TVXQ : [SF]Over Time (คำตอบที่นายต้องการ)
posted on 26 Oct 2007 19:47 by dittri
เอามาแปะคั่นกลางค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้เอาเรื่องที่ค้างไว้มาอัพเนื่องจาก....ติดเกมส์(หัวเราะ)
แต่เค้าสัญญานะ จะรีบเอาตอนต่อไปมาลงให้เร็วที่สุดเลย ....
อย่าโกรธหนูดิทนะคะ อิอิ
เรื่องต่อไปนี้ได้แรงบัลดาลใจมากจากเพลงของพี่แดน+พี่บีม(หัวเราะ)
คือ....ชอบเพลงนี้มานานแล้ว และเมื่อคืนเราดันฝันไม่ค่อยดี
ก็เลยตื่นมา เขียนเรื่องนี้ซะเลย......
รู้มั้ยคะ? บางทีคนเรา....เวลาก็ไม่เคยพอ รักษามันเอาไว้ให้ดีนะคะ
ปล.อ่านเสร็จคลิกดู OPV.ได้เลยค่ะ ....ขอบคุณคนแต่งเพลง(ญาติเราเอง 55+)
::YunHo+JaeJoong OVERTIME::
============================
::Over Time::
Author : DiTTRi
.
.
.
.
“เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
“ใช่! เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
คำสัญญาที่ปลายนิ้วก้อยของพวกเราได้เกี่ยวกวัดกันเพื่อผูกมัดสิ่งนั้นเอาไว้ คือเครื่องหมายเดียวที่ทำให้ผมเชื่อมั่นต่อมันมาโดยตลอด จนกระทั่ง.....
//เพียะ!!//
“ยุนโฮ! นายไม่เคยเข้าใจหรอก”น้ำเสียงตวาดกร้าวนั้นดังขึ้นพร้อมๆกับที่ดวงตาคู่สวยซึ่งผมคุ้นเคยกับมันมาตลอดค่อยๆเอ่อล้นไปด้วยหยาดใสๆของน้ำตาที่พร้อมจะทลายทำนบกั้นออกมาได้ทุกเมื่อ ใบหน้าของผมรู้สึกเจ็บแปลบหลังจากความชาซึ่งถูกฉาบเอาไว้ก่อนหน้านี้ค่อยๆเลือนหายไป ผมได้แต่ก้มหน้า ไม่มีคำพูดใดๆ ไม่มีแม้แต่คำที่จะสามารถนำมาใช้เพื่อแก้ไขความผิด หรือแม้แต่คำ....ขอโทษ
“แจจุง” ผมได้แต่เอ่ยชื่อของเค้าเบาๆในลำคอ
“ตัวนายเองมีเวลาให้คนโน้นคนนี้ตลอด ใครก็ได้ นายแคร์พวกเค้าทุกคน ทุกคนที่ไม่ใช่ฉัน พวกเค้าสำคัญต่อนายเสมอ” ไหล่บางๆของคนต่อว่านั้นสั่นไหวไปตามแรงสะอื้น ใบหน้าสวยที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยน้ำตาเงยขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อสะกัดกั้นความอ่อนแอของตนเองเอาไว้ ผมอยากจะยื่นมือออกไป แต่กลับชะงักเอาไว้
“ฉันรู้ว่าฉันมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อนาย แต่นายเคยรู้บ้างมั้ย เวลาที่ฉันต้องอยู่ตรงนั้นตามลำพัง นายเคยเข้าใจบ้างมั้ยว่ามันรู้สึกอย่างไร? ตัวนายเองมีคนรายล้อมรอบตัวอยู่เสมอ นาย....นาย” แจจุงสะอื้น ไรฟันขาวของเค้ากัดเม้มริมฝีปากบางเอาไว้ แล้วมองกลับมาตรงหน้าอีกครั้ง
“นายไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าคนอย่างฉันต้องการอะไร นายไม่เคยเข้าใจเลยซักนิด! ถ้ามีวันไหนที่ฉันตายจากนายไป นายก็ไม่ใส่ใจจะรู้ด้วยซ้ำ!”
....นั่นคือคำสุดท้ายของบทสนทนาระหว่างเรา ก่อนที่เค้าจะวิ่งออกไป และผม....ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกนอกไปเสียจากการเอ่ยชื่อของเค้าซ้ำๆอยู่เพียงลำพัง ณ.ที่ตรงนั้น
หากสามารถย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กที่ไร้เดียงสาได้ ใครๆก็คงเลือกทำอย่างนั้น ลบเลือนหลงลืมเพื่อกลับไปขีดเขียนความทรงจำใหม่ๆตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องใส่ใจนึกถึงเงินทอง หน้าตาและสถานะทางสังคมใดๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งที่ผมและแจจุง เราต่างวิ่งเล่นได้อย่างอิสระบนโลกใบเล็กๆของพวกเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ผมรู้สึกราวกับว่า ระหว่างเรา ไม่ได้มีเพียงเราอีกต่อไป
ผมอาจจะผิด ไม่สิ....ผมนั่นแหละที่เป็นคนผิด
เพราะตั้งแต่ที่ผมเริ่มเติบโตขึ้น วันหนึ่งสถานะของการเป็นลูกชายคนโตของบ้านหลังนี้ก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ตัวผมที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของประเทศตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อได้นั้นช่างเป็นที่ภาคภูมิใจเสียจนได้รับการตั้งความหวังจากคนมากมายเอาไว้เสียหนักเต็มสองบ่า และนั่นเองเพราะสิ่งที่ผมจำต้องแบกรับมามันต้องแลกกับอนาคตที่ผมวาดฝันไว้ไปแทบทั้งหมด สุดท้ายเมื่อความหวังพังทลายและก้าวพลาดมาจนถึงทางตัน เมื่อผมไม่สามารถสอบเข้าเรียนตามอย่างที่ตัวเองเคยฝันเอาไว้ได้ เมื่อต้องเดินหน้าและใช้ชีวิตต่อไปตามที่พวกผู้ใหญ่ชี้นิ้วบงการ ในที่สุดทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของผมก็ขาดสมดุล ....โลกใบเล็กๆที่เคยหมนุรอบตัวเองอย่างสงบนิ่งในที่สุดก็ต้องพังทลายลง
ผมใช้เวลาหลังจากที่ว่างเว้นต่อกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวและสังคมรอบๆไปกับการเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน ผมคบหาเพื่อนๆที่เรียกว่าเพื่อนกินและเพื่อนเที่ยวเอาไว้มากมาย มากจนในคืนๆหนึ่งไม่อาจที่จะบอกได้ว่าผมต้องพบปะกับใครต่อใครบ้าง ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังอึดอัดต่อสังคมที่บีบรัดผมในตอนนี้ แต่ทางเดียวที่ผมจะสามารถระบายและหาทางออกให้กับตัวเองได้ ....ผมเลือกที่จะละลายเงินทองซึ่งเป็นของที่มีอยู่เหลือใช้นั่นไปพร้อมกับความอดกลั้นทั้งหมดที่ผมมี
ชีวิตที่ก้าวเดินหน้านั้นเริ่มเข้าสู่โลกแห่งความสกปรกโสมม ทุกอย่างก็กำลังจะป่นปี้ลงไปด้วยสองมือนี้ ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่โลกใบเล็กๆที่ผมเก็บเอาความทรงจำอันมีค่าที่มีต่อคนๆเดียวซึ่งสำคัญต่อผมมากมายเอาไว้
ผมลืมเลือนแจจุงไป ....อย่างงั้นเหรอ?
