TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 5]
posted on 21 Oct 2007 19:04 by dittri
:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม
ตอนที่ : 5
ทั้งที่ในโลกใบนี้มีเนื้อที่ออกจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่ทำไมนะ? บางครั้งบางคราที่ตัวเราต้องการเพียงพื้นที่เล็กๆกลับยิ่งรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบไม่มีแม้แต่ที่ที่เหมาะสมสำหรับคนอย่างเรา
หนึ่งก้าว....สองก้าว....สามก้าว สองขานั้นก้าวเดินออกไป ไม่มั่นคงและยังคงสั่นไหวอยู่เสมอ ทั้งที่พยายามเหลือเกินที่จะยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งให้จงได้ แต่ทว่า....ไม่ว่าอย่างไร เมื่อสายลมอ่อนๆโชยพัดผ่านไป น้ำตาก็พาลจะไหลอาบสองแก้มเสียทุกที
“เฮ้ย! อย่าทำบ้าๆนะ คิม แจจุง!!”
เสียงร้องตะโกนเรียกชื่อทำให้ร่างบางหยุดชะงัก เจ้าของชื่อนิ่งเงียบและทอดถอนหายใจ ก่อนที่ใครบางคนจะวิ่งตรงเข้ามาและคว้ารั้งข้อมือเอาไว้โดยแรง
“จะทำบ้าอะไร?” ตวาดถาม อีกฝ่ายหมุนตัวกลับประจันหน้า จ้องมองกลับมา เหนื่อยอ่อนใจ
“อะไรของนาย?”
“ก็เห็นอยู่ชัดๆว่านายกำลังจะ....เอ่อ....อาจจะฆ่าตัวตาย” คนหวังดีที่กุมข้อมือบางเอาไว้ยังคงรั้งให้ร่างบางเดินเข้ามาใกล้ เพื่อความแน่ใจ เค้าคิดว่าควรจะออกห่างจากรั้วกั้นของชั้นดาดฟ้าให้มากที่สุด
“ประสาท!!” สบทคำ แล้วสะบัดข้อมือออกให้พ้นจากพันธนาการ ทว่าอีกฝ่ายกลับขืนเอาไว้ด้วยฝ่ามือแกร่ง แจจุงเงยหน้ามอง จ้องตาเขียว ริมฝีปากบางถูกกัดเม้มเข้าหากันแน่น คนนี้ๆกำลังทำให้เค้าอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก
“นายจะเอายังไง?”
“ทำไมต้องอารมณ์เสียด้วยล่ะ?”
“ฉันเจ็บ”
“อ๊ะ....เอ่อ....” เพิ่งรู้สึกตัว ยุนโฮรีบคลายข้อมือออก หลุบตาลงต่ำ ก้มหน้าแล้วเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาออกมา “ฉันขอโทษ”
“จอง ยุนโฮ ทำไมนายถึงชอบมายุ่งกับชีวิตฉันนัก ห๋า?” แจจุงสะบัดแขนไล่ความเมื่อล้าก่อนยืนเท้าสะเอวใส่ ท่าทางเอาเรื่อง
“ก็นายทำตัวน่าห่วง อย่างวันนี้ ตั้งแต่เมื่อเช้า นายทำหน้าอย่างกับคนจะฆ่าตัวตาย” ชายหนุ่มเอ่ยชี้แจง แววตาที่มองกลับมา อ่อนโยนจนแจจุงรู้สึกสั่นไหว ....ในใจเต้นตึกตัก ในขณะเดียวกันก็รู้สึกร้อนๆหนาวๆชอบกล เค้าไม่เคยรู้จักมัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ บางทีแจจุงอาจจะกำลังเป็นไข้ เค้าบอกตัวเองให้คิดอย่างนั้น
หลายวันแล้ว ที่ชีวิตในรั้วโรงเรียนของคิม แจจุง เปลี่ยนไป ใครบางคนที่มักจะคอยใส่ใจทั้งที่ไม่เคยได้เอ่ยปากขอ นับตั้งแต่วันที่พบกันในร้านเช่าดีวีดีที่เค้าทำงานอยู่ จอง ยุนโฮก็มักจะแวะเวียนไปใช้บริการที่ร้านหรือไม่ก็มาดักพบเค้าที่ชั้นดาดฟ้าของโรงเรียนเสมอ แจจุงพยายามปฏิเสธ เค้าไม่ใช่คนที่ต้องการให้ใครมาใส่ใจ แต่ว่าทำไม?....ทำไมเค้าถึงยังขึ้นมายืนบนนี้ ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับยุนโฮเสมอ ....คำตอบยังคงไม่แน่ใจ และแจจุงก็พยายามจะไม่ให้เครื่องหมายคำถามนั้นวกวนอยู่ในใจของเค้าไปมากกว่านี้
บางที ....เราอาจจะต้องการใครซักคน คนที่เรียกว่า....เพื่อน ....แบบนั้นก็เป็นได้
“ว่ายังไงแจจุง? นั่นไง ถามอะไรก็ไม่ตอบ ต้นเหตุของโรคซึมเศร้า ท่าทางนายคงต้องไปให้โรงพยาบาลของเรารักษาให้ซักหน่อยแล้ว?” ยุนโฮเดินล้วงกระเป๋ากางเกง ก้าวตามร่างบางไปนั่งพิงขอบผนังทางด้านประตูทางเข้าอย่างไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยปากชวนหรืออนุญาต แจจุงปรายสายตามองอีกฝ่ายอย่างอ่อนใจ
ไม่อยากจะพูดอะไรเพราะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง และในที่สุดท่ามกลางความเงียบในสายลมนั้น ทั้งสองคนก็นั่งเอนหลังพิงกำแพงคอนกรีตร่วมกันโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไร
แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าไกล ในที่สุดยุนโฮก็เอ่ยถาม
“เราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่มั้ย?”
“ไม่รู้สิ” ใบหน้าหวานเอ่ยคำตอบโดยไม่หันมาสนใจคนตรงหน้า ดวงตาคู่สวยเหลือบขึ้นมองออกไปสุดสายตา ท้องฟ้าตรงหน้ากว้างใหญ่ แต่เค้ากลับรู้สึกสบายใจที่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ “....นายเป็นใคร ฉันจำไม่เห็นจะได้”
“ทำไม?” น้ำเสียงอีกฝ่ายเจือแววตัดพ้อ
“อะไร?” แจจุงเบนสายตากลับมาจ้องมองและเอ่ยคำถามใส่
“ทั้งที่ฉันออกจะหล่อขนาดนี้เนี่ยนะ นายยังจะจำไม่ได้อีกเหรอ?” คนพูดฉีกยิ้มส่งให้ ....แจจุงเงียบ ไม่รู้จะตอบโต้อะไร ใบหน้าใสปรากฎรอยยิ้มเจื่อนแล้วระบายลมหายใจ ก่อนจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“หึหึ....จอง ยุนโฮ ไอ้คนหลงตัวเอง ....ประสาท!”
