TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 3]
posted on 20 Oct 2007 12:52 by dittri
:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม
ตอนที่ : 3
โดยปกติแล้วผมเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจใคร ไม่แม้แต่จะนึกเก็บเอาเรื่องราวของคนอื่นมาคิดเลยซักนิด ทว่าไม่รู้เพราะอะไร คำถามนี้ผมกลับไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า “ทำไมน้ำเสียง ใบหน้า และ แววตาคู่นั้น ....ผมถึงลืมมันไม่ลง”
“พี่....พี่ยุนโฮ ....จุง ยุนโฮ!!”
“อะ....อะไร?” เจ้าของชื่อสะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนละล่ำละลักหันกลับไปทำเสียงเข้มใส่เด็กหนุ่มแก้มใสที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง “เรียกอยู่ได้ คนกำลังทำงานอยู่ไม่เห็นหรือไง?”
“ทำงานเหรอ?” อีกฝ่ายทวนคำพูดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ก็เห็นๆอยู่นี่ว่าไอ้ที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือมันสมุดบันทึกชัดๆ พี่ชายของเค้ากำลังเขียนไดอารี่ประจำวันอยู่ แต่กลับแก้ตัวไปได้น้ำขุ่นๆว่าทำการบ้าน ....
เฮอะ! เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าทำเสียงขึ้นจมูกก่อนยกมือขึ้นขยับแว่นตากรอบสีแดงทันสมัย มองหน้าพี่ชายอีกครั้งอย่างระอาใจแล้วปั้นหน้าเกินวัยหมุนตัวเดินกลับออกไปทางเดิม
“เดี๋ยว! จุนซู ไอ้เด็กแก่แดด นายมีอะไรจะพูดกันแน่?” ไวทันกัน ยุนโฮที่หงุดหงิดใจกับท่าทีของคนตรงหน้ารีบลุกขึ้นเดินเข้าไปคว้าคอเสื้อจากทางด้านหลัง เสื้อโปโลแปะโลโก้ลาคอสไว้ที่อกยับย่นขึ้นจุกคาง คนถูกดึงรั้งดิ้นขลุกขลักก่อนหันกลับมาจ้องหน้าตาเป๋ง
“อาราย?” พี่ชายถามย้ำ น้ำเสียงเริ่มชักจะยั้งอารมณ์ไม่ค่อยอยู่
“ก็อยากคุยกับพี่ชายนี่ อยากนั่งเล่นเกมส์ด้วย อยากกอด อยากอ้อน คิดถึงงงงงงงง” จุนซูเปลี่ยนแววตาฉับพลัน เด็กหนุ่มหมุนตัวกลับด้านเข้ามาสวบกอดเอวพี่ชายเอาไว้ ทำเสียงง๊องแง๊งงอแงอ้อนใส่ ก่อนเงยหน้าขึ้นทำตาปริบๆแล้วส่งยิ้มหวาน
“เห๋???” รู้สึกตั้งรับไม่ทัน มันเกิดอะไร ยุนโฮไม่ได้ผลักไสอีกฝ่ายหากแต่ยืนทำหน้าเอ๋อพลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
“แหวะคลื่นไส้! คนเค้าล้อเล่นหรอกน่า ทำเคลิ้มไปได้” น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไปกระทันหัน จุนซูคลายวงแขนแล้วทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ “พี่ยูชอนโทรมา โทรเข้ามือถือพี่ก็ปิดเครื่อง เค้าเลยโทรเข้าเครื่องผม”
“แล้วไหนโทรศัพท์นาย?” ยุนโฮถาม เค้าเริ่มจะชินกับไอ้เจ้าอารมณ์ปรวนแปรของน้องชายคนนี้ขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแล้ว
“อ่าว! โทรศัพท์ผมจะมาอยู่นี่ได้ไง เอ้อ! พี่ก็พิลึกเนอะ โทรศัพท์ผมก็ต้องอยู่ห้องผมสิ”
“อ้าว!!”