ไม่หรอก ตัวผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ....ทั้งรอยยิ้ม ดวงตา และสีหน้าในแบบต่างๆของคนๆนั้น ผมไม่เคยลืมเค้าได้แม้เพียงซักนาที ทุกครั้งที่ผมอ่อนล้าและกำลังจะทรุดลงแน่นิ่งอยู่กับที่ ความทรงจำที่อบอุ่นปลายนิ้วที่เกี่ยวสัญญานั้นก็ฉุดรั้งให้ตัวผมได้ลุกขึ้นยืนได้ใหม่อีกครั้ง แต่....ประโยชน์อะไรล่ะ เมื่อตอนนี้ โลกของผมและโลกของเค้า เราไม่สามารถจับมือเดินจูงไปได้อย่างในวันเก่าอีกแล้ว
ทุกอย่างเพราะผมเลือกเอง ....ผมได้แต่หลับตาลงอย่างช้าๆและมอบรอยยิ้มเชือดเฉือดหัวใจให้กับตัวเองที่แสนโง่งม
ผมเป็นคนทิ้งเค้าเอาไว้ด้านหลัง ผมหนีเอาตัวรอด และผมเองนั่นแหละที่ตัดสินใจทำทุกๆอย่าง
ผม....คิดเสมอว่าปัญหาของผมมันช่างหนักหนา คิดอย่างเห็นแก่ตัว และคิดถึงเพียงแค่ตัวเอง
“แจจุง”
....ผมอยากจะขอโทษ แต่ปากของผมมันกลับหนักเหลือเกิน ผมไม่สามารถเอ่ยคำๆนั้นออกไปได้ ไม่สามารถบอกกับเค้าว่าเค้าคือคนที่สำคัญและมีค่าต่อผมมากมายสักเพียงใด ....ไม่สิ คำเดียวที่แจจุงต้องการ ผมรู้ว่ามันคืออะไร เพียงแต่ตอนนี้ ผมที่แบกรับความผิดต่อเค้าเอาไว้เสียมากมายกลับไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากออกไปได้ดั่งใจคิด ผม....รู้สึกตัว ผมมันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดคนหนึ่งเท่านั้น
######
‘เวลาคือเครื่องเยียวยาทุกอย่าง และเราจะสามารถก้าวผ่านปัญหาต่างๆไปได้’....ใครคนหนึ่งเคยเขียนมันเอาไว้บนหน้ากระดาษของหนังสือขายดีที่ผมหยิบติดมือมาจากร้านค้าร้านหนึ่งในตัวเมือง
วันนั้นผมกับแจจุงเรานัดกันไปเดินซื้อของหลังจากที่การสอบครั้งสุดท้ายของช่วงชีวิต ม.ปลายเสร็จสิ้น หมอนั่นเป็นคนหยิบหนังสือเล่มนี้ยื่นมาให้ เค้าบอกว่ามันเป็นหนังสือที่ดีและน่าจะมีประโยชน์ต่อคนสับสนในอย่างผม ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นผมได้แต่หัวเราะแล้วรับมันเอาไว้ ผมไม่ได้คิดอะไรอื่นต่อไปอีกนอกจากกลับมาและเปิดอ่านมัน
นั่นสินะ เวลาคือเครื่องเยียวยาที่น่าจะช่วยให้เราสามารถฟันฝ่าต่อทุกสิ่งไปได้
วันนี้ผมกลับมาเปิดอ่านหนังสือเล่มเดิมอีกครั้งหลังจากที่เราทะเลาะกัน ผมคิดทบทวนทุกอย่างเสียใหม่ อยากแก้ไขและอยากจะให้โลกใบเล็กๆของเราได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ผม....อยากเริ่มต้นใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเราจะกลับมามีรอยยิ้มและอยู่ด้วยกันตลอดไปเช่นที่เคยผ่านมา ทว่า การสลัดปัญหาที่เกาะแน่นเรื้อรังราวกับคราบหินปูนอันทับถมมานมนานนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย
//โครม!//
เสียงปะทะของกำปั้นที่เหวี่ยงมากระทบบนใบหน้านั้นทำให้หัวของผมรู้สึกมึนและชาไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น ตัวผมที่ตัดสินใจไว้แล้วอย่างแน่วแน่ ก็รู้สึกโล่งใจและระบายรอยยิ้มออกมา
“ผมขอโทษครับ คุณพ่อ แต่ผมตัดสินใจแล้ว”
“ถ้ายังดึงดันที่สอบเข้าไอ้คณะกระจอกๆนั่นล่ะก็ ระหว่างเราพ่อลูกก็ไม่มีอะไรให้คุยกันอีก” คำพูดสุดท้ายก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะหันหลังให้และเดินจากไปพร้อมกับเสียงดึงตังหลังจากบานประตูไม้ในห้องทำงานส่วนตัวนั้นถูกปิดเข้าหากัน
“ขอโทษครับ” ผมเอ่ยคำเดิมๆอีกครั้ง ทว่าตอนนี้ในใจกลับรู้สึกดี เพราะนี่คือการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครคนหนึ่ง คนที่สำคัญมากมายต่อชีวิตของผม ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับแจจุง และเข้าเรียนในคณะตามที่ผมเคยเลือกเอาไว้ตั้งแต่เมื่อตอนม.ปลาย ผม....ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อโลกใบเล็กๆของผมที่มีรอยยิ้มสดใสของเค้ารออยู่ เพื่อ....ตัวของผมเอง
แต่ใครล่ะจะกล้ายืนยันกับผมได้ ว่ากว่าที่เวลาจะสามารถเยียวยาทุกอย่างนั้น มันมีมากมายเหลือเฟือให้สำหรับทุกคนบนโลกนี้....
######
เย็นวันนั้นผมตัดสินใจโทรไปหาแจจุง อีกฝ่ายรับสาย น้ำเสียงของเค้าไม่สู้ดีนัก บางทีนั่นอาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้เอ่ยคำขอโทษต่อเรื่องที่ผ่านมา แต่กลับบอกว่าให้อีกฝ่ายออกมาพบผมที่ด้านนอก ตอนนั้นแจจุงไม่ปฏิเสธ เค้าตอบรับและเราตั้งใจว่าจะไปพบกันที่เดิม ที่สวนสาธารณะข้างๆโรงเรียนอนุบาล ที่ๆเราเจอกันเป็นครั้งแรก....
ผมคว้าเสื้อแจ็คเก็ตหนังขึ้นสวมทับและหยิบกุญแจรถมอเตอร์ไซด์ที่ไม่ได้ใช้เสียนานเดินผิวปากออกจากบ้านอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ในใจยังคงคิดเสมอ ทบทวนสิ่งที่อยากจะพูดให้อีกฝ่ายได้รับรู้ แค่เพียงคิดหัวใจก็เต็มตื้นไปทั้งดวง รอยยิ้มที่ไม่มีเหตุผลค่อยๆคลี่ระบายขึ้นบนใบหน้า ทั้งที่โหนกแก้มของผมยังคงมีสีม่วงคล้ำอันเกิดจากรอยฟกช้ำที่ได้รับมาเมื่อเช้า แต่ให้ตายสิ ผมไม่ได้รูสึกถึงความเจ็บปวดนั่นเลยแม้แต่น้อย ....ผมยังคงยิ้ม และเดินควงกุญแจในมือต่อไป
เดินเข้าไปที่โรงเก็บรถ ยกขาขึ้นคล่อมเจ้าม้าโลหะคู่ใจแล้วค่อยบิดคันเร่งขับเคลื่อนมันออกไปท่ามกลางท้องฟ้าสีขมุกขมัว
“ระวังถนนลื่นนะครับคุณ” เสียงร้องเตือนของยามที่หน้าประตู ผมชะลอรถและหันกลับไปพยักหน้ารับ ส่งรอยยิ้มให้ด้วยไมตรี อารมณ์ดีและพร้อมที่จะแบ่งปันความสุขแก่ทุกคน
ตอนนี้สองบ่าของผมเท่าเทียมกันแล้ว ไม่ได้แบกรับสิ่งที่หนักอึ้ง มันคือสองบ่าที่เป็นของผมและผมคุ้นเคยกับมันดี
“ระหว่างพวกเรา ....นายคิดว่ามันคืออะไร?”
“ไม่รู้สิ! เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าหลักวิทยาศาสตร์จะคาดเดามั้ง”
“นี่! ยุนโฮ ฉันจริงจังนะ” ใบหน้าใสมองตวัดสายตามาที่ผม ความทรงจำเดิมๆเรื่องนี้มักจะผุดขึ้นย้อนวนให้ได้นึกถึงเสมอ แจจุงที่นั่งปั้นสีหน้าลำบากใจก่อนจะเอ่ยถามผมซ้ำๆ
....ระหว่างพวกเราคืออะไร?
....นายคิดยังไงกับฉัน?
....ฉันเป็นอะไรสำหรับนาย?
คำถามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาคำตอบเพียงคำเดียว ....แต่ผมกลับไม่เคยกล้าพอที่จะตอบสิ่งเหล่านั้นกลับไป
“ฉันจะไม่ให้นายต้องเหงากับการรอคอยงี่เง่านั่นอีกแล้ว” ผมยกมือซ้ายขึ้นกุมที่แหวนสองวงซึ่งร้อยคล้องผ่านลำคอของตัวเองเอาไว้ด้วยโซ่เส้นเล็กสีเงินพลางระบายรอยยิ้ม แล้วคิดทบทวนถึงใบหน้าของอีกฝ่ายที่น่าจะยืนหลบฝนรอผมอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งรอบๆสวนสาธารณะนั้น ใจผมล่องลอยรวดเร็วไปกว่าสองล้อที่หมุนวนอยู่ด้านล่างนี้เสียด้วยซ้ำ ผมอยากพบเจอเค้าให้เร็วขึ้น แค่แม้ซักนาทีก็ยังดี....ผมอยากพบเค้าเหลือเกิน อยากพบนายจริงๆ
ทว่า....จำได้มั้ย? ไม่มีใครซักคนเคยบอกว่า ‘คนเรามีเวลาเหลือเฟือสำหรับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้’
...............!!