######
“ฮั่นแน่! พักนี้สีหน้าพี่ดูสดใสจัง มีเรื่องอะไรดีๆหรือเปล่าเนี่ย?” คำพูดของน้องชายที่กำลังนั่งช่วยกันลอกหน่อไม้ที่เป็นงานพิเศษชั่วคราวจากร้านขายผักของลี ซังมีเพื่อนสมัยเด็กนั้นแทรกขึ้นมาขณะที่เสียงฮัมเพลงของแจจุงบรรเลงอยู่
“พี่มีแฟนแล้วใช่มั้ย?”
“ไอ้เด็กบ้า! ชักจะแก่แดดใหญ่แล้วนายชางมิน” พี่ชายหันไปทำตาดุใส่ แต่ที่ริมฝีปากกลับระบายรอยยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู
“รึไม่ใช่ ผมว่านะ โรงเรียนพี่สาวๆสวยๆเยอะจะตาย แถมพี่ชายก็ออกจะหล่อ”
“หึหึ! ช่าย พี่ออกจะหล่อ” ทบทวนคำพูดที่ทำให้นึกถึงใบหน้าของใครบางคนขึ้นมาเสียดื้อๆ แจจุงยังคงนั่งฮัมเพลงต่อไป เค้าไม่ใส่ใจจะตอบคำถามน้องชายที่เอียงคอปั้นหน้าอยากรู้อยากเห็นใส่ ปลายนิ้วชี้ยื่นออกไปแตะที่หน้าผากเด็กหนุ่มแล้วออกแรงผลักไสให้ออกห่าง “ทำงานซะ อย่าเรื่องมาก เดี๋ยวเย็นนี้จะได้ไปเที่ยวงานวัดกัน”
“อี๋! งานชังนัมเฟสติเวลต่างหาก พี่แจจุงนี่บ้านนอกชะมัด!!” ชางมินเบ้ปากใส่ผู้เป็นพี่แล้วหันมาทำงานต่อ พี่ชายของเค้าไม่ค่อยจะอัพเดทข่าวสารเอาเสียเลย บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า ‘ชังนัมเฟสติวัล’เป็นงานออกร้านสินค้าประจำปีของย่านร้านค้าในเขตนี้ต่างหาก ไม่เคยจะจ้ำเลย ให้ตาย
“อ้าว! ก็เห็นมีของเล่น มียิงปืน ปาเป้า เค้าจะรู้เรอะ”
“หยี๋ๆๆๆ พี่ชายบ้านนอก หว๋าย หน้าตาก็ดี ทำตัวบ้านนอก หว๋าย....อุก....แหวะ! แจจุง ไอ้พี่บ้า เล่นอะไรเนี่ย?” ชางมินรีบพ่นเอากากหน่อไม้ที่ยังค้างอยู่ภายในปากออกแล้วหันไปทำหน้าเจื่อนใส่ แจจุงหัวเราะขำจนปวดท้องกับท่าทางของน้องชายที่ทำให้เค้าหมั่นไส้จนเผลอหยิบเอาหน่อไม้ดองที่ลอกเปลือกแล้วยัดปิดปากให้
“ฮ่าๆๆๆ ....อ่าว ....เบะ....เบะแล้วน้องช้าน อย่าร้องไห้นะเว้ย ม.3แล้วนะ ร้องไห้อายเค้านะ ฮ่าๆๆๆ”
“เออ! ไม่ร้องเว้ย ไอ้พี่บ้า นี่แน่ะ....ท่าหน่อไม้ทะลวงไส้ เอาคืนบ้าง” ป้ายน้ำตาที่คลอเอ่ออยู่ออกปืด แล้วลุกขึ้นกระโดดคล่อมร่างพี่ชายเอาไว้ มือหนึ่งจับแจจุงเปิดปาก ในขณะที่อีกมือก็คว้าหน่อไม้ดองในถังติดมือ กะจะเอาคนให้เหมือนกับทั่วเองโดนกระทำ แต่....
“อ่ะแฮ่ม!! สองหนุ่มคะ จะอีกนานมั้ยคะเนี่ย?”หันไปมองคนเท้าสะเอวที่จังก้าอยู่หน้าประตูบ้าน สองพี่น้องยิ้มเจื่อน ประสานเสียง
“ง่า....ซังมี อ่า”
“อีก 10 นาที ไม่เสร็จจะบอกแม่ว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้พวกนายเลยคอยดู” ว่าแล้วหล่อนก็เดินจ้ำอ้าวกลับไป ได้ยินเสียงซังมีโวยวายใส่พนักงานร้านที่ด้านหน้าอย่างหัวเสีย วันนี้ร้านค้าที่ร่วมงานต่างสาละวนกับการจัดแจงข้าวของ บ้านซังมีเองก็ด้วย เป็นอย่างนี้ประจำแทบทุกปี
“สงสัยชาตินี้....” น้องชายเอ่ยขึ้นก่อน รอให้พี่ชายสัมทัพประโยคปิดท้ายตาม
“ยัยซังมีขึ้นคานแหง๋ๆ” ว่าแล้วก็นั่งหัวเราะไปเร่งมือทำงานที่ค้างอยู่ไป สองพี่น้องต่างมีใบหน้าสดใส พวกเค้าเองก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยรุ่นทั้งเมืองที่รอจะได้เที่ยวในเทศกาลชังนัม
######
“นี่ พี่ยุนโฮ ถามจริงๆเหอะ จะไปเดินจริงอ่ะ ไอ้งานวัดบ้าบออะไรนั่น?” เสียงแหบๆที่แหลมเล็กเดินเจี้ยวแจ้วเจื่อยแจ้วคาดคั้นถามแต่ประโยคเดิมๆซ้ำซากมาตลอดทางที่กำลังเค่นถามผู้เป็นพี่ชายอีกรอบ
“นายเป็นเทเลทับบี้เหรอไง จุนซู?” คนนั่งไขว้ขาไขว่ห้างอ่านนิตยสารแฟชั่นในมือหันกลับไปเหล่สายตาใส่ รถยนต์สัญชาติเกาหลีสีบลอนด์คันใหม่ที่ทางบ้านเค้าเพิ่งถอยออกมาให้ใช้ระว่างไปโรงเรียนกำลังแล่นฉิวไปยังจุดหมายตรงหน้า แน่นอนว่าเรื่องการถกเถียงกันของพี่น้องคู่นี้ สารถีประจำบ้านที่คอยทำหน้าที่รับส่งพวกเค้าเองก็ได้เห็นจนชินตา และชาไปทั้งประสาทหูเสียแล้ว
“อะไร? อาราย....เทเลทับบี้อาราย?” จุนซูหน้าถอดสี นึกย้อนไปถึงเจ้าตัวสี่สีที่เดินพุงห้อยไปมาบนสนามหญ้า ที่หน้าท้องมีจอทีวี และที่หัวก็มีเสาอากาศเอาไว้รับส่งคลื่นต่างดาว
“ย้ำคิดย้ำทำ เหมือนพวกเทเลทับบี้ เอาสีอะไรดีล่ะ อย่างนาย อืม....” เพ่งพิพิจพิเคราะห์ “เป็นเจ้าโพลแล้วกัน ตัวสีแดง ต้วมเตี้ยมๆ เข้าท่าดี”
“เออก็ดี โพลน่ารัก....” หยักหน้าอือออรับก่อนคิดขึ้นได้ “เฮ้ย! ไม่ใช่ ไอ้บ้า ใครจะเป็นเทเลทับบี้กัน”
“อ้าว! ก็เห็นถาม” ยุนโฮหัวเราะชอบใจ ในขณะที่น้องชายต่างวัยซึ่งเป็นญาติคนสนิทได้แต่นั่งหน้าง้อหน้างุ้มใส่ ทำท่าจะไม่รับมุกด้วย “แล้ว....ทำไมนายถึงไม่อยากไปงานชังนัมล่ะ?”
