::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย

 

ตอนที่ : 16


 “เฮ้อ!!” ร่างสูงหันหลังพิงบานประตูที่เพิ่งแง้มปิดไปได้เมื่อครู่แล้วระบายลมหาย ไทป์สะบัดหัวซ้ำๆกันหลายรอบเพื่อไล่ภาพของใครบางคนที่ผุดเข้ามาในจินตนาการ ร่างเล็กผอมบางกับใบหน้าเหล๋อหลาที่แดงจัดจ้านขึ้นในทันทีเมื่อริมฝีปากนั้นถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระยังคงลอยวนเวียนอยู่ในความคิด

 อยากจะรั้งแขนทั้งสองข้างนั้นเอาไว้แล้วประกบจูบดูดดื่มลงไปจนอีกฝ่ายต้องระทดระทวยลงเสียตรงหน้า ชายหนุ่มปิดเปลือกตาเข้าหากันก่อนที่ภาพของตัวเค้าซึ่งกำลังซุกไซร้ปลายจมูกลงไปเคล้นคลึงสูดกลิ่นไอรัญจวนจะกลับเข้ามาวนเวียนอีกครั้ง ....โหยหาย ....จนรุ่มร้อนไปถึงหัวใจ ความรู้สึกถึงแรงปรารถนานั้นยิ่งทำให้แก่นกายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเนื้อผ้าเดนิ่มนั้นเจียนอาละวาด

 “ให้ตายสิ เจ้าตัวดีเอ้ย!!” สบทคำด้วยน้ำเสียงอดกลั้น ไทป์กัดฟันแน่น เปิดเปลือกตาและมองกวาดไปโดยรอบ ก่อนที่จะเดินไปคว้ากล่องทิชชู่แล้วค่อยหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียงหลังใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง

 อยากจะทำ แต่แค่เพียงจะกำของตัวเองเอาไว้ในมือก็ดันรู้สึกเสียอารมณ์ขึ้นมาซะนี่ ไทป์หงุดหงิดงุ่นง่านไม่เข้าใจตัวเองซักเท่าไหร่ ตอนนี้ที่ข้างๆหัวมีตัวอะไรเล็กๆหน้าตาเหมือนเค้าแต่กลับดูแตกต่างกันผุดขึ้นมาสองตัว

“นายน่าจะจับหมอนั่นกดไปเลยนะ ข่มขืนเลยก็ได้ เดี๋ยวหมอนั่นก็ยอมรับว่ารักนายเองแหละ เชื่อฉัน” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นมองดูเจ้าตัวเล็กหน้าหล่อที่บินกระพือปีกสีดำพั่บๆอยู่ข้างหูฝั่งซ้ายแล้วเริ่มพยักหน้าคล้อยตาม นั่นสิ เค้ารู้สึกเห็นด้วย ผู้ชายด้วยกัน แค่จับกดซะก็แค่นั้น บอกรักและให้อีกฝ่ายได้เรียนรู้ไปด้วยภาษาของร่างกายเลยท่าจะดีกว่า แต่....

“อย่านะครับคุณไทป์ แบบนั้นมิลจะยิ่งหนีไปไกลล่ะสิไม่ว่า” เสียงเจ้ามินิไทป์อีกตัวที่บินกระพือปีกสีขาวอยู่ด้านข้างของฝั่งขวากลับโต้แย้ง ....โผล่มาจากไหนอีกตัวล่ะนั่น? ไทป์ยกมือขึ้นเกาหัวแล้วใช้สายตาถามถึงเหตุผลว่าทำไมเจ้า ‘นายไทป์ฝั่งขาว’ ถึงได้พูดอย่างนั้น

“อย่าลืมนะครับว่ามิลน่ะ มีพี่ยูคนนั้นคอยรอเสียบแทนนายอยู่ ขืนใช้วิธีรุนแรงไม่ถนอมน้ำใจออกไป สุดท้ายไม่ใช่ว่าฝ่ายนั้นจะสวมมาดสุภาพบุรุษเข้ามาดามใจให้แทนเหรอครับ?” เออ....นั่นสินะ รู้สึกว่าเหตุและผลฟังดูเข้าท่า

“จะบ้าเหรอไอ้โง่! นี่ไทป์ แกอย่าไปฟังไอ้หน้าหนอนนั่นน่ะ” ....อ่าว....หน้าหนอน มันก็หน้าเหมือนแกกับฉันไม่ใช่เหรอ? ....ไทป์ชักไม่สบอารมณ์ จ้องสายตาอาฆาตใส่