เสียงสายฝนคือเสียงสุดท้ายที่ปลายโสตประสาตของผมรับรู้และได้ยิน จากนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ร่างของผมลงไปนอนจมกองเลือดแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนนอย่างนั้น ผมค่อยๆเลื่อนมืออันไร้เรี่ยวแรงขึ้นไขว่คว้าภาพที่เลือนลางเบื้องหน้าอย่างสิ้นหวัง รอยยิ้มที่เคยระบายค้างเอาไว้เริ่มจางหายไปเรื่อยๆ ทุกอย่างริบหรี่ลงและพร่ามัว จนในที่สุดมือที่เอื้อมคว้าออกไปก็ร่วงลงกระทบเข้าที่หน้าอก และ....แม้แต่เสียงการเต้นของหัวใจก็ดับวูบลง
อยากจะเกลียดตัวเองที่ลืมนึกไป
ว่าโลกนี้มีคำว่า ‘สาย’ ไว้สะกิดใจให้ต้องรีบทำในสิ่งที่เคยละเลยมาตลอด
....แจจุง
ถ้าหากย้อนเวลาได้ ฉันจะกอดนายเอาไว้
กระซิบซ้ำๆที่ข้างหูโดยไม่ต้องให้นายรอคอยคำๆนั้น
....ฉัน รักนาย
....รักนาย
รักนาย
แต่ว่าตอนนี้ เวลาที่มีกลับไม่เคยพอสำหรับคำสั้นๆคำนั้น อีกต่อไปแล้ว
.
.
.
.
นายมีเวลาอีก 168 ชั่วโมง ที่จะบอกคนๆนั้นว่า ....นายรักเขา
.
.
.
.
ถ้าหากฉันให้นายย้อนเวลาได้ นายจะทำยังไงกับสิ่งที่นายสามารถแก้ไขหรือลบเลือนมันไปได้ตลอดกาล
.
.
.
.
ผมลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งที่ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวเล็กๆห้องหนึ่ง ที่นี่คือโลกหลังความตายอย่างงั้นเหรอ? ผมนึกถามตัวเองก่อนกวาดสายตาสอดส่องไปโดยรอบ สิ่งที่รายล้อมและขวางกั้นเอาไว้คือม่านสีขาวที่ทิ้งตัวลงพริ้วไหว ไม่ใช่!มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด....บางสิ่งบางอย่างเร่งผมรีบเบิกตากว้างขึ้นเพื่อยืนยันให้แน่ใจ ....ที่นี่คือ....โรงพยาบาล
“คุณชองฟื้นแล้วค่ะ”
เสียงของผู้หญิงที่น่าจะเป็นนางพยาบาลหันไปกระซิบบอกให้คนอื่นๆที่อยู่หลังม่านได้ทราบ และนั่นเองใบหน้าของใครบางคนที่ผมอยากจะพบที่ก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า
“ยุนโฮ! พระเจ้า....นายฟื้นแล้ว” น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเจือไปด้วยเสียงสะอื้น แจจุงคงผ่านการร้องไห้มาอย่างมากมาย ผมสังเกตได้ สองตาของเค้าแดงกร่ำ และแววตาคู่สวยนั้นก็สั่นไหวอยู่ตลอดเวลา ....คนตรงหน้าของผมยังคงถูกรุกรานโดยความกังวลจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
นานเท่าไหร่แล้วที่ผมหลับไป ....ผมนึกทบวนสิ่งยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด
มันคือฝัน เรื่องจริง หรืออะไร?
ไม่สามารถตอบคำถามได้ รู้แค่เพียงนาทีนี้ แค่ได้เห็นหน้าของเค้า แค่ได้ยินเค้าเรียกชื่อ เพียงเท่านั้นผมก็พอใจ
“ยุนโฮ! นาย...นายมองเห็นฉันมั้ย? ได้ยินฉันมั้ย?” แจจุงปล่อยให้น้ำใสๆนั้นไหลลงอาบแก้มอีกครั้งอย่างไม่อาย นิ้วมือเรียวของเค้าลูบไล้ลงบนใบหน้าของผม นุ่มนวล ถนุถนอม ราวกับมันคือสิ่งที่เค้าหวงแหนจนสุดใจ
ผมค่อยๆระบายรอยยิ้มส่งให้ มันยากลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะที่ข้างๆมุมปากและบนใบหน้าของผมมีผ้าพันแพลแปะเอาไว้เยอะแยะไปหมด ผมรู้สึกตึงๆจึงอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัส แต่กลับถูกอีกฝ่ายรั้งเอาไว้
“นายไม่เป็นไรมาก โชคดีที่มีแค่รอยถลอกเล็กๆบนหน้า แล้วก็ดูเหมือนแขนขวาของนายจะซ้น” แจจุงพยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นไว้ เค้ายิ้มให้ผมอีกครั้ง “อ้อ! นายหัวแตกด้วยนะเจ้าตัวดี”
อย่างงั้นเหรอ? ....ผมค่อยๆพยักหน้ารับ มันน่าแปลกที่พอตื่นขึ้นมาก็ได้รู้ว่าอาการบาดเจ็บของตัวเองมีเพียงแค่นั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผมจำได้อย่างแม่นยำว่าภาพสุดท้ายของร่างกายตัวเองมันแทบจะไม่มีชิ้นดีเลยด้วยซ้ำ กระจกหมวกกันน็อกแตกยับ รอบๆตัวแดงฉานอาบไปด้วยเลือด ทั้งแขนและขาของผมไม่มีเรี่ยวแรง กระดูกของผมคงป่นหักไปหมดแล้วในตอนนั้น ทว่า....เพียงแค่ลืมตา ทุกอย่างพลันกลับกลายเป็นความฝันในชั่วข้ามคืน
เฮ้อ!....ผมระบายลมหายใจ หลับตาและนึกภาวนาขอบคุณใครบางคนที่อยู่บนฟ้าที่ให้โอกาสผมได้กลับมาเห็นใบหน้าของคนๆนี้อีกครั้ง ....
ผมอมยิ้มหลังจากเอ่ยคำอธิษฐาน แล้วค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นจ้องมองอีกฝ่าย อยากเอ่ยชื่อเค้าเหลือเกิน....
“.......”
แต่ ....ผมกลับทำไม่ได้!!
ผมขยับปากซ้ำๆ พยายามเปล่งเสียงออกมา รีดเค้นจนแทบจะขาดอากาศหายใจ แต่กลับไม่เป็นผล
“ไม่ต้องพูดอะไรหรอกยุนโฮ นายควรจะพักผ่อนนะ เอาไว้หายดีแล้วนายค่อยพูดก็ได้” แจจุงใช้ปลายนิ้วแตะที่ริมฝีปากเพื่อหยุดผม จากนั้นค่อยเลื่อนลงไปจับมือข้างขวาของผมขึ้นมากุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน มือของเค้าอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นจนผมถึงกับน้ำตาไหล
ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่ลำคอที่แห้งพาดจากการเพิ่งฟื้นตัว แต่มันคือเงื่อนไขของการได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งขอผมต่างหาก ....ผมจะไม่สามารถพูดอะไรกับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงของผมได้อีกแล้ว นั่นแหละคือข้อแลกเปลี่ยนของการได้กลับมาแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไป ...ผมมีเวลาเหลือเพียงแค่ 168 ชั่วโมง
ทุกอย่างไม่ใช่ความฝัน
มันคือเรื่องจริง!