“อี๋....ม่ายเอาอ่ะ คนเยอะ อึดอัด แถมอากาศก็ร้อน สกปรก ผมไม่ค่อยชอบ”
“งั้นออกมากับพี่ทำไม?”
“ก็อยู่บ้านมันน่าเบื่อนี่นา ยังไงพี่ยุนโฮก็จะออกมาข้างนอกอยู่แล้ว ผมก็เลยกะว่าจะติดรถออกมาด้วย”
“งั้นนายจะไปลงที่ไหน?”
“ไม่รู้ ....อืม ....ศูนย์การค้าก็ได้ มันอยู่ติดกับงานชังนัมพอดี พี่เดินเบื่อจะได้มาหาผมไง เดี๋ยวผมเดินตากแอร์รอ”
“งั้นก็ตามใจ แต่รอพี่น่ะ นานหน่อยนะ อย่าเบื่อจนไปจิกทึ้งกินหัวชาวบ้านเข้าก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรก็ส่งคลื่นเรดาห์มา เดี๋ยวจะรีบไป
หา”
“ไอ้บ้า! คน....ไม่ใช่ปลาโลมา”
“อ่ะเหรอ คุยตั้งนาน เพิ่งเห็นว่าเป็นคน” ยุนโฮกลั้วเสียงหัวเราะในขณะที่อีกฝ่ายก็ได้แต่แว๊ดๆตามประสา
จากนั้นทั้งคู่ที่นั่งสนทนามาตลอดทางก็บอกให้คนขับรถนำรถไปจอดไว้ที่คาร์ปาร์คของศูนย์การค้าที่ว่า ยุนโฮบอกกับจุนซูว่าเค้าจะเดินต่อไปเอง คุณอิมจะได้ไม่ต้องลำบากหาที่ว่าสำหรับจอดรถภายในงานออกร้านนั้น ที่สำคัญเพราะวันนี้ยุนโฮนัดพวกทงเฮและเพื่อนๆเอาไว้หลายคน การพบเจอกันที่ร้านอาหารจานด่วนอะไรซักอย่าง อย่างแม็กโดนัลด์อาจจะสะดวกกว่าก็เป็นได้
“แยกกันตรงนี้นะ แล้วก็ยังไงเดี๋ยวพี่ส่งสัญญาณเรดาห์ไปหา” พี่ชายพาเดิมาจนถึงหน้าร้านหนังสือ ก้มลงมองนาฬิกาแล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนให้ ....อื้อ....จุนซูยิ้มหวาน พยักหน้ารับก่อนจะเอะใจ....
“เฮ้ย! โทรมาดิวะ เรดาห์ใครจะไปรับได้ ไอ้พี่บ้านี่!”
“ครับๆ” ยุนโฮหัวเราะขำ “งั้นเดี๋ยวพี่โทรมานะ ถ้ายังไงเราเหงาก็ลองโทรตามพวกเพื่อนๆที่โรงเรียนมาเดินด้วยสิ จะได้ไม่เซ็ง”
“ไม่เอา ไอ้พวกนั้นมันไม่มาเดินหรอกที่นี่ จะเดินก็คงไปดงแดมุนโน่น มันพวกช็อปกระจาย ไม่มีใครมาห้างคนแก่อย่างที่นี่หรอก”
“โอเคๆ งั้นพี่ไปนะ ดูแลตัวเองดีๆด้วย ระวังกระเป๋าสตางค์แล้วก็ ....ระวัง ....” (^__^”)
“อะไร?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วถาม สงสัย(o_O)???
“อวน....ปาก....ถี่ .... ดักจับปลาโลมา ฮ่าๆๆๆ” เน้นคำด้วยน้ำเสียงสยองเหมือนหลอกพี่เด็กเล็กๆก่อนเอ่ยประโยคสุดท้ายแล้วรีบวิ่งหนีไปในทันที
“ไอ้....ไอ้....ฮึ่ย! ถึงจะเป็นปลาโลมา ก็โลมาสีชมพูดเว่ย ไอ้พี่บ้า”(->_<-)
######
“พี่! เอาให้ได้นะ ถ้าพี่ยิงไม่โดนเราต้องได้ทิชชู่ห่อที่ 5 แน่ๆ ผมไม่เอาแล้วนะ ทิชชู่น่ะ” ชางมินกระซิบบอกพี่ชายที่กำลังตั้งหน้าตั้งตายิงปืนอัดลมเพื่อทำคะแนนแลกกับตุ๊กตาเทเลทับบี้ที่ห้อยโตงเตงตรงหน้ามาให้ได้ ที่นี่การยิงปีนรอบหนึ่งใช้เงินหลายวอนอยู่เหมอืนกัน ถ้าลำพังพวกเค้าคงไม่มีทางเอาเงินที่หาได้อย่างยากลำบากมาละลายทิ้งแบบนี้แน่ โชคดีที่แม่ของลี ซังมีใจดียกคูปองการเล่นเกมส์ที่ผู้ออกร้านจะได้รับมาให้ส่วนหนึ่ง ดังนั้นสองหนุ่มพี่น้องจึงได้ตะลอนล่ารางวัลอยู่อย่างที่เห็นนี่แหละ
“เยส!!”
