล้ว
“ว้าว! อากาศข้างบนนี้ดีชะมัด” ไม่ลืมที่จะปิดประตูเข้าไปไว้อย่างเก่า แจจุงก้าวเท้าเดินตรงไปที่ด้านหน้า ยืดแขนจนสุดและบิดไปมาตอบรับสายลมเย็นที่พัดมากระทบถูกใบหน้าและร่างกาย เครื่องแบบสีฟ้าของเค้าพลิ้วปลิวไปตามแรงลม ได้ยินเสียงกระพือของเนื้อผ้า แจจุงรู้สึกมีความสุขเหลือเกินกับความว่างเปล่าอันปราศจากผู้คนที่เค้าได้รับ
กระเป๋าเป้ที่ใส่เอาไว้เพียงสมุดเล่มใหม่ 2 เล่มกับเครื่องเขียนที่จำเป็นอีกสองสามอย่างอย่างถูกปล่อยร่วงลงพื้นอย่างไม่ใส่ใจกังวลว่าอะไรหล่นแตกไปเสียตรงนั้น แต่....
“อ่าว! เสียงอะไรฟะ ทะแม่งๆ” ว่าแล้วก็นั่งยองๆลงรูดซิบเปิดกระเป๋าดูซักหน่อย สังหรณ์ใจว่าคงมีใครใส่อะไรเข้าไปในกระเป๋าของเค้าเป็นแน่ และก็ถูก การคาดการณ์ของคิม แจจุง ช่วงนี้มักจะถูกต้องเสมอ
“ชางมินเอ๊ย! เจ้าตัวดี” ผู้เป็นพี่ใช้กระเป๋าของตัวเองปัดพื้นปูนที่ตรงหน้าให้สะอาดและจัดแจงนั่งขัดสมาธิก่อนล้วงมือเข้าไปหยิบไอ้เจ้าต้นเสียงเมื่อครู่ขึ้นมาดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่เค้าคาดเอาไว้นั้นถูกต้องทั้งหมด ห่อขนมปังทาเนยน้ำตาลสามแผ่นในกล่องปิคนิกใบเล็กสีขาว กับกระโน้ตเล็กๆลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อยตามสไตล์ของเจ้านั่น แจจุงหยิบขึ้นมาอ่านแล้วนั่งอมยิ้ม
// พี่ชาย ....นี่สำหรับมื้อกลางวัน หรือ เวลาหิวระหว่างเรียนนะครับ ตั้งใจเรียนล่ะ ผมจะได้ไปยืดกับเพื่อนๆได้ สู้ๆนะครับพี่ (o>__<o) จาก น้องชายที่หล่อกว่าพี่ //
“แหม! เจ้าตัวดีทำเป็นรู้มาก กลับบ้านจะเบิ๊ดกะโหลกซะให้เข็ด” ว่าพลางกลั้วเสียงหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว เค้าเก็บขนมปังที่น้องชายอุตส่าห์ลุกขึ้นมาทำให้เอาไว้ก่อน แล้วค่อยลุกขึ้นเดินสำรวจไปมาบนดาดฟ้าอย่างอารมณ์ดี ก่อนเริ่มต้นผิวปากและค่อยๆเปลี่ยนมาร้องเพลงที่เค้าถูกใจแข่งกับเสียงที่พัดผ่านไปของสายลม
“เจ๋งดีนี่!” เสียงปรบมือรัวติดกันดังขึ้นมาจากทางด้านหลังทันทีที่บทเพลงนั้นบรรเลงจบ แจจุงสะดุ้งเฮือก! มีใครบางคนอยู่ที่นี่ เค้าคิดแล้วหมุนตัวกลับเพื่อมองหาต้นตอของเสียง ทั้งๆที่น่าจะอยู่แถวๆตรงด้านหน้าประตู แต่กลับไม่มี
“อยู่นี่ต่างหากล่ะ” ใครคนนั้นร้องบอกพร้อมแสดงตน นักเรียนชายแปลกหน้าอีกคนปรากฎตัวขึ้นตรงหน้า ชายหนุ่มที่น่าจะสูงกว่าเค้า โกรกผมสีน้ำตาลอ่อน และมีใบหน้าที่สะดุดตา