#######
ที่บ้านของผม ทุกคนค่อนข้างช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมได้ยินจากแจจุงว่าหลังจากที่ได้รู้ข่าวคุณแม่เป็นล้มพับไปตั้งไม่รู้กี่สิบรอบ และยิ่งหนักกว่านั้นเมื่อคุณหมอวินิจฉัยว่าผมอาจจะไม่สามารถกลับพูดได้อีกเนื่องจากการกระทบกระเทือนอย่างแรงจนทำให้สูญเสียเส้นประสาตส่วนหนึ่งของการควบคุมภายในสมองไป นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์และสภาพจิตใจของคนที่บ้านของผมยิ่งเลวร้าย คุณพ่อของผมโทษตัวเองว่ามันคือความผิดของท่าน ท่านบอกว่าที่ผ่านมาท่านบังคับและบีบคั้นผมจนมากเกินไป ผมพยายามจะบอกว่ามันไม่ใช่ แต่....ไม่ว่าอย่างไร ผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ก็มักจะเอาตัวเองเป็นโล่กำบังลูกเอาไว้จากความผิดพลาดทั้งหมดเสมอ
ผมได้แต่พยักหน้ารับในความหวังดีที่พวกท่านมอบให้ พวกท่านหันมาดูแลและตามใจผมมากขึ้น ดังนั้นเมื่อผมเขียนข้อความบนกระดาษว่าอยากจะขอใช้ชีวิตหลังจากออกจากโรงพยาบาลที่บ้านของแจจุงซักระยะ จึงไม่มีใครขัดข้อง
และวันนี้ หลังจากที่เวลาในชั่วโมงที่ 72 ของผมกำลังจะหมดไป ผมก็ได้ออกจากโรงพยาบาลและย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องของแจจุง
// “ฉันไม่ได้มาที่นี่นานมากเลยเนอะ” ผมเขียนใส่กระดาษ แล้วยื่นส่งให้คนที่นั่งกำลังจัดข้าวของจากโรงพยาบาลเข้าไว้ในตู้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แจจุงหันมายิ้มใส่
“นายเพิ่งจะมาที่นี่เมื่อก่อนที่เราจะทะเลาะกันเองไม่ใช่เหรอ? หรือว่านายหลับไปจนไอ้สมองที่ไม่ค่อยจะมีหยักของนายเนี่ย มันฝ่อไปหมดแล้ว ห๊ะ!เจ้าหมียุนโฮ?” ผมได้แต่หัวเราะเบาๆในลำคอ เอนกายลงนอนบนโซฟาตัวยาวแล้วทอดสายตาออกไปที่ประตูกระจกบานเลื่อนริมระเบียงเพื่อไล่ความเมื่อยล้า ....แล้วก็ในตอนนั้นนั่นเองที่สายตาของผมทั้งคู่เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างเข้า
โมบายดินเหนียวที่เราทำร่วมกันในชั่วโมงศิลปะเมื่อตอน ม.ต้น!
แจจุงยังเก็บมันเอาไว้ เค้าแขวนมันที่ขื่อระเบียง เสียงกรุ๊งกริ๊งกระทบกันเมื่อยามสายลมพัดนั้นทำให้ความทรงจำมากมายยิ่งถูกรื้อขึ้นภายในใจ....ในเวลาเดียวกัน ตื้นตัน และเจ็บปวด จนยากเกินจะบรรยาย
“อะไร? จู่ๆก็นิ่งไป” แจจุงหันมาจ้องหน้าผมที่นอนนิ่งแล้วมองตามสายตา ใบหน้าของเค้าค่อยๆระบายสีแดงระเรื่อ ร่างโปร่งลุกขึ้นเดินไปดึงผ้าม่านมาปิดเอาไว้ ก้มหน้าก้มตามองพื้นแล้วรีบเดินหนีเข้าครัวไป “ฉันจะทำกับข้าว นายนอนอยู่นั่นแหละ”
แจจุงที่แสนจะขี้อาย
....ผมอมยิ้มอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ ผมรู้ตัวดีว่ามันเป็นรอยยิ้มที่แสนขมขื่นเหลือเกิน ....ผมรู้ตัวดี
######
ก่อนหน้าที่จะได้รู้จักคำว่า ‘อดีต’คนเรามักจะดำเนินชีวิตไปโดยไม่ใส่ใจรอบคอบต่อสิ่งที่ผ่านเข้ามา จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านพ้น เมื่ออดีตกลับกลายมาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ นั่นแหละที่เราถึงได้รู้สึกว่าสิ่งที่เราปรารถนาที่สุดก็คือการได้กลับไปแก้ไขและใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมานั้นเพื่อให้คุ้มค่าและรักษามันเอาไว้อย่างดีที่สุด....
สำหรับผม แจจุงที่เคยเป็นเพื่อนสนิทคนสำคัญซึ่งคบกากันมาตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มักจะมีกันและกันอยู่ข้างกายเสมอ ผมจึงไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะมีซักวันที่ระหว่างเราจะต้องมีค่าจำกัดของกาลเวลาเข้ามาแทรกกลาเช่นนี้
ทั้งๆที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ เราก็อยู่ด้วยกันเสมอ
แล้วทำไม....?
“เมื่อไหร่นายจะหัดแกะกุ้งกินเองซะบ้างเนี่ย ให้ตายเหอะ เจ้าคุณชายนี่!น่าหมั่นไส้ชะมัด” ถึงจะพูดอย่างนั้นสองมือก็ยังคงลอกเปลือกแข็งของกุ้งตัวโตออกให้ผม แจจุงเป็นพวกชอบดูแลเอาใจใส่คนรอบข้าง เค้ามักจะทำตัวเป็นห่วงเป็นใยจนใครๆชอบล้อว่าเค้านิสัยเหมือนแม่ แน่นอนว่าผมเองก็เคยคิดอย่างนั้น
“นี่! ….นาย” แจจุงหันมาจ้องหน้าผมก่อนอ้ำๆอึ้งๆอย่างไม่สบอารมณ์ “นายกำลังคิดว่าฉันทำตัวเหมือนแม่นายอยู่ใช่มั้ย?” ผมหัวเราะ ....ใบหน้าของแจจุงไม่ว่าจะเวลาโกรธ หรือเวลาอาย หมอนี่มักจะหน้าแดงเอาเสียง่ายๆแบบนี้เสมอ
กินกันเถอะ....ผมพยักหน้าชวนแล้วยื่นมือไปลูบหัวอีกฝ่ายเป็นการขอบคุณ แจจุงชะงัก ใบหน้าใสๆวับสีเลือดค่อยๆเสมองไปที่จานอาหาร ทีแรกผมคิดว่าเค้าจะปัดมือผมออกแต่เปล่า แจจุงปล่อยเอาไว้อย่างนั้นจนผมเป็นฝ่ายลดระดับมือลงด้วยตัวเอง
“อีกหน่อยนายก็จะกลับมาพูดได้ ....ฉันเชื่อนะ ยุนโฮ” รอยยิ้มขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้า ผมแสร้งพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ ทว่า....เค้าจะรู้มั้ย? ผมเจ็บปวดเหลือเกิน
............
ชั่วโมงที่ 84 กำลังจะผ่านไปแล้ว ผมออกมานั่งเหม่ออยู่ที่ระเบียง ดวงตาทั้งสองช้อนขึ้นมองไปยังท้องฟ้ากว้าง ผืนกำมะหยี่สีดำสนิททอประกายสว่างวิบวับไปด้วยละอองแสงจากดวงดาว อากาศที่ด้านนอกค่อยๆหนาวเย็นขึ้นทีละน้อยแต่ผมกลับไม่รู้สึกถึงมัน เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้ผมใจจดใจจ่ออยู่นั้นก็คือการนั่งรอคอยเรื่องราวไร้สาระอย่างความเชื่อเมื่อสมัยเด็กๆนั่นเอง
ผมอยากเห็นดาวตก ผมแค่อยากเอ่ยขอพรซักข้อเท่านั้น
“ไม่กลับเป็นหวัดหรือไง? จะทำอะไรก็ห่วงคนที่ต้องดูแลนายบ้าง ปิดเทอมทั้งทีฉันต้องมานั่งเฝ้าคนป่วยก็ไม่ไหวนะ” แจจุงเลื่อนบานประตูกระจกออกแล้วก้าวเข้ามาใกล้ เสื้อโค้ทตัวใหญ่ผ้าเนื้อนุ่มถูกคลี่คลุมเหนือบ่าของผม ผมเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ส่งยิ้มทะเล้นให้ตามแบบที่เคยทำแล้วค่อยยื่นมือไปฉุดร่างนั้นลงมานั่งข้างๆ
ดูนั่นสิ ดาวเยอะแยะเลย ....ผมชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ในใจคิดแบบนั้น แต่ไม่รู้ว่าเค้าจะเดามันถูกมั้ย
“นายรอดูอะไรอยู่หรือเปล่า?” แจจุงแหงนหน้าขึ้นมองตาม เอ่ยถามแล้วลดสายตาลงมาจ้องมองเพื่อค้นหาคำตอบ “อย่างเช่น...พวกดาวตก”
“........?” ผมเลิกคิ้วด้วยปความประหลาดใจ แจจุงทำราวกับว่าเค้าคาดเดาสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ได้
“ไม่แปลกนี่” เค้าหัวเราะ “เพราะทุกคืน ฉันก็นั่งรอคอยมันมาตลอด ....ที่ตรงนี้”
อย่างงั้นสินะ....ผมพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจ บางทีแจจุงอาจจะมีสิ่งที่มาสามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับผม พวกเราต้องการคำอวยพรของใครซักคน ต้องการร้องขอและอธิษฐานต่อดวงดาวเพื่อให้สิ่งนั้นเป็นจริง
ผมจับมือข้างหนึ่งของแจจุงขึ้นมา หงายมันออกแล้วใช้ปลายนิ้วของตัวเองเขียนตัวอักษร
// “นาย....อยาก...ขอ....อะไร?”