“โอ้ ว้าว!! เป็นไงๆ? พี่นายเจ๋งไปเลยใช่มั้ย?” แจจุงหันมาเขย่าตัวน้องชาย ที่หน้าบานดีใจกระโดดไปมาอย่างออกนอกหน้า “ป้าครับป้า! ผมยิงได้แล้ว ขอตุ๊กตาตัวสีแดงอ้วนๆ พุงโลๆตัวนั้นให้ผมกับน้องด้วยครับ”
“ดีใจด้วยนะพ่อหนุ่ม แม่นเหมือนกันหนิเรา” หญิงสูงวัยใช้ไม้สอยเจ้าตุ๊กตาที่ว่านั่นลงมา แล้วยื่นส่งให้พร้อมกับรอยยิ้มยินดี แจจุงพยักหน้ารับเอ่ยปากขอบคุณแล้วจึงยัดมันใส่มือให้น้องชาย
“เอ้า!เอาไป พี่ยกให้.... ตั้ง 6 รอบแน่ะกว่าจะสอยเจ้าโพลตัวนี้มาได้ เพราะงั้นเก้บดีๆนะเฟ้ย!” กอดคอคนอายุน้อยกว่าเอาไว้แล้วพากันออกเดินไปยังซุ้มขายของด้านหน้า “นายจะกินตอกโบกิมั้ย เดี๋ยวพี่เลี้ยง?”
“ไม่เอาอ่ะพี่ ข้าวที่บ้านพี่ซังมียังจุกอยู่ที่คอผมอยู่เลย” ชางมินเอ่ยปฏิเสธ
“อะไร? ทำมาเป็นกระเพราะเล็กไปได้ ปกตินายมันหลุมดำไม่ใช่เหรอ ไหง๋ครั้งนี้ถึงไม่กินล่ะ พี่รึอุตส่าห์อย่าเลี้ยงใจจะขาด” แจจุงหยุดยืนแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาโชว์น้องชาย ธนาบัติสีต่างๆกันเรียงรายอยู่ภายใน ถึงจะไม่มากมายขนาดที่ใช้จ่ายได้สุรุ่ยสุร่ายนัก แต่ชางมินก็มั่นใจว่ามันพอจะทำให้พวกเค้าสองพี่น้องมีอยู่มีกินอย่างไม่ลำบากไปตลอดอาทิตย์เลยทีเดียว
“เงินเดือนพี่ยังไม่ออกไม่ใช่เหรอ? นี่อะไร? ...หรือพี่รับจ้างฆ่าคน???”
“ติงต๊องแล้วนายหนิ” เอากระเป๋าสตางค์ตบกะโหลกน้องชายหนึ่งทีก่อนยัดมันกลับเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง “พี่เพิ่งได้เงินจากแม่ของซังมีมาไง แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง ที่เคยไปส่งหนังสือพิมพ์เมื่อปิดเทอม พ่อของไอ้คังอินยังจายค่างจ้างไม่ครบ เมื่อวานก็เลยเรียกให้ไปรับเพิ่ม แถม....ลุงคิม พ่อของไอ้บ้านั่นยังใจดีให้เงินค่าเสียเวลามาด้วยพันวอน ดีมั้ยล่ะ?”
“พี่ก็เลยรวย?”
“รวยเดะ แต่วันจันทร์ก็คงหมด เพราะนายต้องจ่ายค่าทัศนะศึกษาใช่มั้ยล่ะ?” ชางมินสีหน้าสลดลงในทันที
“แต่ผมไม่ไปก็ได้นะพี่ ไม่ได้อยาก”
“โหย....เที่ยวสวนสนุกกับเพื่อนๆทั้งที ถ้านายไม่ไปก็เสียดายแย่สิ” แจจุงเถียง แล้วค่อยส่งยิ้มเอ็นดูให้ผู้เป็นน้อง ชางมินแม้จะเป็นเด็กแต่ก็ฉลาดและมักจะคิดเผื่อในส่วนของเค้าเสมอ น้องชายของแจจุง....เป็นน้องชายที่เค้าภาคภูมิใจ
“ว่าแต่ ไหนนายบอกว่าจะไปหาเพื่อนไม่ใช่เหรอ?” แจจุงนึกขึ้นได้ ก้มลงมองนาฬิกาแล้วเอ่ยถาม
“กี่โมงแล้วครับ?”
“บ่ายสามจะครึ่งแล้ว นัดไว้กี่โมง?”