“นาย....ร้องเพลงเพราะน่าดูเลยนะ ฉันชอบ” คนที่กระโดดลงมาจากด้านบนอีกชั้นของชั้นลอยเหนือประตูทางเข้าใช้มือปัดละอองฟุ่นออกจากกางเกงของตนแล้วหันมาส่งยิ้มชื่นชมให้
“นายเป็นใคร?” แจจุงจ้องหน้าถามอย่างไม่เป็นมิตร เค้ารู้สึกเสียหน้าอยู่บ้างที่จู่ๆก็ต้องมาถูกคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตามาก่อน มาเห็นในตอนที่....เอ่อ....ที่เค้ารู้สึกว่ามันน่าอาย
“นั่นสิเนอะ เสียมารยาทจัง” อีกฝ่ายยิ้มใส่อีกครั้ง เป็นรอยยิ้มจริงใจที่เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย “ฉันชื่อ จุง ยุนโฮ นักเรียนปี 1 เหือนกับนาย ยินดีที่ได้รู้จัก”
“.......” เงียบ แจจุงยืนนิ่ง เค้าไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตอบอะไร ไม่แม้แต่จะยื่นมือไปจับทักทายตอบต่อคนที่ยืนส่งยิ้มให้ตรงหน้า
“อ่ะ....ขอโทษที หรือนายไม่คุ้นกับการจับมือทักทาย” ยุนโฮนึกขึ้นได้ เค้าหัวเราะแห่ะแห่ะแก้เขินก่อนที่จะลดระดับมือที่ยื่นออกมาลงไป แล้วเก็บมันเข้าไปข้างลำตัวอย่างเคย
“นายอยู่ข้างบนนี้นานแล้วเหรอ?” แจจุงถามกลับไปบ้าง แต่ใบหน้าของเค้าไม่ได้ส่งตอบรอยยิ้มให้ ทำให้ยุนโฮรู้สึกหดหู่ในใจ แต่กระนั้นก็ยังไม่คิดจะอยู่เฉย อย่างน้อยก็ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบสนองเค้าเอาเสียเลย ถึงแม้สีหน้าในตอนที่ร้องเพลงและเริงร่าเมื่อครู่จะเลือนหายไปในพริบตาก็ตามที
“พอดีฉันไม่อยากเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศน์น่ะ คนพวกนั้นน่ารำคาญ ฉันไม่อยากถูกจ้องมองเหมือนตัวประหลาดแบบเมื่อเช้า” ยุนโฮตอบ ในขณะที่แจจุงกำลังเดินกลับไปที่กระเป๋าและทำท่าจะหยิบมันขึ้นมาสะพาย
จากการที่ใช้สายตาพินิจอีกฝ่ายในหลายๆมุมแล้ว แจจุงบอกตัวเองว่าถ้าหากเดาไม่ผิด บางทีหมอนี่อาจจะเป็น ‘เจ้าชายลี ชิน’ นามสมมุติ ที่เค้าเพิ่งเจอที่หน้าประตูโรงรียนเมื่อเช้าก็เป็นได้ แม้จะไม่ได้เห็นใบหน้าตรงๆ แต่มองจากด้านหลัง สีผม และรูปร่างกับความสูงโดยประมาณแล้ว การคาดการณ์ของเค้าอีกครั้งก็คงจะไม่ผิดพลาดอีกเป็นแน่
ไอ้เจ้าลูกเศรษฐี รูปหล่อ พ่อรวย แถมยังมีคนพร้อมที่จะพินอบพิเทาล้อมหน้าล้อมหลังให้วุ่นไปหมดแบบนี้ ไม่ต้องเกี่ยวข้องด้วยดูท่าจะเป็นการดีที่สุดละมั้ง
“นี่ นาย!.....จะไปไหนน่ะ?” เสียงเรียกของอีกฝ่ายไม่ทำให้ความตั้งใจของแจจุงเปลี่ยนไป ร่างผอมบางยกกระเป๋าขึ้นสูงก่อนพาดลงบนบ่าแล้วเดินเปิดประตูกลับออกไป ไม่มีคำตอบใดๆ ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำแนะนำตัว
“น่าเสียดายจังน๊า~! ทั้งที่เป็นคนยิ้มสวยแท้ๆ กลับมัวแต่ทำหน้าบูดบึ้งอยู่ได้ ....เฮ้อ! เสียของหมด”
ว่าแล้วก็ถอนหายใจเสียหนึ่งยก จากนั้นค่อยก้าวเท้าเดินออกไปที่ริมรั้วกั้นสุดเขตแดนของลานกว้างบนดาดฟ้า ยุนโฮชะโงกหน้าลงไปมองที่ด้านล่างซึ่งห่างจากจุดที่เค้ายืนลงไปอีก 6 ชั้น บนพื้นคอนกรีตนั้นมีเพียงนักการภารโรงและคณะกรรมการนักเรียนกับอาจารย์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงเดินผ่านไปมา พวกนั้นคงไม่ต้องไปเข้าร่วมกิจกรรมภายในหอประชุมสินะ ....ว่างจนน่าอิจฉาเสียจริงๆ
“ไอ้เราเองก็ว่างเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
นึกถึงใบหน้าของคนเมื่อครู่ขึ้นมาอีกจนได้ นี่ถ้าเกิดว่าเค้าไม่ไปพูดอะไรขัดหูอีกฝ่ายเอาเสียก่อนคงจะได้ผูกมิตรเป็นเพื่อนนั่งคุยกันเพื่อฆ่าเวลาไปแล้วล่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าตัวเองไปพูดไม่ถูกใจอีกฝ่ายตรงไหนก็เถอะนะ แต่ยังไงๆ คนที่เสียมารยาทไปแอบฟังเค้าร้องเพลงก็คงไม่มีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกหรอกจริงมั้ยล่ะ?
“ลมเย็นดีจังน๊า~! อยากอยู่ตรงนี้นานๆจริงๆเล้ย~!!” ว่าแล้วก็บิดขี้เกียจไปมาอีกรอบ ก่อนถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแล้วใช้มันปูลงบนพื้นเป็นเบาะรองนอน
หลับมันซะตรงนี้ดีกว่า อีกซักพัก เดี๋ยวพอหมดช่วงชั่วโมงปฐมนิเทศน์นั่น เจ้าดงเฮก็คงจะวิ่งขึ้นมาตามเราเองนั่นแหละ
######
เสียฤกษ์ชะมัด!!
สุดท้ายก็ไม่ได้นั่งสงบๆคนเดียวบนดาดฟ้าจนได้ แจจุงเดินย่ำเท้าตึงๆลงจากขั้นบันไดชั้นบนลงมาเรื่อยๆจนถึงหน้าห้องน้ำชั้น 3 เค้าไม่อยากเดินต่อไปให้ถึงหอประชุม ไม่อยากจะแอบย่องเข้าไปในช่วงที่ท่าน ผอ. ของโรงเรียนกำลังกล่าวทักทายและให้โอวาทกับนักเรียนใหม่ที่ยืนอยู่ด้านในห้องโถงนั้น ....ไม่อยากมองหน้าใคร .....ไม่อยากทำอะไร
แจจุงก้าวเท้าเข้าไปในห้องน้ำที่ด้านหน้า พื้นที่กว้างขวางและสะอาดตาสมกับเป็นห้องน้ำของโรงเรียนอันดับหนึ่งจริงๆ ว่าแล้วก็กระหยิ่มยิ้มย่อให้กับตัวเองซักหน่อย ถึงวันนี้จะไม่ใช่ว่าดวงดีอะไร แต่ก็ยังไม่ถึงกับซวยเต็มร้อย ดังนั้นเมื่อเหลัยวซ้าแลความไม่เห็นใคร เค้าจึงตัดสินใจจะใช้ห้องน้ำนี่แหละเป็นที่หลบหลีกลี้ภัยตัวเองออกให้ไกลสังคมของผู้คน แม้จะเป็นเพียงแค่ซักชั่วโมงเดียวก็ยังดี อย่างน้อยก็แค่ให้เค้าได้เตรียมใจ ก่อนที่จะต้องไปพบเจอกับเพื่อนใหม่ๆที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ก็เท่านั้น