“ทำไมฉันต้องบอกนาย?”
// “ไม่ ....อยาก ....รู้ ....เหรอ ....ว่า ....ฉัน ....อยาก ....ขอ ....อะไร?”
คราวนี้แจจุงเป็นฝ่ายเลิกคิ้วใส่บ้าง ดวงตาคู่สวยยิ่งทอประกายสดใส เค้ากระเถิบเข้ามาใกล้ จับแขนของผมเขย่าเบาๆ แล้วเอ่ยถาม
“บอกมาสิว่านายขออะไร ยุนโฮ! บอกมาๆๆ ฉันอยากรู้”
ม่ายบอก....ส่ายหน้าแล้วหัวเราะ ท่าทางของผมคงกวนประสาทมากแจจุงถึงได้ทำท่าจะลุกหนีไป แต่ผมกลับรั้งข้อมือนั้นเอาไว้ อยากให้เค้านั่งอยู่ข้างๆผมต่ออีกซักนิด
“เขยิบไปสิ จะได้นั่งด้วย” ในที่สุดเค้าก็ยอมนั่งลงมาอีกครั้ง แต่ผมไม่ได้เขยิบออกห่างอยากที่เค้าต้องการ ตรงกันข้ามผมรู้สึกว่าช่วงเวลาของเราในตอนนี้กลับไปคล้ายกับเมื่อครั้งในอดีตอีกครั้ง รอบๆตัวเราไม่มีใครอื่น ในโลกใบนี้มีเพียงแค่พวกเรา....มีเพียงพวกเราเท่านั้น
เดี๋ยวจะหนาว....ผมยกแขนขึ้นตวัดเสื้อโค้ทตัวเดิมที่คลุมอยู่บนบ่าขึ้นห่มให้อีกฝ่ายด้วย เราสองคนนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ท่ามกลางไอเย็นของน้ำค้าง ท่ามกลางแสงสว่างเพียงเล็กน้อยของดวงดาว ภายใต้ผืนผ้าเนื้อนุ่ม เราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากปลายนิ้วที่วางซ้อนทับกันโดยบังเอิญ ผมไม่รู้ว่าแจจุงจะคิดยังไง แต่ผมตัดสินใจแล้ว....ผมเลื่อนมือไปกุมมือนั้นเอาไว้ เอนตัวพิงไหล่อีกฝ่ายแล้วค่อยๆปิดเปลือกตาลง
######
วันนี้แจจุงบอกว่าเค้าจะออกไปซื้อของสำหรับทำกับข้าว แต่ผมไม่อยากออกไป ผมอยากใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้ ไม่อยากพบเจอผู้คนที่ด้านนอก ผมให้เหตุผลกับเค้าว่าผมยังปวดเมือ่ยที่แขนขาอยู่ แต่จริงๆแล้ว ที่ผมปฏิเสธไปนั้น เหตุผลของผมมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือ ผมไม่อยากที่จะเก็บภาพของใครเอาไว้ในช่วงเวลาแห่งความทรงจำอันน้อยนิดนี้ นอกไปจากใบหน้าของคนๆเดียวเพียงเท่านั้น
....คิม แจจุง
ผมเลือกที่จะยืนบิดขี้เกียจไปมาหลังจากที่เค้าออกจากห้องไปได้ราวซักสิบนาที เดินวนรอบๆห้อง ทีวีก็ไม่อยากดู คิดอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เบื่อก็เลยเลือกแผ่นซีดีมาเปิดฟัง
ทั้งที่ห้องก็ออกจะเรียบร้อย แต่ชั้นวางซีดีของนายมันมั่วมากเลยนะแจจุง ....ผมคิด แล้วค่อยนึกขึ้นได้ว่าควรจะทำอะไรซักอย่าง ใช่!ผมควรจะจัดมันให้ดูดีกว่านี้ อย่างน้อยก็ใส่แผ่นซีดีให้ตรงกับชื่อหน้ากล่องซักนิดก็ยังดี ....คิดแล้วก็ลงมือทำ
อันนี้มันซีดีที่ยืมเรามานี่หว่า ....รื้อไปรื้อมาเจอแผ่นซีดีของตัวเองตั้งเกือบๆสิบแผ่น หน๋อยแน่ะ!เจ้าแจจุง ไอ้จอมงุบงิบเอ๊ย~! กลับมาจะเอาเรื่องนี้เป็นหัวข้อในการแกล้งซะให้เข็ด ....ผมหัวเราะกับตัวเองคนเดียว นั่งรื้อต่อไปเพื่อหาดูเผื่อจะมีอะไรมากกว่าเจ้าสิบแผ่นนี่ แล้วสายตาของผมก็ไปปะทะเข้ากับบางอย่างที่วางซ่อนเอาไว้ที่มุมในสุดของตู้เก็บซีดีนั้น
.....จดหมาย
.
.
.
.
“กลับมาแล้ว! อ่าว....หลับอีกแล้ว ไอ้เจ้าหมียักษ์จอมขี้เกียจนี่” เสียงบ่นงึมงำของเจ้าของห้องดังเข้ามาตั้งแต่ที่ยังไม่ทันได้เห็นตัวเสียด้วยซ้ำ ผมแอบหัวเราะขำอยู่ในใจ แจจุงมักจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรเอ๋อๆเสมอ ดังนั้นการแกล้งให้อีกฝ่ายพลาดท่าเล่นจึงเป็นเรื่องที่ผมมักจะทำจนกลายเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ
แจจุงเดินไปวาข้าวของบนโต๊ะในห้องครัวแล้วค่อยเดินกลับออกมาที่โซฟาอีกครั้ง เค้าย่อตัวลงเก็บซองขนมที่ผมวางเกลื่อนพื้นเอาไว้อย่างเหนื่อยใจ ดูท่าฝ่ายนั้นจะจดจ่อกับมันจนลืมระแวดระวัง
“เหว๋อ!!” มารู้สึกตัวอีกทีก็ถูกรั้งขึ้นมานั่งบนโซฟาเสียแล้ว ผมที่นอนทอดตัวยาวเหยียดเขยิบเข้าไปหนุนตักแล้วเงยหน้าส่งยิ้มให้ราวกับเด็กๆ
“อะไรเนี่ย?” แจจุงได้แต่ส่ายหน้า ก่อนที่ผมจะยื่นไม้ปั่นหูไปให้แล้วแกล้งนอนหลับสบายไปพร้อมๆกับขนนิ่มๆที่วนเวียนอยู่ในช่องของรูหู
แจจุงไม่ทันรู้สึกอะไร ผมแน่ใจเพราะหมอนั่นมักจะสมองช้าเสมอ เค้าไม่รู้หรอกว่าผมแกล้งหลับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมที่นอนอยู่บนตักของเค้าเอามือรองใบหน้าตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้น้ำตัวที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวไหลลงไปเปรอเปื้อนกางเกงของเค้า
จดหมายลาที่แจจุงเขียนเอาไว้ให้ผมฉบับนั้น....มันทำให้ผมเศร้ามากกว่าสิ่งที่ผมต้องเผชิญอยู่เสียมากมาย
ผมจะทำอะไรได้? มันคือเรื่องที่ผมต้องรีบหาคำตอบต่อจากนี้
######
“ยุนโฮ! นาย ทำอะไรอยู่น่ะ?”
พับกระดาษ....ผมตอบด้วยการยกเจ้านกกระดาษสีเขียวอ่อนให้หมอนั่นดู แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากัน เค้าคิดว่าผมทำอะไรเป็นเด็กๆอีกล่ะสิ แต่ก็ช่างเหอะ ผมพอใจนี่....ผมอยากทำ ใครจะทำไม?