“พอดีเลยพี่ งั้นเดี๋ยวพี่แจจุงเดินๆแถวนี้เล่นไปก่อนนะ ขอเวลาซักครึ่งชั่วโมง ผมต้องไปเอางานกลุ่มที่พวกนั้นทำค้างไว้ตรงศูนย์การค้าโน่นน่ะ ไม่รู้พวกมันมากันหรือยัง”
“อื้อได้ เดี๋ยวพี่คงไปเดินเล่น หรือไม่ก็แวะไปช่วยร้านซังมีแหละ ถ้าไงไปเจอกันที่นั่นแล้วกัน”
“ครับ” ชางมินพยักหน้ารับ “ไว้มีอะไรผมจะโทรหาพี่อีกทีนะ แต่ถ้าพี่มีอะไร จะโทรหาผมก็ได้”
“ห๋า??” พี่ชายทำเสียงสูงใส่ “โทรยังไง นายไม่มีโทรศัพท์ จะให้พี่โทรเข้าเบอร์สาธารณะเหรอ?” (o_O)
“บ้าสิพี่! ผมหมายถึงโทรเข้าเครื่องของคิบอมก็ได้ เพื่อนผมน่ะ พี่เคยเม็มเบอร์ไว้แล้วใช่มั้ย?” แจจุงคิดก่อนร้องอ๋อ แล้วพยักหน้ารับ เป็นอันเข้าใจ
“งั้นเอานี่ไป เผื่อนายอยากได้อะไรจะได้ซื้อ” แจจุงควักเงินจากกระเป๋ากางเกงที่พับลวกๆยัดเอาไว้ขึ้นมาส่งให้ ชางมินยิ้มรับ แล้วค่อยหันหลังเดินแทรกตัวหายไปในฝูงชน
ทีนี้เรา....จะทำอะไรต่อไปดีน๊า? เดินเตร็ดเตร่ก่อนไปหยุดยืนดูกลุ่มพวกนักเต้นบีบอยแล้วรู้สึกสนใจ จากนั้นแจจุงจึงปักหลักต่อไปที่การยืนให้กำลังร่วมกับผู้คนที่ออกเสียงเชียร์รอบๆ
“นี่มันไม่ใช่งานวัดจริงๆสินะ” พูดกับตัวเองพลางอมยิ้ม ก่อนหน้านี้เจ้าน้องชายของเค้าย้ำนักย้ำหนาว่างานออกร้านแบบเดียวกับวัดจากที่เคยเห็นในสมัยเด็กนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ชังนัมเฟสติวัล’แล้ว ดังนั้นนี่สินะที่ว่าอะไรต่อมิอะไรมันก็ต้องพัฒนาต่อไปบ้าง ....แต่แหม! ถึงขั้นมีโชว์บีบอย ....คาดไม่ถึงจริงๆนะเนี่ย
“วู้ๆๆ! งัดให้หน้าหง๋ายไปเลยทงเฮ เอาเลยๆ” เสียงวัยรุ่นผู้ชายตะโกนเชียร์ร้องเรียกชื่อเพื่อนของตนที่ลงแข่งในทีมแบทเทิ่ลโห่ร้อง แจจุงเหลือบไปมองแล้วอดที่จะครึกครืนตามไปไม่ได้ หน้าตาของกลุ่มวัยรุ่นนั่นคล้ายๆว่าเคยเห็นที่ไหน ....คิดทบทวนไป ....คงเป็นพวกรุ่นพี่ที่โรงเรียน ....สงสัยจะเป็นอย่างงั้น
ผู้คนเริ่มเบียดเสียดกันเข้ามามากขึ้น จนตอนนี้รอบเวทียกระดับสูงจากพื้นประมาณ 3 ฟุตกว่านั้นคราคร่ำไปด้วยฝูงชน แจจุงถูกเบียดซ้ายเบียดขวา ยืนห่อตัวอยู่หน้าเวทีรูปวงกลมด้วยอาการตัวลีบ เค้าชักนึกอยากจะแทรกตัวออกไปจากบริเวณนี้ แต่ไม่ว่าจะมองทางไหน ความต้องการของเค้าก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายหากคิดจะตอบสนอง
แจจุงเริ่มหน้าซีด เค้าไม่คิดว่าตัวเองจะอ่อนแอขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่าสภาพอดหลับอดนอนที่เริ่มตั้งแต่กลับมาจากการทำงานพิเศษหลังเที่ยงคืน แล้วต่อด้วยการช่วยเหลืองานเตรียมข้าวของในร้านของซังมีจนถึงเช้า ไหนจะต้องนั่งลอกเปลือกหน่อไม้ดองนั่นอีก ยิ่งมาเจอบรรยากาศที่อึดอัดคับแคบอย่างนี้เข้าด้วย แม้ไม่ถึงขั้นที่จะต้องเป็นลมล้มพับลงไปแต่ความคลื่นไส้ในกระเพาะก็เริ่มตีรวน
“ขอทางหน่อยครับ” แจจุงหันไปบอกคนข้างๆ เค้าอยากจะแทรกตัวหนีไปให้พ้นๆ แต่ดูท่าเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจ
“อีเกิ้ล! อีเกิ้ล! อีเกิ้ล!”
“ทงเฮ ทงเฮ ทงเฮ!!” เสียงเรียกชื่อหัวหน้าทีมของทั้งสองฝ่ายนั้นยังคงดังก้องสลับกันไปมาอย่างไม่ทีท่าว่าจะหยุด ....แจจุงยิ่งรู้สึกมึนหัว เค้ารู้ดีว่าอีกไม่นานร่างกายก็คงจะต้านทานไม่ไหว แต่จะให้มาล้มพับไม่เป็นท่าอยู่กลางงานนี่ แบบนั้นก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเลยซักนิด
“หลีกหน่อยครับ!!”ตัดสินใจพูดออกไปด้วยน้ำเสียงกร้าว ร่างบางแหวกผ่าฝูงชนไปด้วยกำลังเฮือกสุดท้ายที่มี จนในที่สุดก็หลุดพ้นออกมาจนได้ ทว่า....
ทำไมท้องฟ้ามันหมุนวนไปมาอย่างนี้.....?
“อ้าว! แจจุง ....แจจุง!!”
######
ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือผ้าม่านที่กำลังพริ้วไหว ...ที่นี่ที่ไหน? ....โรงพยาบาล? ....ไม่น่าจะใช่ เพราะรอบๆตัวของเค้ายังคงเสียงดัง
“ฟื้นซักทีนะเจ้าหญิง” เสียงใครบางคนที่ไม่คุ้นหูนักเอ่ยทักจนทำให้คนฟังต้องทำหน้ายู่
“ห๋า???”