“ง่ะ....ฉะ ฉันพูดเล่นน่ะ หมายถึงอย่าไปฟังมัน มาฟังฉันดีกว่า ไทป์นายต้องรีบแล้วนะ เพราะขืนนายมัวพิรี้พิไร ยังไม่ทันที่นายจะได้ทำอะไร ความซิงของหนูมิลคงได้ยกให้ไอ้รุ่นพี่นั่นไปแน่ๆ อย่าลืมนะเว้ย ดูมันหยอดแต่ละคำ จำไม่ได้เหรอ? ไอ้หมอนั่นมันเสือ ขืนปล่อยมิลไว้ใกล้ๆ ยังไม่ทันไรเนื้อหวานๆได้ถูกเขมือบงาบไปหมดแน่ๆ”

“เออ....เห็นด้วย” อีกตัวที่ปีกสีขาวพยักหน้ารับ ....อ่ะอ้าว....มันไม่ตีกันต่อแล้วเหรอ? ไทป์ชักงง แต่ก็เอาเถอะ เป็นอันว่าจิตใต้สำนึกของเค้าทั้งสองข้างคิดตรงกัน ดังนั้นจะด้วยอะไรก็ตาม ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลล่ะนะคราวนี้ ไม่ว่ายังไง ไทป์ก็ตัดสินใจว่าเค้าต้องรีบคว้าเอารามิลมาเป็นของตัวเองให้ได้เร็วที่สุด ชายหนุ่มมุ่งมั่นและให้สัญญา

ทว่า....ที่หนักหนากว่านั้น

เพราะมัวแต่คิดย้อนไปมาเถียงกันกับตัวเองอยู่นั่นแหละ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่าอารมณ์ค้างเติ่งเสียเฉยเลย ....เฮ้อ! ....ถอนหายใจยาวๆอีกรอบ ก่อนหยัดกายขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าคว้าผ้าขนหนูผืนใหม่เดินเข้าห้องน้ำไป จะทำอะไรๆมันก็ควรจะทำในที่ลับไม่ใช่ให้ไอ้เจ้าสองตัวที่บินประกบซ้ายขวานี่คอยนั่งลุ้นให้จังหวะไปด้วย 

....ปิดประตูแล้วเพิ่งนึกได้

“นี่เราเก็บกดจนเพ้อใกล้บ้าถึงขั้นคุยกับตัวเองเป็นตะเป็นตะแล้วเหรอเนี่ย?”  

 

######

 

//“นี่เพ่ยเพ่ย....เอาจริงๆดิ ไอ้ไทป์มันว่ายังไงบ้าง มันด่าอะไรมิลให้เพ่ยเพ่ยฟังหรือเปล่า?” เสียงกระเซ้าอ้อนจะเอาคำตอบของปลายสายยังคงทวงถามต่อไปเรื่อย เพ่ยเพ่ยอมยิ้ม ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะวางโทรศัพท์ที่ต่อตรงทางไกลจากนายไทป์ไปหมาดๆ ไม่นานสายที่สองจากคู่กรณีก็ดังซ้อนเข้ามาจนได้

‘เพ่ยเพ่ย ไทป์มีเรื่องอยากให้เพ่ยเพ่ยช่วยหน่อย’ ชายหนุ่มที่ต่อสายตรงมาเมื่อ 10 นาทีที่แล้วเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเครียด เพ่ยเพ่ยจึงตอบรับคำและนั่งฟังเรื่องราวจากนายไทป์ทั้งหมด ....รนหาที่เองสินะ หญิงสาวคิด ทบทวนถึงสถานะการณ์และใบหน้าของเจ้าตัวดีที่แอบวางแผนยั่วยุอารมณ์อีกฝ่ายมาก่อนหน้า ....รามิลเป็นยังไง เธอพอจะนึกออก

“งั้นไทป์อยากให้เพ่ยเพ่ยช่วยอะไร?”

‘ไทป์ตั้งใจว่าจะดัดนิสัยเจ้านั่น’

พอกัน ดัดนิสัยกันไปกันมา พวกนายนี่ก็น่าเบื่อเนอะ ....หญิงสาวแอบคิด

“แล้วจะทำยังไง?”

‘ไม่ใช่อย่างที่มิลทำกับไทป์หรอกน่า’รู้สึกว่าจะต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่นายไทป์มันดันรู้ทัน

“อ๊ะ! ฉลาด”

‘อื้อ ขอบคุณ’

“งั้นไทป์จะทำยังไง?”