“นายทำอะไรแบบนีเป็นด้วยเหรอ?” แจจุงเดินเข้ามาใกล้ หยิบเจ้านกของผมขึ้นไปดูแล้วเบ้ปาก “หยี๋! นกของนาย อัปลักษณ์ชะมัด”
อ้าว! ไหง๋พูดจาไม่เข้าหูแบบนี้ล่ะเนี่ย? ....ผมรีบแย่งเจ้ายกไม่ทราบสายพันธุ์ของผมกลับ แต่แจจุงก็ยื้อมันกลับไป เค้าเก็บมันใส่เอาไว้ในลิ้นชักแล้วหยิบกระดาษอีกแผ่นที่วางอยู่ขึ้นมา
“มานี่! เดี๋ยวจะสอนให้ วิธีพับนกกะเรียนแบบที่คนญี่ปุ่นเค้าชอบพับกัน”
แล้วพวกเราก็ใช้เวลาในชั่วโมงที่ 94 ไปกับการพับนกซ้ำแล้วซ้ำเล่า นับร้อยๆตัว
....เวลาของผมดำเนินไปเกินกว่าครึ่งทางแล้ว แต่ผมไม่รู้จริงๆว่าผมควรจะบอกความรู้สึกของผมที่มีต่อเค้าอย่างไร? ผมไม่สามารถพูดออกไปด้วยเสียงอย่างที่ใครๆสามารถทำกัน ผมมีเพียงกระดาษและปากกา ซึ่ง...มันสมควรแล้วเหรอที่ผมจะผูกมัดเค้าเอาไว้ด้วยคำที่แค่เพียงขีดเขียนขึ้น
หลังจากวันนั้น แจจุงไม่เคยถามคำถามเดิมกับผมอีกเลย ดังนั้นผมจึงไม่มั่นใจพอที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบอกคำๆนั้น
....รู้ตัวดีว่าผมมันโง่ แต่หากไม่ลองเป็นตัวเองแล้ว คุณก็จะไม่รู้หรอกว่าเรื่องง่ายๆอย่างที่เราเคยมองผ่านช่วงชีวิตของคนอื่น หรือเคยดูจากพวกละครโทรทัศน์นั้น เมื่อเป็นตัวเองแล้ว ....มันจะยากเย็นและยากลำบากซักเพียงใด
ผมเองก็ไม่เคยรู้ จนกระทั่งมันเป็นเรื่องของตัวเอง
นายยังไม่นอนอีกเหรอ? ...ผมสะกิดคนที่นั่งเหม่ออยู่ตรงระเบียง แจจุงหันกลับมามองหน้าแล้วตอบคำถาม
“ยังไม่ง่วง” เค้าส่ายหน้า “ฉันอยากนั่งดูดาวต่ออีกซักหน่อย แต่โชคร้ายแฮะวันนี้ดูท่าฝนจะตก ดาวเลยโผล่ออกมาให้เห็นแค่นิดเดียวเอง”
งั้นเหรอ....ผมพยักหน้ารับ หยิบเอาเก้าอี้อีกตัวเลื่อนมานั่งข้างๆ
“ไม่ต้องนั่งเป็นเพื่อนก็ได้ นายยังไม่หายดี ควรจะนอนพักเยอะๆ”
ผมนิ่วหน้ามองสบตากลับ....แหม!ใครนะช่างบ่นจริงว่าเราเอาแต่นอน? คิดแล้วก็กลั้นหัวเราะ ....ผมส่ายหน้าปฏิเสธ จับมือของเค้าขึ้นมาแล้วขีดนิ้วลงไปเขียนตัวเลข ....168 ....ลบ ....120 ....?
“เหลือ 48” แจจุงตอบ “ทำไม? นายจะใบ้เลขเด็ดให้ฉันเหรอ?”
ผมหัวเราะแล้วพยักหน้า ....นั่นสินะ ....มันอาจจะเป็นเลขเด็ดสำหรับการออกรางวัลรัฐบาลงวดนี้ก็ได้
“อะไรกันน่ะยุนโฮ?” เค้ายังคงถามต่อไป แต่ผมไม่ตอบ แกล้งดึงตัวของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้วกอดเอาไว้แน่น ทำปากคอสั่นเหมอืนกับหนาวเสียเต็มประดา ....แจจุงหัวเราะ ....แล้วผมก็หัวเราะ เราหัวเราะอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งผมคิดถึงเรื่องของจดหมายขึ้นมาได้อีกครั้ง ....ผม ....รู้แล้วว่าตัวผมควรจะทำอย่างไร
ฉันอยากจะรักษาเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของนายเอาไว้ ให้นานที่สุด....แจจุง
######
วันนี้ผมบอกแจจุงว่าผมอยากจะกลับไปไปเอาของบางอย่าง แจจุงไม่ปฏิเสธหนำซ้ำยังอาสาที่จะออกมาเป็นเพื่อนผมด้วย ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ชั่วโมงที่ 130 เราจึงมาหยุดยืนที่หน้าบ้านของผมอีกครั้ง ....บ้านของตระกูลชอง ผมไม่ได้กลับมาที่นี่เสียหลายวัน และในครั้งนี้ มันก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสหายใจอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นของผมมาตลอด 20ปี ....บ้านหลังนี้ ...บ้านของผม
นายอยู่ตรงนี้แล้วกัน กินขนมรอไปก่อน ....ผมเลื่อนถ้วยกาแฟและขนมที่แม่บ้านจัดวางไว้บนโต๊ะให้คนตรงหน้าก่อนบอกกับเค้าผ่านตัวอักษรว่าผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณแม่ แจจุงพยักหน้ารับ ปล่อยให้ผมเดินขึ้นบันไดอย่างว่าง่าย
ตอนนั้นผมเลือกที่จะแวะเข้าห้องของตัวเอง จัดแจงเก็บของบางอย่างที่อยากจะเอาไปด้วยแยกเอาไว้ในลังขนาดพอดีสองแขนโอบ ส่วนใหย่มันเป็นสมุดบันทึกของผม ทุกวันผมมักจะระบายเรื่องราวของตัวเองลงบนหน้ากระดาษเหล่านี้ ไม่มีสาระอะไรมาก ที่ผ่านมาก็แค่เรื่องราวของลูกเศรษฐีเก็บกด ผมเปิดอ่านสมุดที่กองอยู่หลายๆเล่มนั้นอย่างคร่าวๆ ทุกครั้งที่ลายมือบนหน้ากระดาษเรียงสวยคือวันที่ผมอารมณ์ดี และถ้าสังเกตดูอีกที ในบันทึกของวันดีๆเหล่านั้น ผมเขียนเล่าเรื่องราวของผมในแต่ละวันไปพร้อมๆกับการบรรยายถึงใครบางคน
.....แจจุง
ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย ว่าผมเขียนชื่อเค้าเอาไว้มากมายขนาดนั้น รู้สึกอาย ใบหน้ามันชาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ผมหัวเราะขำตัวเองแล้วค่อยๆหย่อยสมุดบันทึกทั้งหมดลงกล่อง เปลี่ยนใจจากที่จะขนไปด้วยเป็นปิดผนึกเอาไว้แล้วจ่าหน้าถึงใครบางคนที่มีชื่ออยู่ในบันทึกเหล่านั้น
ผมจะยกมันให้เป็นหนังสืออ่านเล่นสำหรับเค้า เมื่อบนโลกใบนี้ไม่มีผมอยู่อีกแล้ว
ผม.....
ไม่มีความคิดใดๆต่อจากนั้น
ผม.....
กุมมือเอาไว้ที่หัวใจ
ผม....
อยากให้เค้ารู้ว่าผม ‘รักเขา’
.
.
.
.
“นี่....จะให้แม่เปิดอ่านเมื่อไหร่ล่ะลูก?” ผู้เป็นแม่รับซองจดหมายสีน้ำตาลเอาไว้แนบอก ใบหน้าที่มีรอยย่นตามกาลเวลานั้นระบายรอยยิ้มใจดีให้ ผมรู้ว่าคุณแม่กำลังห่วงใยและเป็นกังวลในลางสังหรณ์ของตัวเองอยู่ ....ที่เค้าว่าผู้หญิงมักจะความรู้สึกไว ผมเชื่อ เพราะมองจากแววตาแล้ว คุณแม่ราวกับจะร่ำไห้ ทั้งๆที่ลูกชายยังไม่ได้ตายจากไป แต่....ใบหน้าของท่าน มันทำให้ผมรู้สึกทันทีว่าครั้งนี้ผมมาเพื่อเอ่ยคำลา
ผมรักคุณแม่นะครับ ....โผเข้ากอดร่างตรงหน้าเอาไว้ คุณแม่ก็สวกอดผมเช่นเดียวกัน เนื้อตัวนุ่มนิ่มของท่านอบอุ่นจนผมแทบไม่อยากจะปล่อยมือ ผมพลิกอีกด้านของซองให้คุณแม่ดู มันลงวันที่เอาไว้ว่าให้เปิดอ่านได้หลังจากที่วันนี้ผ่านไป คุณแม่พยักหน้ารับและปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา
ผมหอมแก้มท่าน ลูบไล้ใบหน้านั้นอย่างเบามือ ซับน้ำตาด้วยปลายนิ้วและก้มลงหอมแก้มซ้ำๆอย่างรักใคร่ ....จะมีอะไรเจ็บปวดมากไปกว่านี้ เมื่อเราสามารถรับรู้ได้ว่าเราเวลาของเรา กำลังจะหมดลงในอีกกี่ชั่วโมง กี่นาที และกี่วินาที.....