“ฮ่าๆ....นั่นไง รู้สึกตัวแล้วจริงๆด้วย เฮ้!ยุนโฮ เจ้าหญิงของนายตื่นบรรทมแล้วว่ะ มาดูที” คนงัวเงียเพิ่งตื่นกระพริบตาถี่มองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า หมอนี่ถ้าจำไม่ผิดน่จะเป็นคนที่ชื่อ ‘ทงเฮ’ ไอ้เจ้าหนุ่มนักเต้นกระดูกอ่อนที่ประชันกับทีมอีเกิ้ลเมื่อกี๊ไม่ใช่เหรอ? ....แล้วไหง๋ถึงมาอยู่นี่ได้
“โถ่! ตื่นแล้วเหรอ กะจะผายปอดซักหน่อยนะเนี่ย เสียดายจัง” เสียงของใครอีกคนที่คุ้นเคยสัมทับมาใกล้ แจจุงเบนหน้ามองไปทางขวา แล้วก็พบว่า ....เค้าคาดการณ์ไม่ผิด
“นาย.....” จอง ยุนโฮ
“ฉันไปเจอตอนนายกำลังจะล้มลงพอดีเลยอุ้มมาส่งที่ซุ้มแพทย์นี่” อีกฝ่ายส่งยิ้มแล้วบอกกับเค้า แจจุงหน้าเสีย
“อุ้มมาเนี่ยนะ?” ....ให้ตายเหอะ!! ลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือขึ้นกุมขมับแน่น ความเมื่อยล้าและปวดหนึบที่ท้ายทอยด์กับสองข้างของกระหม่อมยังคงหลงเหลืออยู่
“ช่าย หมอนี่อุ้มนายมา อุ้มท่าเจ้าหญิงเสียด้วยล่ะ” ทงเฮเสริมทับ แล้วจากนั้นก็กลั้วเสียงหัวเราะอารมณ์ดี
“......” เงียบ....คนเจ็บได้แต่นั่งเงียบไป ....สติสตางค์ไม่รู้อยู่ไหน นั่งเอ๋อ เหม่อ ตาลอย และได้แต่เงียบ
“บ้าน่าทงเฮ เลิกแกล้งได้แล้ว ดูสิ หมอนี่ใบ้กินแล้วเห็นมั้ย?” ยุนโฮรีบปรามเพื่อนก่อนหยิบยื่นขวดน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบจับใจมาให้ “ฉันอุ้มนายมาก็จริง แต่ว่าเอาเสื้อคลุมหน้าเอาไว้ ดังนั้นในงานไม่มีใครจำได้หรอกว่าคนที่เป็นลมล้มลงไปคนนั้นคือนาย”
“ง่ะ....งั้นเหรอ?” แจจุงพยักหน้าเลิกลั่ก รับขวดน้ำมา แล้วเปิดยกขึ้นดื่มอย่างงงๆ
“ก็แหง๋สิ! ไม่มีใครเค้าคิดหรอกว่านั่นจะเป็นนาย ใครเค้าเห็นก็คิดว่าเจ้าชายยุนโฮกำลังอุ้มเจ้าหญิงที่ไหนอยู่ ....ก็เท่านั้น? ตัวเล็กจะตาย ไม่เห็นหน้าแค่มองผ่านๆก็ต้องคิดว่าเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว สบายใจได้”
“ง่า......ย่ะ.....อย่างงั้นเหรอ?” สติที่ล่องลอยออกไปดูเหมอืนจะยังไม่เข้าที่ แจจุงที่ดื่มน้ำจนชื่นใจพยักหน้ารับหงึกๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “จะบ้าเรอะ! ฉันเป็นผู้ชาย แล้วก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นด้วยเฟ้ย”
“อ้าว....แล้วจะรู้มั้ย ก็ตอนนั้นฉันได้แต่มองลงมาจากเวทีระยะห่างๆ” อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเถียงแล้วกลับในทันที
“อย่างกับตัวเองตัวใหญ่จังเนอะ” แจจุงมองทงเฮ สำรวจหัวจรดเท้า แล้วยิ้มเยาะ ....ทำเอาคนตรงหน้าชักเริ่มสีหน้าบอกบุญไม่รับเข้าไปใหญ่
“นี่นาย....”
“พอแล้วน่าทงเฮ นายแกว่งปากหาเรื่องเค้าก่อนนะ” ยุนโฮออกปากห้าม
“ฮึ่ย!!” ชายหนุ่มร่างเล็กส่งเสียงอย่างขัดใจ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“อย่าไปถือสามันเลยนะ พอดีวันนี้ทีมของหมอนั่นเพิ่งจะแข่งแพ้ไป ก็เลยออกแนวพาล” ยุนโฮเลื่อนเก้าอี้แล้วลากเข้ามานั่งข้างเตียงแทนที่อีกคนก่อนหน้านี้ รอยยิ้มสดใสนั้นคลี่ออกเบ่งบานไม่ต่างอะไรกับแสงแดดที่แผดเผาสว่างเจิดจ้าอยู่ภายนอก
“นายมาช่วยฉันทำไม?” แจจุงจัดแจงทำท่าจะลุกขึ้นจากเตียงหลังจากเอ่ยถาม แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่เห็นด้วยซักเท่าไหร่ ยุนโฮฉวยคว้าข้อมือเอาไว้แล้วฉุดลงให้ร่างบางกลับไปนั่งอยู่กับที่
“ฉันว่า นายควรจะพักตรงนี้ต่ออีกซักหน่อยนะ อาการจะได้ดีขึ้น”
“ไม่” แจจุงปฏิเสธ “ที่นี่ร้อนจะตายชัก ขืนนั่งต่อไปสิมีหวังได้วูบอีกรอบแน่”
“งั้นเหรอ?” คนตัวสูงกว่าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “แล้วนายจะออกไปไหน ในงานคนก็เยอะแยะ”
“ฉันจะไปนั่งเล่นที่ริมสะพาน ที่นั่นยังไงลมก็เย็นกว่าแถวนี้เยอะ” แจจุงฉวยโอกาสตอนที่ยุนโฮยังไม่ตอบอะไรลุกขึ้นแล้วเดินจ้ำออกไปจากซุ้มสีขาวในทันที
“เฮ้! เดี๋ยวสิ คิม แจจุง” อีกฝ่ายร้องเรียกแล้วรีบก้าวขาตาม แต่คนตรงหน้ากลับทำเป็นไม่สนใจ เค้าไม่อยากให้ใครเข้าใจว่าตัวเองสนิทสนมกับอีกฝ่าย แจจุงเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เดินออกมาไกลจนถึงใต้สะพานข้ามแม้น้ำ ท้ายสุดของงานออกร้านที่ไม่พลุกพล่านผู้คน
“นายตามฉันมาทำไม?” ร่างบางผ่อนลมหายใจ ใบหน้าสวยขมวดมุ่นแล้วหันกลับไปจ้องอีกฝ่ายที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง
“นายลืมอะไรหรือเปล่า?” ยุนโฮเอ่ยถามกลับไป ในขณะที่อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้างงๆ
“อะไร?”