‘ครั้งนี้ไม่ใช่จะจริงจังอะไรหรอก แค่อยากแกล้ง อยากลองให้เจ้านั่นรู้สึกดู’

“ว่า....”

‘ว่าเวลาไม่มีไทป์ แล้วมิลจะเป็นยังไง ....ก็เท่านั้น’

....ก็เท่านั้น ....เพ่ยเพ่ยนึกแล้วระบายรอยยิ้มกว้างขึ้น เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร กรอกเสียงสดใสถามทวนปลายสายไปอีกรอบเพื่อยั่วโมโห

“เมื่อกี๊มิลว่าอะไรนะ ที่นี่คลื่นไม่ค่อยชัด ขออีกรอบซิ”

// “โห่!เพ่ยเพ่ย....มิลถามว่าไอ้ไทป์มันโทรมาใช่มั้ย? แล้วมันว่าอะไรบ้าง?”

“ทำไมมิลถึงคิดว่าไทป์จะโทรมาก่อนมิลล่ะ?”

//“ก็....” อ้ำๆอึ้งๆ มีพิรุธ

“ก็อะไร?” แกล้งย้ำเสียงถาม

//“ก็มิลไปแกล้งเค้า” อีกฝ่ายตอบกลับแผ่วเบา เสียงของมิลดูเศร้าเพราะรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาบ้าง

“อีกแล้ว?”

//“ไม่ใช่ แบบว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่มันหมั่นไส้ก็เลยอยากจะลองดู”

กระนั้นพ่อจ้าวประคูณก็ยังดื้อปฏิเสธต่อไป แต่ใครล่ะจะให้คนผิดลอยนวลอย่างโล่งใจต่อไปได้ เพ่ยเพ่ยเริ่มเข้าสู่แผนการณ์คาดคั้นชั้นปรมจารย์สายสายวิชาการแนว Y เพื่อต้อนให้อีกฝ่ายจนมุมและยอมสารภาพต่อ

“แล้วแกล้งยังไง ไหนลองบอกมาซิ จะได้ช่วยคิดถูก ว่ายังไง?”

//“ง่า.....ก็.....แบบว่า....” แน่นอนว่คุณชายจอมท่ามากก็ยังคงอิดออดต่อไป

“ถ้างั้น ไม่เล่าเพ่ยเพ่ยวางนะ” สุดท้ายก็ต้องให้งัดไม้ตายมาใช้ขู่กันก่อนจนได้เด็กหนุ่มถึงได้ยอมเล่ารายละเอียดของเรื่องให้ฟัง

เหมือนกันอย่างกับได้นั่งดูหนังที่ฉายซ้ำเลยวุ้ย เจ้าคู่นี้นี่มันจริงใจให้เราเต็มร้อยดีแฮะ.....เพ่ยเพ่ยคิดแล้วกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ อยากจะ
หันไปแอบหัวเราะแต่ต้องจิกขาตัวเองให้อดทนเอาไว้ก่อน ....ก็รับปากนายไทป์มาแล้ว จะไม่สานต่อให้ก็คงกระไรอยู่ล่ะมั้ง

 //“เพ่ยเพ่ย.....ว่าไง?” เห็นเงียบไปเลยเอ่ยถามซ้ำ

“เพ่ยก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ไทป์โทรมาบอกแค่ว่าตอนนี้ไม่อยากคุยกับมิลก็เท่านั้น พอเพ่ยเพ่ยถามหมอนั่นก็ไม่ยอมเล่าอะไร ก็เพิ่งมารู้จากมิลนี่แหละว่าทำไมไทป์ถึงได้พูดแบบนั้น” ก็แหลสดกันไปเรื่อย ใจหนึ่งก็สงสารนะ แต่อีกใจก็อยากจะช่วยผสมโรงแกล้งด้วยอีกเหมือนกัน เธอชักจะเห็นพ้องกับนายไทป์อยู่บ้าง ว่าบางครั้งการจะลองใจกัน มันก็ต้องมีขอบเขตซักนิด

//“อืม....ไทป์โทรหาเพ่ยเพ่ยเหรอ?” น้ำเสียงฟังดูแล้วรู้เลยว่าเจ้าหนูนั่นจะหางลู่หูตกขนาดไหน

“เปล่า เพ่ยเพ่ยโทรไปน่ะ จะถามเรื่องของฝาก” ก็เลยช่วยแก้ให้ เผื่ออีกฝ่ายจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ....แต่แหม! หวงเชียวนะยะ กับฉันก็ไม่เว้นเหรอ ฮึ!นายรามิล?