“มาอ้ง มาอ้าว อะไรอีก อยากคุยก็ตามมา ....มาๆๆๆ อย่าให้พี่ยูชอนรอนาน ทางไกลมันเปลืองนะครับ คนอื่นเค้าไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเหมือนพี่ซะทุกคนหรอก เร็วเข้า!!” น่าน! มีสอน ยุนโฮส่ายหน้าได้แต่ถอนหายใจก่อนเดินตามเจ้าตัวดีไปอย่างไม่คิดจะต่อปากต่อคำ
“กลับมาแล้วเหรอครับคุณป้า?” ทันทีที่ตามออกมาจนถึงระเบียงทางเดินหน้าห้อง คนตัวเล็กกว่าก็แวะทักหญิงสูงวัยหน้าตาใจดีที่ขั้นบันไดขั้นสุดท้าย เด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือของที่อยู่ในมือแล้วส่งรอยยิ้มใสซื่อน่าเอ็นดูให้
“กลับมาแล้วเหรอครับคุณแม่” ยุนโฮเอ่ยคำทักทายบ้าง นึกหมั่นไส้ไอ้เจ้าเด็กสองหน้าในใจ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เค้ารู้สึกจงเกลียดจงชังลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเค้าอะไร ยังดีเสียอีกที่ทางบ้านเค้ารับจุนซูซึ่งเป็นญาติที่ถูกฝากไว้มาอยู่ด้วย เลยทำให้แต่ละวันของเค้านอกจากต้องปั้นหน้าใส่วงสังคมของผู้ใหญ่และสวมหน้ากากคุณชายอยู่ตลอดเวลาได้คลายความเบื่อความเหงาในใจลงไปบ้าง
“แล้ววันนี้ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาลเหรอจ๊ะลูก?” หญิงสาวสูงวัยในชุดลำลองสีครีมขาวดูมีรสนิยมเดินมาหยุดที่ตรงหน้า
“ไม่ครับ วันนี้คุณพ่อบอกว่าจะกลับมาเร็ว ท่านว่าจะพาพวกเราไปทานข้าวนอกบ้าน” ยุนโฮตอบ ใบหน้าระบายรอยยิ้มบางๆอย่างสุภาพ
“งั้นเหรอจ๊ะ แล้วนี่ ทั้งสองคนกำลังจะไปไหนกันล่ะ?” ประโยคคำถามนั้นทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ ทั้งจุนซูที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ข้างๆ และยุนโฮที่กำลังตั้งอกตั้งใจในการเล่นบทลูกชายสุดที่รักรีบนึกขึ้นได้ ....ตายละ! เจ้ายูชอนได้บ่นกระจายแน่คราวนี้(o_O)
“ก็อย่างที่เล่ามาเนี่ยแหละ ....เออ ....ขอโทษแล้วกันที่ฉันมารับสายช้า” ยุนโฮรีบชิงอธิบายทันทีก่อนที่ปลายสายจะร่ายบทสวดที่ยาวเป็นหางว่าว เจ้ายูชอนถึงแม้จะย้ายไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่ยังเล็ก แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเติบโตมาเป็นประชาชนคนเกาหลีตรงตามสัญชาตญาณโดยแท้ จู้จี้ ขี้บ่น แล้วยังจะขี้น้อยใจอีก กะอีแค่เค้าเดินมารับโทรศัพท์ช้าไปหน่อยเดียว อีกฝ่ายก็ทำน้ำเสียงมืดมนใส่ซะแล้ว
“อันนี้ผมไม่เกี่ยวนะ ขอบอกไว้ก่อน” นั่นไง เจ้าเด็กแสบหน้าตาเรียบร้อยที่นอนแผ่หลาอ่านการ์ตูนอยู่บนเตียงตรงหน้าตะโกนเข้าแทรกใส่โทรศัพท์เสียงดัง ....อ๋อเหรอ?....ไอ้ที่นายไม่ยอมเอาโทรศัพท์มือถือติดไปด้วยทั้งๆที่ปลายสายบอกจะคุยกับฉันเนี่ย ตกลงคือฉันผิดคนเดียวใช่มั้ย? ยุนโฮหันไปถลึงตาใส่ แต่ดูท่าจะไม่ได้ผลอะไร เพราะจุนซูแทบไม่เคยใส่ใจ ไอ้นิสัยเป็นเด็กดี 24 ชั่วโมงต่อหน้าคนแปลกหน้า แล้วกลับเป็นเจ้าปีศาจน้อยในเวลาที่อยู่กับคนคุ้นเคย มันเป็นเรื่องถนัดของหมอนั่นอยู่แล้ว
“ว่าแต่ ยูชอนนายจะกลับมาเกาหลีเมื่อไหร่กันแน่?”