“นายยังไม่ขอบคุณฉันซักคำ”
“……”
....โอ้! พระเจ้า คนรวยเค้าคงจะมีเวลาว่างมากขนาดเดินตามคนอื่นต้อยๆเพื่อทวงคำขอบคุณสินะ ...ได้ เค้าจะสนองให้
“ขอบคุณครับ ที่กรุณาช่วยเหลือผม แต่คราวหน้าคิดว่าคงไม่ต้อง เพราะผมเองก็ไม่อยากติดค้างใคร ไม่มีอะไรพอจะเอาไปแลกเปลี่ยนตอบแทนให้ด้วย”
“อะไรน่ะ....แค่พูดเล่นไม่เห็นต้องซีเรียสเลย นายนี่ขาดแคลเซี่ยมรึเปล่านะ ฉันเห็นเป็นอย่างงี้หลายครั้งแล้ว” ยุนโฮระบายรอยยิ้มใส่ เค้าพูดหยอกล้ออีกฝ่ายอย่างทีเล่นทีจริงอย่างที่เคยทำเป็นนิสัย แต่แจจุงกลับไม่ชอบใจนัก
“ฉันว่าถ้าแค่เราเจอกันโดยบังเอิญที่บนดาดฟ้าโรงเรียนมันก็น่าจะเกินพอแล้วนะ ....นายไม่ควรก้าวก่ายเรื่องของฉันไปมากกว่านี้”
“ทำไม? ....จะบอกว่านายไม่ชอบให้ใครมาสนใจ ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง แล้วก็ไม่อยากมีเพื่อนอย่างงั้นเหรอ? สังคมของโรงเรียนม.ปลายน่ะ นายตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่อย่างนั้นคนเดียวจนจบ 3 ปีเลยหรือไง?” ยุนโฮถามด้วยน้ำเสียงเครียดกลับไปบ้าง ใบหน้าหล่อเหลาของเค้าบัดนี้ไม่เจือรอยยิ้มอย่างเช่นเคยอีกต่อไป ร่างสูงก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ ในขณะที่อีกฝ่ายไม่หลบตา และจ้องกลับมาอย่างเอาเรื่อง
“ไม่หรอก ฉันเองก็อยากมีเพื่อน”แจจุงยิ้มหยัน “แต่คนๆนั้นจะต้องเป็นใครก็ได้ ที่ไม่ใช่คนอย่างนาย จองยุนโฮ”
“ไม่ใช่ฉัน.....” คนฟังถึงกับเงียบไป ยุนโฮไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะโดนตอกหน้าใส่ด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกว่ารังเกียจเค้าเช่นนั้น ....วูบหนึ่งที่แววตาของของคนทั้งคู่จ้องประสานกัน แจจุงจับได้ถึงเงาภาพที่สั่นไหว ....อยากจะเอ่ยคำอธิบายออกไป แต่ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้เหตุผลไม่ใช่อย่างที่อีกฝ่ายคิด มันก็คงไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่ สำหรับคนสองคนที่สถานะภาพต่างกันในทุกๆด้านเช่นพวกเค้า
....อย่าคบหาเป็นเพื่อนกับคนที่ไม่สามารถเดินเคียงข้างกันอย่างสุขใจได้ในทุกที่ อย่าก้าวขาเข้าไปในดลกที่สูงศักดิ์ของเค้า และอย่าให้ใครยื่นมือเข้ามาระรานในโลกของเราได้เป็นอันขาด!
“ที่บนดาดฟ้า เพราะนายไม่ว่าอะไร ฉันเลยนึกว่าเราน่าจะเข้ากันได้” ยุนโฮระบายรอยยิ้มบนใบหน้าของเค้าอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ แจจุงรู้ดีว่ามันไม่เหมือนเดิม
อยากจะบอกว่ามันไม่ใช่ แต่ประโยชน์อะไรล่ะที่จะรั้งคนที่ตัวเองไม่คู่ควรเอาไว้ให้ยืนข้างๆกายต่อไป ....รู้ดีว่ามันอย่างไม่เหมาะสม แจจุงบอกตัวเองว่ากับคำว่า ‘เพื่อน’ซักคน ....เค้ารู้ดีเสมอ
....ใบหน้าสวยยังคงมองอีกฝ่ายนิ่ง แจจุงไม่เอ่ยปากตอบอะไรจนกระทั่งวูบหนึ่งที่สายลมจากที่ไหนซักแห่งโบกโชยพัดเข้ามาจนกิ่งไม้รอบๆนั้นสั่นไหว แจจุงหลับตาแน่นเพื่อหลบอันตรายจากเศษฝุ่นผงที่พัดมาอย่างเฉียบพลันนั้น
สายลมที่เกรียวกราดราวกับพายุลูกย่อมๆนั้นแทรกกลางเข้าขั้นความรู้สึกรุนแรงที่สั่นไหว สายลมที่ไม่รู้ที่มาและที่เป็น เป็น สายลมแห่งโชคชะตาซึ่งรุนแรงและแข็งแกร่งพอๆกับที่จะสามารถพัดเข้าปะทะกับกำแพงแห่งความรู้สึกให้พังทลายลงได้
“ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” ตั้งแต่เมื่อไร่ที่ร่างสูงยืนขวางกั้นและปกป้องปกปัดผิวหน้าที่แบบบางของเค้าเอาไว้จากลมกรรโชกเมื่อครู่ ลมหายใจอุ่นๆของอีกฝ่ายเป่ารดลงเหนือบ่า แจจุงยังคงหลับตา และยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหว
แรงลมนั้นพัดพาข้าวของและเศษกระดาษที่วางเรียงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำให้ปลิวกระจัดกระจายออกไปไกล เสียงผู้คนที่นั่งตกปลาและเดินเล่นรอบๆต่างร้องโวยวายขึ้น ทว่าในตอนนี้นอกจากเสียงของหัวใจ แจจุงกลับแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้ซักนิด
นั่นเป็นเสียงหัวใจของใครกันแน่นะ? ....ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าว ระยะห่างเพียงแค่ไม่ถึงคืบหนึ่งเสียด้วยซ้ำ สองแขนที่ยกขึ้นมาขวางกั้นระว่างร่างของตัวเองกับแผ่นอกของอีกฝ่ายเอาไว้นั้นกลับยิ่งรู้สึกได้
.....ตึกตัก ตึกตัก
“แจจุง ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” จนกระทั่งอีกฝ่ายเอ่ยถามอีกครั้ง ร่างบางจึงนึกขึ้นได้ แจจุงออกแรงผลักคนตรงหน้าให้ถอยหลังออกไป ทว่าจากสองแขนที่โอบล้อมเอาไว้เพื่อปกป้องกลับกระชัดแน่นและโอบกอดร่างของเค้าเข้าหากันในที่สุด
“ฉัน....นาย ....แจจุง....ฉัน.....ชะ....ชะ....ฉัน จ๊าก!ช่วยด้วย!!”
“เฮ้ย อะไร!?” เกือบเคลิ้มแต่ไหง๋อีกฝ่ายกลับตะเกียกตะกายโผเข้ากอดเค้าเอาไว้อีกจนได้
“ชะ....ชวยด้วย เอามันออกไป!!” ยุนโฮกระทืบเท้าซ้ำๆ แขนทั้งสองยังคนกอดรัดร่างบางเอาไว้แน่น สีหน้าที่เคยสดใสกลับบิดเบี้ยวไปมาด้วยความขยะแขยง
“นายเป็นอะไร?”