//“อืม.....เหรอ แล้ว....เพ่ยเพ่ยว่ามิลควรจะทำไง? แต่ให้มิลไปขอโทษไทป์ มิลไม่เอานะ”

“เพราะอะไร?”

//“ก็ไอ้บ้านั่นมันจูบมิลอีกรอบแล้วหนิ ก็หายกันสิ” (พูดไปก็คงแอบหน้าแดง)

....เออเนอะ ก็ช่างคิดได้

“งั้นก็ไม่ต้องขอโทษสิ กับไทป์น่ะ เดี๋ยวมันก็หาย คบกันมาตั้งนาน ไทป์เคยโกรธกับมิลนานๆรึก็เปล่า”

//“นั่นสิเนอะ”

....น้ำเสียงฟังดูดีขึ้นมาหน่อย ค่า!!เหมือนได้ยาหล่อเลี้ยงหัวใจว่างั้น ....เพ่ยเพ่ยเงียบเสียงไป คว่ำโทรสัพท์ลงแล้วแอบขำคิกคักอีกรอบ

“งั้นไม่มีอะไรแล้ว เพ่ยเพ่ยวางนะ” รีบกลั้นเสียงเอาไว้แล้วหันไปบอกกับปลายสายก่อนจะเอ่ยราตรีสวัสดิ์แล้วรีบตัดสัญญาณฉับพลัน จากนั้นทั้งห้องก็ดังลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างสุดจะกลั้นของหญิงสาวที่ทำเอาทั้งอาป๊าและคุณแม่บ้านถึงกับงุนงง

....คงอีกไม่นานสินะที่จะได้ลงเอยกันน่ะ แต่แหม!ช่วยกันขนาดนี้ เพ่ยเพ่ยก็ขอรีเรื่องของพวกนายไปเขียนในนิยายหน่อยแล้วกันนะจ๊ะหนุ่มๆสุดที่รัก(ยิ้มหวาน)


######

 

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะนอนเหยียดยาวต่อไปอีกจนถึงสิบโมงครึ่งแล้วค่อยลุกขึ้นมาเตรียมตัวจัดแจงสวมเสื้อผ้าแล้วออกไปงานเฟรชชี่ไนท์ที่มหาวิทยาลัย ทว่ายังไม่ทันที่เข็มสั้นจะตะกายไปถึงเลข 8 ได้อย่างเต็มที่ เสียงเรียกเข้าจากเจ้ามือถือนี่ก็โหวกเหวกโวยเอาอยู่ปาวๆๆ

// ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกันไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//
//ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกันไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//
//ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกันไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//
//ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกันไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//
//ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนกันไกลออกไป ทั้งที่อยู่ใกล้ๆเธอ....//
//ยิ่งเธอวางใจ ยิ่งสนิทกันมากเพียงใด …..//

....เออ!เออ!เออ! จะ ‘เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ’ อีกนานมั้ยวะเนี่ย!?? (=__=”)  (แน่นอนว่าเพลงนี้คนตั้งเสียงริงโทนให้ก็คือคุณนายเพ่ยเพ่ยเจ้าเก่า) คนตะโกนบ่นในใจลุกขึ้นปั้นหน้าหงุดหงิดใส่ไอ้เจ้าเครื่องมือสื่อสารที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่แล้วค่อยหยิบขึ้นมากดรับ

“ว่าไงแป้ง?” กรอกเสียงงัวเงียๆออกไป แสดงให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าเค้ายังไม่ตื่นดี แต่กลับกันเมื่อทางปลายสายเอ่ยปากบอกถึงสาเหตุที่โทรมาจิกแต่เช้าให้ได้รู้ รามิลก็ถึงกับต้องอ้าปากค้าง ได้แต่พะงาบๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ในทันที….