// “ไม่รู้ว่ะ สงสัยคงต้องเป็นเทอมสอง หรือไม่ก็ปีหน้าโน่นเลย ที่นี่เรื่องบริษัทของพ่อยังไม่เรียบร้อย ขืนกลับไปทิ้งให้อยู่คนเดียวมีหวังตาแก่นั่นเส้นเลือดฝอยในสมองได้แตกตาย” ปลายสายตอบอย่างขำๆ
ปาร์ค ยูนชอน หรือมิกกี้ ชื่อเล่นที่เรียกตามพวกอเมริกันคือเพื่อนสนิทคนเดียวของยุนโฮที่เค้ามีอยู่ในตอนนี้ พวกเค้ารู้จักและคบหากันด้วยเพราะทั้งสองครอบครัวมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่เมื่อตอนประถมปลาย จู่ๆอีกฝ่ายก็ต้องย้ายตามผู้เป็นพ่อไปศึกษาต่อที่อเมริกา
ก่อนหน้านี้บ้านนั้นเคยเป็นครอบครัวที่อบอุ่นแท้ๆ แต่เพราะธุรกิจและการทำงานที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัวของคุณปาร์คผู้เป็นพ่อนั่นแหละที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ ในที่สุดแม่ของยูชอนก็ตัดสินใจขอหย่าขาดกับสามีและแยกตัวออกไปพร้อมกับน้องชายวัยไล่เลี่ยกันกับเค้า ทำให้ตอนนี้ยูชอนต้องอาศัยอยู่กันตามประสาพ่อลูก แม้จะปากแข็งไม่ช่างเอาใจ แต่ก็ไม่เคยละเอลยการเอาใจใส่ผู้เป็นบิดาแม้ซักครั้ง
สำหรับยุนโฮแล้ว ยูชอนเป็นคนดี เป็นเพื่อนที่ดี และเป็นที่พึ่งให้ในยามที่เค้าอยากพึ่งพิงและไว้ใจใครเสมอ
// “ว่าแต่นายเหอะ มาเรียนที่นี่ได้ซัมเมอร์เดียว แทนที่จะอยู่ต่ออีกหน่อย ฉันเหงาจะตายชัก”
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่หว่า จู่ๆคุณพ่อเกิดคิดอะไรไม่รู้ เรียกตัวฉันกลับมา เป็นนาย นายจะทำยังไง?” ยุนโฮแย้ง ก่อนตั้งคำถาม ใช่!ตัวเค้าเองก็เพิ่งจะกลับมา ก่อนหน้านี้ทั้งที่อุตส่าห์ได้รับอนุญาตให้ไปเรียนต่อท่เดียวกับเพื่อนสนิทแล้วแท้ๆ ทั้งที่ได้หลบไปพักใจจากสังคมที่น่าเบื่อของเกาหลีดังที่ต้องการแต่เพราะเหตุผลบางอย่างนั่นแหละที่ทำให้เค้าต้องบินด่วนกลับมาทันทีที่จบหลักสูตรภาคซัมเมอร์โดยไม่ได้สอบเข้ามัธยมปลายอย่างใจ
// “แต่มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะเนอะ ก็คุณแม่นายดันมาป่วยเอาตอนนี้นี่นา แล้วท่านเป็นยังไงบ้าง? อาการดีขึ้นมั้ย?” ยูชอนซักถามไปถึงคนที่เป็นสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้ยุนโฮต้องเปลี่ยนแผนการณ์ชีวิตกระทันหัน
“ก็แบบเดิม บทจะดีก็ดี บทจะอาการกำเริบก็ทรมานน่าดู จนตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วไอ้โรคที่คุณแม่เป็นจริงๆแล้วมันเรียกว่าอะไร เห็นพวกหมอที่โรงพยาบาลคุณพ่อบอกว่ามันเกี่ยวกับเส้นประสาท ถ้าไม่บำบัดอาจจะเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต” ยุนโฮอธิบายคร่าวๆ ก่อนจะชวนเพื่อนของเค้าเข้าสู่บทสนทนาอื่นที่ดูมีสีสันและผ่อนคลายมากกว่านี้ พวกเค้าแลกเปลี่ยนเรื่องราวและพูดคุยกันถึงโรงเรียนใหม่และชีวิตความเป็นอยู่ต่างที่ ยูชอนรู้ดีว่าเพื่อนของเค้าคงจะกำลังแบกรับกับการต้องสวมใส่หน้ากากทายาทผู้บริหารโรงพยาบาลและธุรกิจในเครืออยู่ไม่น้อย ดังนั้นก่อนวางสายจึงให้สัญญาบางอย่างเอาไว้