เวลาผ่านไปราวๆชั่วโมงกับอีก 20 นาทีเห็นจะได้ วันนี้ดูท่ากิจกรรมการต้อนรับน้องใหม่และการก้าวอะไรต่อมิอะไรของพวกรุ่นพี่จะยืดเยื้อออกไปจนน่าทึ่ง แจจุงได้ยินเสียงอื้ออึงของเหล่านักเรียนคนอื่นๆที่กำลังเดินผ่านและแวะเวียนเข้ามาใช้งานห้องน้ำร่วมกับเค้า เจ้าพวกนั้นบ่นกันน่าดูว่านั่งฟังประวัติอันยาวนานของโรงเรียนจนเมื่อยก้น แล้วไหนจะอาจารย์ฝ่ายปกครองที่แจจุงต้องเจอเม่อเช้าอีกล่ะ อาจารย์ลี ที่พูดถึงกฎระเบียบของโรงเรียนทั้ง 117 ข้อได้อย่างละเอียดยิบไม่มีขาดแม้ซักตอน
โชคดีจริงๆนะที่ไม่ได้เข้าไปนั่งจ๋องอยู่ที่นั่น ....แจจุงบอกกับตัวเองก่อนเก็บสมุดที่หยิบขึ้นมาวาดรูปฆ่าเวลาลงกระเป๋าแล้วค่อยลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาเตรียมตัวออกจากห้องน้ำ แต่ไม่รู้เพราะอะไร บทสนทนาที่ได้ยินจากด้านนอกกลับทำให้เค้าชะงักหยุดและเงี่ยหูฟัง
“ที่นายพูดถึงนี่ใช่ลูกชายของผู้อำนวยการโรงพยาบาลใหญ่นั่นรึเปล่าวะ?”
“อื้อ! ใช่ จุง ยุนโฮไง คนที่พวกแผนกสาวๆเรียกกันว่า เจ้าชายยุนโฮ หรือคุณชายยุนโฮ คนนั้นแหละ ได้ยินว่าเพิ่งกลับมาจากนอกนะเว้ย หรูรึป่าวล่ะ? แหม....ฉันล่ะอยากจะเกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทองอย่างหมอนั่นจริงๆ”
“อื้อ! ช่ายๆ เมื่อเช้านี้รถที่มาส่งแมร่งอย่างหรู ทีแรกเห็นนึกว่าเจ้าชายลี ชิน จากพระราชวังซะอีก ให้ตายเหอะ! ถ้าฉันเกิดมาได้หล่อ แล้วก็รวยแบบหมอนั่นนะ ชาตินี้ก็ไม่อยากจะขออะไรอีกแล้วละ สุดยอดจะเพอร์เฟ็คแมนเลยจริงๆ”
“โห่! ไอ้เพ้อ แกอย่ามาฝันเอาตอนกลางวันเหอะขอร้อง แค่แกจะได้เป็นเพื่อนกับเค้า เค้าจะสนใจแกรึเปล่าก็ไม่รู้ บ้านพวกเราถ้าเทียบกับเค้ามันก็แค่พวกเศษย่อยฝุ่นผงเท่านั้นแหละ ไหนจะธุรกิจอื่นๆของเครือโรงพยาบาลนั่นอีก อย่าฝันเลยว่ะเรา เจียมเนื้อเจียมตัวเอาไว้หน่อยดีกว่า....เนอะ”
“อื้อ....ก็ใช่ เจียมเนื้อเจียมตัว”
“นั่นสินะ....ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว” ประโยคหลังนี่แจจุงกระซิบบอกกับตัวเองหลังจากที่บทสนทนาด้านนอกจบไปแล้ว เค้ารู้สึกอึดอัดในใจกับคำพูดของตัวเอง แต่ถึงกระนั้นความจริงหากจะยอมรับมัน ไม่ว่าอยากไรก็ต้องทนแบกต่อไปให้ไหว