“ตะ....ตัวอะไรไม่รู้อยู่ในขากางเกงอ่ะ มันหนึบๆกระดึบๆ ....จ๊าก!! ช่วยด้วย” (>_<)
“งั้นก็ปล่อยมือก่อนสิ! ....มานี่ เดี๋ยวจะดูให้”
“คะ....ครับ” ยุนโฮพยักหน้ารับหงึกๆอย่างว่าง่าย ยืนตัวแข็งทื่อ มือไม้สั่นไปหมด ชายหนุ่มปล่อยให้อีกฝ่ายย่อตัวลงและค่อยๆดึงขากางเกงขึ้นสูงเพื่อเปิดออกดู
“ตัวทากนี่นา”
“จ๊ากกกกก!! กะแล้ว ใช่จริงๆด้วย ทากๆๆ ขอร้องละ เอามันออกไปที”
“......”
หยิบเอากิ่งไม้ม้วนตัวทากสีเทาออกจากผิวเนื้อและดีดทิ้งให้กระเด็นออกไปไกล จากนั้นก็หยัดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของคุณชายผู้เพอร์เฟ็คที่บัดนี้กลับกลายเป็นสีซีดเผือดเหมือนไก่ต้มแล้วไม่พูดอะไร
“......” ยังคงยืนมองคนตัวใหญ่ สบตาอีกฝ่ายนิ่ง.....
“ย่ะ...อย่าบอกใครนะ”
“ฮ่าๆๆๆๆ” ยกสองมือขึ้นปิดปากแล้วระเบิดหัวเราะออกมา .....แจจุงขำ .....ขำจนน้ำตาเล็ดน้ำตาริน นี่น่ะเหรอผู้ชายที่ใครต่อใครต่างอิจฉาว่าเพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติต่างๆนานา ....กะอีแค่ทากป่าตัวเล็กกว่านิ้วชี้ตัวเดียว ยังปากคอสั่นเสียยังกับจะตาย ....เกือบๆนาทีผ่านไป....แจจุงยังหัวเราะชอบใจไม่เลิก หัวเราะ หัวเราะ หัวเราะ ยืนขำมันซ้ำๆจนอีกฝ่ายชักจะไม่พอใจ
“นี่! คุณครับ คือผมเลิกแล้วครับ เพรางั้นช่วยหยุดหัวเราะทีได้มั้ย?” ยุนโฮยืนเท้าสะเอวใส่ ก้มหน้าจ้องมองด้วยแววตาที่ดูท่าจะซีเรียส แต่...
“ก็มันขำ.....” แจจุงยังคงหยุดเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่ได้ ใบหน้าสวยแดงจัดขึ้นอย่างทันใจ สองมือเลื่อนไปกุมเอาไว้ที่ท้อง .... “โอ๊ย!....ขำจนปวดท้องเลย หยุดยังไงดีล่ะเนี่ย?”
“ตกลงจะไม่หยุดขำใช่มั้ย?” ยุนโฮหน้ามุ่ย เอ่ยถามเสียงเรียบ ....แต่กระนั้นร่างบางก็ยังคงก้มหน้าหัวเราะต่อไป คนถูกเยาะเย้ยชักฉุนใส่จนในที่สุดก็ให้โอกาสสุดท้ายอีกรอบ “ไม่หยุดใช่มั้ย?”
“ไม่....ฮ่าๆๆ....มัน....ฮ่าๆ มันหยุดไม่ได้” ยิ่งนึกภาพเมื่อครู่ยิ่งขำหนักเข้าไปใหญ่ คนที่ไม่ว่าอย่างไรก็เก๊กได้เสียทุกเมื่ออย่างหมอนี่ ...ฮ่าๆๆ.....
“ถ้าไม่หยุด จะช่วยหยุดให้” ยุนโฮเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนที่จะก้มลงปิดปากคนช่างหัวเราะเอาไว้เสียสนิท ริมฝีปากบางถูกทาบทับลงด้วยสัมผัสอ่อนนุ่มที่เร่าร้อน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างและค้างอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งอีกฝ่ายแทะเล็มลิ้มรสกลีบปากบนและล่างจนหนำใจถึงได้คลายการรุกรานออกและมอบอิสระกลับคืนให้
“เป็นยังไง? วิธีการหยุดหัวเราะในแบบผู้ใหญ่ .....ทีนี้จะหัวเราะอีกมั้ย? พ่อคนเส้นตื้น” คนถูกถามยกมือขึ้นปิดปากและส่ายหน้าไปมา สีหน้าเจื่อนสนิทซีดเผือดลงไม่แพ้อีกฝ่ายเมื่อครู่ ก่อนค่อยๆ
“มะ....ไม่หัวเราะอีกแล้วครับ ไม่กล้าแล้วครับ” ใบหน้าสวยระบายสีแดงระเรื่อขึ้นในทันตา แจจุงได้แต่ก้มหน้า และในตอนนี้นั่นแหละที่คนตัวสูงเป็นฝ่ายส่งเสียงหัวเราะชอบใจแทน
ง่า....เจ้าหมีตัวนี้มันน่ากลัวเหลือเกิน(=__=”) ....ช่วยด้วยคร้าบ~!!
TBC…..
ตอนนี้ไม่ค่อยรันทดเลยเนอะ เหอๆๆ....เจ้าหมี เจ้าหมียุน นายร้ายกาจมาก ฮึ่ม!! แต่แบบว่า อารมณ์กระตุกไปมาหรือเปล่าคะผู้อ่าน พี่สาวเรานั่งอ่านอยู่ บอกว่าตอนที่แจปฏิเสธยุนเกือบจะร้องไห้ตาม แต่จู่ๆยุนก็ทำโรแมนติค นั่นก็เกือบจะหวาน แล้วฉับพลัน ตายุนก็แหกปากกรี๊กร๊าดสาวแตกเพราะกลัวทาก....เฮ้อ เรื่องนี้ยุนรับบทหนักจริงๆ(หัวเราะ)
เขียนตอนนี้แล้วชอบจุนซูมากขึ้นค่ะ เป็นเด็กที่น่ารักน่าชังดี อยากมีน้องชายปากอย่างงี้ จะเอาไว้ตัดกระดาษซักหน่อยนะ(ปากกรรไกร)
ยาวสมใจรึยังคะ (ยิ้มหวาน) ....
ยังไงรบกวนเพื่อนๆที่คอมเมนต์ช่วยพิมพ์ชื่อเล่นของตัวเองทิ้งไว้บ้างนะ “หนูดิท” จะได้เรียกถูกๆไงคะ ขอบคุณมั่กมากค่า (o^__^o)

แจจะเอายังไงกะหมี มาต่อไว ๆ น๊า ขอบคุณจ้า
#1 By yj on 2007-10-23 11:15