// “รับรองนะ ว่าไม่นาน ฉันจะไปเป็นตัวเรียกรอยยิ้มให้นายเอง”
######
วันนี้เป็นวันที่ 3 แล้วหลังจากที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมัธยมปลาย ยามบ่ายแก่ๆ แจจุงเดินลากขาเหงื่อโทรมกายกลับมาตามทางที่เป็นถนนสายยาวซึ่งทอดตรงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน เสื้อตัวนอกของเค้าถูกถอดพาดบ่าไว้ตั้งแต่ที่พ้นเขตแดนของโรงเรียนแต่กระนั้นแสงแดดที่แผดเผาก็ไม่ได้ลดลดหรือเห็นใจเค้าเลยแม้แต่น้อย
ทำไมขากลับระยะทางมันถึงดูยาวไกลกว่าขามานักฟะ? แจจุงคิด เค้าเหลือบมองที่นาฬิกาข้อมือก่อนเร่งสปีดฝีเท้าขึ้นอีกนิดเพื่อให้ร่นระยะทางมากขึ้น ....ขืนเดินทอดน่องต่อไปได้เข้าทำงานสายกันจนได้แหละงานนี้
กลับถึงบ้านรีบกุลีกุจออาบน้ำล้างเหงื่อแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าไปใส่ชุดยูนิฟอร์มของร้านเช่าวีดีโอแล้วคว้ากระเป๋าเป้ใบเดิมซึ่งจัดการเทกระจาดเอาอุปกรณ์การเรียนออกวางไว้ที่ด้านนอกแล้วเปลี่ยนมาเป็นพวกของใช้ที่จำเป็นต่อการทำงานพิเศษในช่วงค่ำเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเลือกหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งมาบางไว้บนโต๊ะกินข้าวขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางบ้าน เขียนข้อความถึงน้องชายที่ยังกลับมาไม่ถึงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้เป็นห่วง
// ไปทำงานแล้วนะ ยังไงมื้อเย็นกินไปก่อนก็ได้ พี่คงกินกับพวกเพื่อนๆที่ทำงาน ......ปล. อย่าลืมทำการบ้าน แล้วก็เอาชุดนักเรียนพี่ไปให้ ลี ซังมี รีดให้ด้วยนะ ......จาก พี่ชายที่หล่อกว่านายจริงๆ + เซ็กซี่ หล่อล่ำ แฮนด์ซั่ม ยกกำลังสาม ฮ่าๆๆ (^o^) //
“หยี๋!! พี่ชายเรานี่หลงตัวเองชะมัด” ชางมินกลับมาถึงบ้าน อ่านข้อความบนโต๊ะแล้วหัวเราะใส่ พี่แจจุงคงออกไปทำงานนานแล้วสิท่า คิดพลางเดินไปเด็บสัมภาระให้เรียบร้อยและเริ่มจัดแจงทำงานในส่วนที่เหลือไว้พอให้เข้าที่เข้าทางจากนั้นจึงเดินไปที่ด้านหลังบ้าน เก็บผ้า 5 -6 ชิ้นที่แขวนตากเอาไว้มาเลือกพับตามความเคยชิน
“ชุดนักเรียนของพี่สวยจัง เมื่อไหร่เราจะได้ใส่บ้างนะ?” ชางมินยกเสื้อสูทขึ้นทาบกับตัวเองก่อนยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ พี่ชายของเค้าเป็นถึงนักเรียนที่สอบได้ทุนของโรงเรียนมีชื่อ ดังนั้นอนาคตเค้าเองก็จะไม่ยอมน้อยหน้าเป็นอันขาด อนาคตที่ชางมินฝันเอาไว้ คือการได้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่เดียวกับพี่ของเค้า ร่วมกันเรียนรู้ ทำกิจกรรม และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานด้วยกัน
“มี....คราย....อยู่ในบ้านบ้างวะเนี่ย!??” เสียงดังโหวกเหวกโวยวายที่ด้านหน้าประตูทางเข้าบ้านทำให้เด็กหนุ่มถึงกับชะงัก ชางมินรีบหอบกองผ้าเข้าไปไว้ในห้องนอนเล็กๆของพวกเค้าแล้วกลับออกมาทักทายคนที่เดินโซซัดโซเซเตะข้าวของสะเปะสะปะไปทั่ว
“พ่อ....กลับมาแล้วเหรอครับ?”