แค่ไม่เข้าไปยุ่งกับคนประเภทนั้น เราเองก็จะสามารถรักษาพื้นที่เล็กๆของเราเอาไว้ได้จนเรียนจบ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องคบหา และไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ให้ใครต่อใครได้ใช้เป็นข้อเปรียบเทียบเพื่อเอาไปนินทา
ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก แจจุงก้าวเท้าไปยืนที่หน้าอ่างล้างหน้าและจ้องมองกระจกเงา เค้าค่อยๆคลี่ระบายรอยยิ้มให้กับตัวเองอีกครั้ง แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูขมขื่นแต่เค้าก็ปลอบใจตัวเองว่านั่นมันยังดีเสียกว่าที่เค้าจะต้องยอมรับว่าตัวเองยิ้มไม่เป็น
ก๊อกน้ำตรงหน้าถูกกดลง น้ำใสๆไหลเย็นค่อยๆรินลดลงที่มือทั้งสองข้าง แจจุงโอบประคองน้ำขึ้นมาในอุ้งมือแล้วกวักขึ้นล้างหน้าหลายๆครั้งเพื่อให้ใจของเค้าได้ซึมซับความเย็นจากสายน้ำนั้นเข้าไป ....ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ....แจจุงล้างหน้ซ้ำๆจนพอใจจึงได้เงยหน้ากลับขึ้นไปมองที่กระจกเงาอีกหน
ครั้งนี้เค้าลองยิ้มใหม่ รอยยิ้มที่ฉายอยู่ในโลกอีกใบที่สะท้อนขนาดนั้นบ่งบอกถึงความน่าพึงพอใจ แจจุงที่เข้มแข็งคนเดิมกลับมาแล้ว บอกตัวเองก่อนค่อยๆดึงแผ่นพลาสเตอร์ยาออกและหย่อนทิ้งเอาไว้ที่ถังขยะด้านข้าง
แผลแค่นี้ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ทำให้ฉันถึงตายหรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นแผลใหม่บนใบหน้า หรือแผลเก่าที่ถูกสะกิดให้เจ็บแปลบในใจ ฉันก็จะสู้กับมันต่อไป ....ไม่มีใครมาทำอะไรฉันได้
“เพียงแค่ฉันไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนาย ....จุง ยุนโฮ”
TBC…..
~~~~~~~~~~~~
NOTE : ตอนที่ 2 แล้วนะค๊า งานนี้ได้เห็นยุนโฮภาคใหม่ อาจจะโดนใจใครหลายคน
ที่แน่ๆ โดนใจคนเขียนค่ะ(หัวเราะ) ชอบผู้ชายเท่ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด
ไม่ว่ายังไงแจจุงก็มาก่อนใครอยู่แล้ว เรื่องนี้แค่ 2 ตอนต้น มีคนในบอร์ด
บ่นเกลียดคังอินเพียงเลย(หัวเราะ) สงสารคังอินจัง ....ขอโทษแฟนๆคังอินด้วยค่ะ
มองโลกในแง่ร้ายนิดหน่อยด้วย แต่ถ้าเจอ
แบบแจ มองยังงั้นก็ไม่ผิดล่ะนะ ยุนมาแนวใหม่
เป็นคุณชาย แต่ไม่ชอบวุ่นวายกับใครเหรอ
แต่ดูออกแนวสบาย ๆ ดีนะ
ปล.ซึ้งกับน้องมินอ่ะ ดูทำให้แจดิ น่ารักจัง
#1 By pu (58.137.129.220) on 2008-02-11 14:14