“สรุปก็ต้องถ่อมาถึงคณะตั้งแต่ 10โมงเช้าเนี่ยนะ มันเวรกรรมอะไรของเราวะเนี่ย?” บ่นไปนั่งเด็ดหนามกุหลาบไปในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆก็พากันสาละวนกับงานในหน้าที่ต่างๆกัน เมื่อเช้านี้ยัยแป้งดันโทรมาปลุกและบอกว่าคนในคณะที่จะมาช่วยเตรียมงานดันเบี้ยวไปเพราะเกิดท้องเสียซะนี่ สุดท้ายนายรามิลคนนี้ก็เลยกลายเป็นที่พึ่งของเพื่อนๆ ต้องถ่างตาตื่นมานั่งเป็นเบ๊ให้อย่างเลี่ยงไม่ได้

“ทั้งๆที่อุตส่าห์ไม่เข้าชมรม ไม่ร่วมกิจกรรมโต๊ะ แล้วก็ไม่เป็นดงเป็นเดือนคณะกับเค้าแล้วแท้ๆ ไหง๋ถึงมาซวยซะได้วะเราเนี่ย?” น่าน....เจ้าตัวดียังไม่หยุดง่ายๆ จนในที่สุด เพื่อนที่นั่งจัดเตรียมของอยู่ข้างอย่างน้องพลอยก็อดรนทนไม่ไหว หันไปคว้าเอาขนมปังฟาร์มเฮาท์แผ่นใหญ่มาช่วยอุดปากช่างบ่นของคนหน้าใสเอาไว้จนได้

“ไงล่ะพ่อคุณ ขนมปังยามเช้า เอื้อเฟื้อโดยเงินกองกลางของรุ่นพี่ปี2  ....อร่อยมั้ย?” หญิงสาวหัวเราะร่วนในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นก็พากันสัมทับ เว้นแต่เจ้าตัวที่ได้แต่อู้อี้เถียงแล้วยอมจำนนเมื่อรู้ตัวว่าหมดทางสู้เสียอย่างนั้น

“เออ อร่อย....เอามาอีกมา ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน เอามาทั้งถุง” แน่ะ! มีออกคำสั่งอีก พอเคี้ยวตุ้ยๆหมดปากก็ร้องขอต่อในทันที พวกเพื่อนหัวเราะใส่แล้วจากนั้นทั้งวงก็เริ่มบทสนทนาที่ครื้นเครงกันไปเรื่อยตามประสา

“ตกลงต้องให้เราทำอะไรอีกมั้ย ชักง่วง จะไปแอบนอนที่ม้าหินซักหน่อย...ได้ป่ะ?”

หลังจากเลาะหนามกุหลาบกว่าห้าร้อยดอกออกจนหมดจนสมใจผู้บัญชาการแล้ว รามิลก็รีบลุกขึ้นจัดแจงล้างไม้ล้างมือเตรียมตัวจะอับเปหิตัวเองไปยังโลกลี้ลับหลังความตาย เอ้ย! หลังการนอนหลับเป็นตายอย่างทันควัน แต่ อ๊ะ! ช้าก่อน  สองสาวแป้งและพลอยดักซ้ายดักขวาเอาไว้แล้วลากคนตรงหน้าให้เดินตามกลับไปที่มุมหนึ่งของโต๊ะอุปกรณ์

“มิลรู้มั้ยจ๊ะว่าวันนี้คณะเราต้องทำอะไรกัน?”

“อ่า....ก็ นั่นสิ อะไรน๊า?” แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำหน้าแอ๊บแบ๊วแล้วยืนคิด “อื้อ! จำได้ว่ารุ่นพี่ดันไปจับฉลากแพ้คณะอื่นเลยต้องรับงานในหอประชุมมา ประมาณนั้น....ช่ายป่ะ?”

“ช่ายยยยย!” สองสาวประสานเสียงลากยาวแล้วฉีกยิ้มให้(^___^)

“แล้ว....ไง?” ง่า....คนหน้าใสเอียงคอถาม(^_^”)

“ก็วันนี้ตอนงานเริ่ม พวกเราต้องไปขายดอกไม้”

“อื้อ ดี ขอให้ขายได้เยอะๆนะ” พูดจบก็ยกมือโบกบายๆให้แล้วหันหลังกลับเตรียมก้าวขาเดินจากไป แต่นั่นดูเหมือนจะไม่ไวเท่ากับสองแขนที่ยื่นมารั้งไหล่ทั้งซ้ายและขวาเอาไว้ได้

“อะ....อะไรอีกง่า?” ....ยืนหันหลังนิ่ง ก้มหน้า เหงื่อตกอย่างรู้ชะตากรรมตัวเอง หนึ่งเสียงจะไปสู้อะไรได้ ในเมื่อทั้งสองสาวนั่นมีแรงหนุนเป็นถึงคนกว่าครึ่งค่อนคณะ สุดท้ายหน้าที่ที่ผูกหลักให้ เจ้าหนุ่มน้อยหน้าใสก็เลยต้องแบกรับต่อไปอย่างหน้าชื่นอกตรม