“ยุนโฮ! กลับมาแล้วเหรอลูก?” เสียงคุณพ่อดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องถูกเปิด ท่านคงได้ยินจากแม่บ้านแล้วจึงรีบรุดตามขึ้นมา ผมหันไปพยักหน้าให้ กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โผเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อ
“ผอมไปนะลูก”
ผมส่ายหน้า อยากจะบอกว่าผมทานข้าวได้มากทุกๆวัน คุณพ่อนั่นแหละที่คิดไปเอง จากนั้นพวกเราก็นั่งคุยกันต่อไปอีกนิดหน่อย จนกระทั่งในที่สุดผมก็รู้สึกตัวว่าผมควรจะรักษาเวลาให้มากกว่านี้ ผมสวมกอดพวกท่านเอาไว้อีกรอบ หลับตา จดจำ และเอ่ยคำลาในเวลาเดียวกัน ....ทุกคนคือคนสำคัญของผม และผมจะไม่มีวันลืมเลือนมันไปชั่วนิรันดร์
######
ท้องฟ้ามืดลงไปอีกแล้ว คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ผืนดาวแห่งนี้อีกครั้ง พวกเราเดินเลียดริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ นี่เป็นทางลัดที่เคยใช้กลับบ้านในตอนที่เลิกเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ผมกับแจจุงเราไม่พูดอะไร เดินเล่นจากเส้นทางของโรงเรียนเก่าๆทั้ง 3 แห่งที่เชื่อมต่อกันจนทอดยาวมาถึงริมแม่น้ำแห่งนี้ ผมจูงมือเค้า และเค้าก็ไม่ขัดขืนอะไร ดังนั้นนี่จึงไม่ต่างอะไรกับชีวิตเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ภาพที่มักจะผุดเข้ามาในความทรงจำของผม....
“ฉันชอบมานั่งอยู่ที่ริมน้ำนี่ ทุกครั้งที่รู้สึกไม่ดี” แจจุงบอกก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งเหยียดขาบนพื้นหน้า ผมเองก็ด้วย เราตัดสินใจที่จะนั่งคุยกันอยู่ตรงนั้น
“เวลาที่ฉันทะเลาะกันนาย ฉันก็มาที่นี่ ....อืม....วันนั้นก็ด้วย”
ผมพยักหน้ารับอีกครั้ง ผมรู้....เพราะเมื่อก่อนเวลาที่เราทะเลาะกัน ผมก็มักจะมาตามหาแจจุงที่นี่ จริงๆมันมีอยู่สองที่ ไม่สวนสาธารณะก็ริมแม่น้ำ แต่ดูเหมือนว่าช่วงหลังๆแจจุงจะไม่ชอบไปสวนสาธารณะซักเท่าไหร่ เพราะที่นั่นคนชักจะเริ่มเยอะขึ้นแล้ว ผมมักจะมาตามหาแจจุงเสมอ เว้นแต่ครั้งสุดท้ายที่เราทะเลาะกัน
ตอนนั้นที่แจจุงบอกว่า ‘ถ้ามีวันไหนที่ฉันตายจากนายไป นายก็ไม่ใส่ใจจะรู้ด้วยซ้ำ!’ ....ผมเพียงแต่รู้สึกสลดหดหู่ในใจ คิดเพียงแค่นั้น จนกระทั่ง....
“ยุนโฮ” เสียงเรียกนั้นทำให้ผมหยุดความคิด หันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อรอคำพูดประโยคต่อไป “.......”
แต่เงียบ แจจุงไม่พูดอะไรนอกจากก้มหน้า
มีอะไร?....ผมยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ ก่อนที่เราจะได้สบตากันอีกครั้ง แล้วแจจุงก็พูดกับผมด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวว่า
“นายรู้มั้ย ....ช่วงอาทิตย์หนึ่งที่ผ่านมานี่ ฉันมีความสุขมาก”
ผมได้แต่ยิ้ม ....สีหน้าหวาดหวั่นของเค้าช่างน่ารักเสียเหลือเกิน ผมรู้สึกใจเต้นแรง และแจจุงที่อยู่ตรงหน้าผมเองก็คงไม่ต่างกัน แววตาของเค้าสั่นไหว และดึงดูดผมให้เคลื่อนใบหน้าชิดเข้าไปใกล้ยิ่งกว่าเดิม
เปลือกตาสีอ่อนของเค้าค่อยๆปิดเข้าหากัน รู้สึกได้ถึงไออุ่นของผมหายใจจากการสัมผัสที่ใบหน้า ปลายจมูกของพวกเราโน้มลงแตะซึ่งกันและกัน น้ำค้างทำให้อากาศโดยรอบเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทว่าไม่มีอะไรที่จะดึงความสนใจไปจากพวกเราได้ ....ริมฝีปากค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าสัมผัส ผมประทับรอยจูบครั้งแรกของพวกเราลงอย่างช้าๆ นุ่มนวลและเนิ่นนานที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
เป็นจูบที่แผ่วเบา และล่องลอยไม่ต่างอะไรกลับละอองแรกของเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นโลก ทว่าอบอุ่นได้เกินกว่าแสงสว่าใดๆ
เราจุมพิตกันต่อไปซ้ำๆอย่างนั้น ผมดึงร่างที่แบบบางเข้ามากอดรัดแล้วฝังปลายจมูกลงบนลำคอนวลระหง กลิ่นกายของอีกฝ่ายช่างนุ่มนวลและชวนฝันจนเกินบรรยาย ปลายลิ้นอุ่นค่อยๆไล้เลียและวกกลับขึ้นแทะเล็มริมฝีปากสวยนั้นอีกรอบ
“ยุนโฮ” เค้าเอ่ยเสียงเรียกชื่อของผม มันเป็นเสียงที่ทำให้ในใจของผมเต็มตื้นเสียจนแน่นไปหมด ผมอยากจะให้เค้าเอ่ยคำนี้ซ้ำๆ ชื่อของผม....แม้เข็มนาฬิกาจะเดินหน้าต่อไป ผมก็ไม่อยากให้เค้าลืมเลือน
ปลายลิ้นของเราตอบรับซึ่งกันและกัน ความหวานจากหยาดน้ำใสนั้นทำให้คนสองคนแทบคลั่ง และในที่สุดเมื่อนอนทอดกายลงบนผืนหญ้า พวกเราก็ได้พบกับคำๆหนึ่งที่เคยตามหา....โดยที่ไม่ต้องเอ่ยถามออกไป
แม้ในชั่วโมงสุดท้ายผมจะไม่ได้เห็นดาวตกอย่างที่หวัง แต่ความปรารถนาของแจจุงนั้น ผมรุ้ดีว่ามีเพียงผมเท่านั้นที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้
ผมจะอยู่ตรงนี้ต่อไป ข้างหัวใจ และกระซิบบอกเค้าทุกวันด้วยคำๆเดิม....
.
.
.
.
วันนี้เวลาของยุนโฮได้หมดลงแล้ว เค้าเลือกที่จะสละ 3 ชั่วโมงสุดท้ายหลังจากที่กลับไปส่งแจจุงที่บ้านไปกับการเดินทางมายังดรงพยาบาลอีกครั้ง ที่นั่งพ่อกับแม่ของเค้ารออยู่ด้วยใบหน้าที่เศร้าหมองจนเกินกว่าจะบรรยาย ยุนโฮไม่พูดอะไร ไม่แม้แต่จะโผเข้าไปกอดพวกเค้าเอาไว้อย่างก่อนหน้านี้ แววตาของชายหนุ่มมุ่งมั่นและแน่วแน่กว่าที่เคย เค้ารู้ตัวดีว่าร่างกายของเค้ากำลังจะถึงขีดจำกัด
รอยยิ้มสุดท้ายส่งให้ผู้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า แล้วขาทั้งสองข้างของเค้าก็หมดแรงลง พวกแพทย์และพยาบาลต่างพยายามช่วยเหลือยุนโฮไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้ ร่างกายของเค้าไม่ตอบสนองเครื่องกระตุ้นหรือสารเคมีใดๆ และในที่สุดสมองของชายหนุ่มก็ค่อยๆตายลงไปอย่างช้าๆ
3ชั่วโมงในการพยายามกู้ชีวิตอีกครั้งไม่เป็นผล จนสุดท้ายผู้เป็นแม่จึงได้ตัดสินใจทำตามคำสั่งเสียที่ให้เอาไว้ในจดหมายก่อนหน้านั้น .....