“ก็กลับมาแล้วสิวะ! .....ถ้าไม่กลับมา ....แล้วที่เห็นนี่มันผีหรืองาย?? ฮ่าๆ” คนตอบคำถามส่งเสียงหัวเราะอารมณ์ดี ก่อนเดินเข้ามาหาลูกชายคนเล็กแล้วโอบบ่าไว้อย่างรักใคร่ “ไหน.... ชางมินลูกพ่อ .....ดูซิ! วันนี้....เป็นยางงายบ้าง?”
“แห่ะ! แห่ะ! ก็ดีครับ ที่โรงเรียนวันนี้ผมได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนแสดงในงานละครเวทีประจำปีด้วย” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าบาน เค้าอยากอวดข่าวความสามารถและสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีนี้ให้ผู้เป็นพ่อได้รับรู้
“ง้าน.....เหรอลูก?” พ่อยิ่งกระชับกอดบ่าชางมินแน่นขึ้น แน่นจนรู้สึกอึดอัดกับกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้ง แต่เค้าก็ไม่คิดที่จะผลัดไสหรือออกแรงปฏิเสธอะไร ชางมินทำเพียงแค่ยิ้ม และพยักหน้ารับ
“งั้นเราก็ต้องฉลองกันซักหน่อย .....จริงมั้ย?”
“ฉลอง....ยังไงครับ?”
“ไป....ไปซื้อเหล้า กับ กลับแกล้มมานั่งกิน ฉลองให้ลูกชายคนเก่งของพ่อซักหน่อย ....ไปลูก ไปซื้อของมากินกัน”
“แต่เราไม่มีเงินนะครับ ผมว่าพ่ออาบน้ำแล้วนอนดีกว่า นี่พ่อก็เมามากแล้ว”
ชางมินบ่ายเบี่ยง เค้าก้มหน้ามองพื้น คำพูดที่เอ่ยออกไปไม่รู้จะได้ผลตอบกลับมาอย่างไร บางทีพ่ออาจจะโกรธและลงไม้ลงมือทุบตีเค้าอย่างที่เคยก็เป็นได้ แต่ถ้าจะให้ไปขโมยเอาเงินเก้บของพี่ชายที่ซ่อนเอาไว้เพื่อปากท้องและการเล่าเรียนของพวกเค้าอย่างที่เคยล่ะก็ ชางมินจะไม่ยอมทำอย่างนั้นอีกเป็นอันขาด
....พี่ชายทำเพื่อเค้ามามาก เค้าเองก็อยากที่จะลองทำอะไรๆเพื่อพี่ชาย
######
“เดี๋ยวผมขอแวะเช่าวิดีโอซักหน่อยนะครับ พอดีมีเรื่องที่อยากดู” ขากลับจากรับประทานอาหารมื้อค่ำ ยุนโฮบอกผู้เป็นพ่อเช่นนั้น
“ทำไมพี่ไม่ซื้อเลยล่ะ ในห้างก็มีขายเยอะแยะ” จุนซูถาม สีหน้าสงสัย
“นั่นสิลูก มาเช่าแบบนี้เสียเวลาไปมาจะตาย ไหนจะต้องคอยเอาไปคืนเค้าอีก แม่ว่ามันไม่ค่อยคุ้มนะ”
“เอาน่า!” ผู้เป็นพ่อแย้งขึ้น “ลูกผู้ชาย ให้รู้จักสังคมที่แตกต่างไปบ้าง หัดช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ที่จะเข้าหาคนในหลายๆประเภท แบบนั้นก็ไม่เสียหายนี่คุณ” ....ยุนโฮยิ้ม เค้าชอบวิธีการสอนของพ่อ