“หลังจากที่ผมจากไป ช่วยบังคับให้แจจุงยอมเข้ากับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจด้วยนะครับ บอกเค้าว่าผมได้อ่านจดหมายของเค้าแล้ว ผมรู้มาโดยตลอดว่าเค้าเป็นโรคหัวใจ และถ้าหากไม่ผ่าตัดชีวิตของเค้าก็คงจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ผมไม่อยากให้แจจุงอายุสั้น เค้าเป็นคนที่ยิ้มสวยมากๆ ผมอยากให้เค้ายิ้มอีกครั้ง ดังนั้น....คุณพ่อคุณแม่ครับ กรุณาเซ็นต์ยินยอมให้ผมด้วย ผมขอมอบหัวใจของผมให้กับแจจุง ได้โปรดบอกเค้าว่ามันคือความต้องการของผม และเมื่อนั้น เค้าจะยอมรับเองครับ....ขอบคุณที่ได้ให้ผมเกิดมาบนโลกใบนี้ ขอบคุณที่รักผม .... ชอง ยุนโฮ”
######
“ดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ ....ฝากบอกยุนโฮด้วยว่าแม่รักเค้า”
“ครับ! ....แล้วพบกันนะครับ” ประโยคสนทนาสุดท้ายจบลงก่อนที่นิ้วมือเรียวจะเลื่อนไปกดตัดสาย แจจุงค่อยๆแกะกล่องพัสดุที่ส่งมาจากบ้านของยุนโฮออกดูอย่างช้าๆ ในนั้นเป็นสมุดบันทึกหลายๆเล่ม เค้านั่งจ้องมองมันโดยไม่กล้ายื่นมือไปสัมผัสหรือแตะต้องใดๆ แววตาคู่สวยเอ่อล้นด้วยน้ำใสๆก่อนที่จะปล่อยให้มันไหลระลงบนใบหน้า
“นายมันบ้าชะมัด!” แจจุงหยิบสมุดบันทึกเล่มบนสุดขึ้นมาเปิดออกดู อย่างที่เค้าคิด มันคือเล่มสุดท้ายที่ยุนโฮเขียน เพราะที่ด้านหลังยังมีหน้ากระดาษว่างเปล่าเหลืออยู่อีกมาก สมุดเล่มนี้เจ้าของเพิ่งจะใช้ไปได้เพียงไม่กี่หน้า และเกินกว่าครึ่งของมันก็คือคำเพียงเดียวที่เค้าเคยปรารถนาจะได้ยิน....
.
.
.
.
“แจจุง....ฉันรักนาย”
เสียงกระซิบที่ขาดหายไปนั้นทำให้คนฟังแทบคลั่ง เค้าออกเสียงอ่านประโยคเดิมๆที่เขียนขึ้นในหน้ากระดาษถัดไปซ้ำๆ ทั้งที่มันเป็นเสียงของตัวเค้าเองแต่แจจุงกลับรู้สึกราวกับนั่นคือน้ำเสียงของยุนโฮ
โมบายรูปนกกะเรียนหลายร้อยตัวปลิวพริ้วไปตามแรงลมคู่กับโมบายดินเหนียวของพวกเค้า ยุนโฮบอกว่าความเชื่อของคนญี่ปุ่นบอกไว้ การพับนกกระเรียนพันตัวคือการเอ่ยขำให้คำอธิษฐานเป็นจริงสมปรารถนา แต่สำหรับยุนโฮแล้ว เค้าบอกว่า เค้าไม่ต้องการนกถึงพันตัว เพราะที่เค้าพับนกกระดาษและนำมาร้อยเป็นโมบายแขวนเอาไว้นั้นก็แค่เพื่อตอบแทนความใจดีของใครบางคนที่หยิบยื่นปาฏิหารย์มาให้กับชีวิตของเค้าก็เท่านั้น....
แจจุงไม่รู้หรอกว่าปาฏิหารย์ที่ยุนโฮว่าคืออะไร ....แต่เค้าเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆที่ชายหนุ่มกุขึ้นมาหยอกเล่น ....ใบหน้าสวยที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเงยขึ้นมองบานประตูกระจกตรงหน้า เค้าค่อยๆระบายรอยยิ้มให้กับตัวเองและใครอีกคนที่หลับใหลอยู่ภายในนั้น สองมือยกขึ้นกุมเอาไว้เหนือหัวใจ เอ่ยคำเดิมๆซ้ำๆตอบโต้ไปกับเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจ
“ฉันก็รักนาย ยุนโฮ”
::The END::
Translation for "way-laa mai koie por" (เวลาไม่เคยพอ) - Dan&Beam
--------------------------------------------------------------------------------
Song: way-laa mai koie por (เวลาไม่เคยพอ)
Artist: Dan&Beam
Album: The album III: Freedom
เรายังอยู่ด้วยกันอีกนานแสนนาน
rao yang yoo duay gan eek naan saen naan
We're still going to be together for a long time
ฉันเชื่อตัวเองเช่นนั้น ถึงได้ปล่อยวันเวลาไปไกล
chan cheua dtua eng chen nan teung daai bploi wan way-laa bpai glai
I believe so, that's why I let time passed by
ควรจะบอกบางคำก็ทำลืมไป
kuan ja bok baang kam gor tam leum bpai
Pretending to forget to say some words
คิดว่าเหลือเวลาเท่าไรก็พอพูดมัน
kit waa leua way-laa tao-rai gor por poot man
Thinking that there's still plenty of time to say it
กว่าจะบอกตัวเองว่าอย่ามั่นใจ ก็เมื่อในวันที่สาย
gwaa ja bok dtua eng waa yaa man-jai gor meua nai wan tee saai
I told myself not to be too sure when it's too late
ที่ไม่มีเธอข้างๆกายกัน
tee mai mee ter kaang-kaang gaai gan
When you are no longer by my side
อยากจะบอกคำเดิมที่เธอรอนาน
yaak ja bok kam derm tee ter ror naan
Wanting to say the word you've been waiting for so long,
ฉันก็เหลือแค่เพียงสิทธิ์บอกเธอผ่านสายตา
chan gor leua kae piang sit bok ter paan saai dtaa
When I can only tell you through my eyes
* และทีนี้เวลาที่มีไม่พอสักอย่าง
lae tee nee way-laa tee mee mai por sak yaang
And now there's not enough time for anything
อยากมีหนทาง ดึงสิ่งต่างๆย้อนมา
yaak mee hon taang deung sing dtaang-dtaang yon maa
I wish there's a way to reverse things back again
จะกอดเธอไว้จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า
ja got ter wai ja tam took wan hai mee kwaam maai hai mee kaa
I'll hold you tight, making everyday meaningful
จะไม่ทำให้เธอปวดใจ
ja mai tam hai ter bpuat jai
I won't let your heart hurts
** ฉันไม่มีวันได้เธอคืนมา ฉันขอเวลาแค่บอกคำนั้น
chan mai mee wan daai ter keun maa chan kor way-laa kae bok kam nan
I can never get you back, I just ask for the time to say that word
ที่เธอเคยต้องการมันยังทันใช่ไหม
tee ter koie dtong gaan man yang tan chai mai
The word that you wanted to hear, it's still not too late, right?
ฉันเสียใจตลอดเวลาที่รักษาเธอไม่ได้
chan sia jai dta-lot way-laa tee rak-saa ter mai daai
I've always been regretting that I couldn't take care of you
สุดท้าย (สุดท้าย) อยากให้รู้ว่ารัก
soot taai ( soot taai ) yaak hai roo waa rak
Lastly (lastly) I want you to know I love you
ได้แต่เกลียดตัวเองที่ลืมนึกไป
daai dtae gliat dtua eng tee leum neuk bpai
I hate myself for forgetting,
ว่าโลกมีคำว่าสาย ไว้สะกิดใจให้ฉันรีบทำ
waa lohk mee kam waa saai wai sa-git jai hai chan reep tam
The word 'too late' exist in this world, reminding me to act quickly
ได้แต่กอดตัวเองกับความทรงจำ
daai dtae got dtua eng gap kwaam song jam
I can only hug myself, with the memories
ที่ยิ่งย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ
tee ying yam waa chan man pit tee cha-laa jai
That remind me of my fault for being too confident
(*, **)
ฉันขอได้ไหม แค่บอกคำนั้น (แค่บอกคำนั้นจากใจ)
chan kor daai mai kae bok kam nan ( kae bok kam nan jaak jai )
Can I just say that word? (just say that word from my heart)
ที่เธอเคยต้องการ มันยังทันใช่ไหม
tee ter koie dtong gaan man yang tan chai mai
The word that you wanted to hear, it's still not too late, right?
ฉันรักเธอตลอดเวลา แต่รักษาเธอไม่ได้
chan rak ter dta-lot way-laa dtae rak-saa ter mai daai
I've always loved you, but I couldn't take care of you
เชื่อไหม (สุดท้าย) เวลาไม่เคยพอ
cheua mai ( soot taai ) way-laa mai koie por
Believe it or not (in the end) there's never enough time

#1 By warmness on 2007-10-26 20:09