“งั้นเดี๋ยวช่วยแวะที่ร้านเช่าวีดีโอให้ด้วยนะคุณอิม”
“ครับท่าน” คนขับรถตอบรับคำของผู้เป็นนายอย่างสุภาพ ที่บ้านของจุง ยุนโฮ เจ้าบ้านผู้เป็นพ่อของเค้าสอนให้ให้ทุกคนใช้คำพูดที่สุภาพต่อกันและกัน ไม่เว้นแม้แต่การพูดจากับคนที่ฐานะ และ การศึกษาต่ำต้อยกว่าตน
ไม่นาน รถยุโรปคันเดิมกับที่ขับไปส่งยุนโฮที่โรงเรียนทุกเช้าก็เข้าจอดเทียบที่ริมฟุตบาท ยุนโฮเอ่ยชวนน้องชายลงไปด้วยแต่จุนซูกลับปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าอยากจะนั่งเล่นเกมส์ PSP ในมือต่อให้จบ ดังนั้นลูกชายคนโตของบ้านจุงจึงรีบก้าวลงจากรถและตรงเข้าไปยังเป้าหมายเพื่อใช้เวลาในการทำธุระของตนให้รวดเร็วที่สุดตามมารยาท
“สวัสดีครับ เชิญครับ” เสียงพนักงานที่เคาท์เตอร์เอ่ยต้อนรับ พร้อมกับเสียงประโยคเดียวกันเอ่ยขึ้นอีกสองครั้งจากพนักงานคนอื่นๆที่อยู่ด้านในของร้าน ยุนโฮพยักหน้ารับคำทักทายแล้วส่งยิ้มให้พนักงานคนแรกที่เค้าเห็น
“ผมอยากได้หนังทั้งหมดของจอห์นี่ เด็ปป์ ไม่ทราบว่าอยู่มุมไหนครับ?”
“อ๋อ! ทางขวาครับ คุณเดินไปตรงนั้น เดี๋ยวผมจะบอกพนักงานอีกคนให้ช่วยหา” ยุนโฮพยักหน้ารับ เค้ไม่ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย เพราเวลานี้สิ่งที่ควรสนใจคือเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกามากกว่า
“เฮ้!! แจจุง รับลูกค้าที”
“คร้าบ~!!”
เสียงตอบรับนั้นทำเอายุนโฮนิ่ง เค้าคงหูฝาดไปเองที่นึกถึงเสียงและใบหน้าของใครบางคน แต่เมื่อเดินไปถึงมุมในสุดตามด้านที่พนักงานคนก่อนหน้านี้ชี้ทางให้ ยุนโฮกลับไม่คิดว่านั่นจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา
“อ่าว....นาย?”
“.....”
อีกฝ่ายเองก็ชะงัก ใบหน้าหวานอ้ำอึ้งอย่างบอกไม่ถูก แต่ยุนโฮกลับเปลี่ยนสีหน้าตกใจมาเป็นการส่งรอยยิ้มสดใสให้กับคนตรงหน้า
“ที่แท้นายก็ชื่อแจจุงน่ะเอง”
TBC…..
แล้วนี่พ่อเมากลับมาบ้าน ชางมินจะเป็นไงบ้างล่ะ
จุนซู ออกแนวแก่น ซ่า เอาแต่ใจ และไม่ยอมใคร
แต่ก็คงต่อหน้ายุนละมั๊ง ต่อหน้าผู้ใหญ่ทำตัวดีนิ
#1 By pu (58.137.129.220) on 2008-02-11 14:22