“อะไรเธอ หน้างอแบบนี้จะขายได้มั้ยเนี่ยเฮอะ!” สาวแป้งยืนประกบด้านซ้าย หันหน้ามามองสำรวจแล้วจับแก้มสองข้างของคนตรงหน้าดึงขึ้นเพื่อให้ฉีกยิ้มตามกว้างๆ

แหง่ะ!...ไม่ใช่รอยยิ้มอย่างที่ต้องการแต่เป็นเสียงเหมือนอะไรซักอย่างดัง ‘แอ่ะๆ’(ตุ๊กแกหรือเปล่า?)

“อีกเดี๋ยวหอประชุมก็จะปล่อยคนเข้ามาแล้ว เอ้า! สาวๆใส่นี่ เดี๋ยวพี่เดินไปดูทางโน้นก่อนนะ” พี่ก้อง รุ่นพี่หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมคณะเดินมาพร้อมโยนถุงกระดาษลงตรงหน้าดังโครมเบ้อเร้อ(นั่นก็เวอร์ไป) แป้งกับพลอยก้มลงไปรื้อสำรวจก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาชูให้เห็นตรงหน้า

“อุ้ย! น่ารักจัง แป้งๆ แป้งเอาอันไหน พลอยเอาอันนี้นะ” จัดแจงแบ่งกันเสร็จสรรพ ที่คาดผมหูกระต่ายสีชมพูกับสีขาวและที่คาดผมมินนี่เม้าท์ผูกโบว์สีแดงลายจุดคือสิ่งที่ทำให้พวกเธอวี๊ดว๊ายชอบใจ พลอยเลือกเอาสีขาวมาคาดบนหัวตัวเองไว้ก่อนที่จะยื่นอันที่แป้งชี้ส่งให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน

“ที่เหลือก็.....” สองเสียงประสานแล้วหันหน้ามามองอีกคนที่ยืนนิ่ง

“เฮ้ย!! ไม่เอานะ มิลใส่นะ(ว้อย)!!” ร้องตะโกนหลังจากที่สะดุ้งจนหน้าซีดถอดสี  รามิลรีบปฏิเสธพัลวัล

“มิล.....ถือว่าช่วยกัน นะ เพื่อคณะของเรา”

“ช่าย.... เรียกลูกค้าไง นอกจากเดือนคณะที่ส่งประกวดไปแล้ว ผู้ชายแถวนี้มีตัวไหนที่มันหน้าตาพอจะขายได้บ้าง?”

“ช่ายๆ ครั้งนี้ครั้งเดียวเองนะ ช่วยกันขาย ยอดเพิ่ง พวกพี่ๆจะได้ดีใจไง”

“อื้อๆ แล้วก็....”

“เออ! พอ” หว่านล้อมกันเข้าไป สุดท้ายคนถูกต้อนก็เลี่ยงไม่ได้ คว้าคาดผมลายสุดแสนจะน่ารักมาสวมทับเอาไว้เหนือใบหน้าตูมๆ แล้วได้แต่ก้มหน้าก้มตารับกรรมต่อไป

เฮ้อ!!

.....ถอนหายใจ

.....ถอนหายใจ

.....และ ถอนหายใจ

ง่า.....คิดถึงเพ่ยเพ่ยที่สุดเลย (=___=”)

######


แสง สี เสียง และส่วนประกอบต่างๆของฉากบนเวทีจัดเซ็ทเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็แค่การเปิดประตูออกเพื่อต้อนรับบรรดานักศึกษาที่มาร่วมงาน และการกล่าวเปิดเวทีของพิธีกรอย่างดาวและเดือนของมหาวิทยาลัยปีที่แล้ว

ภายในหอประชุมคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ที่ห้องควบคุมเครื่องเสียงมีการประกาศเกี่ยวกับกิจกรรมภายในงานให้ทุกคนได้ทราบว่าวันนี้นอกจากการประกวดดาวและเดือนมหาวิทยาลัยที่ตัดสินโดยเหล่ากรรมการและตัวแทนจากแต่คณะรวมไปถึงเหล่าคณาจารย์ท่านอื่นๆแล้ว ภายในงานยังจัดให้มีการโหวตมิสเตอร์ แอนด์ มิส ป๊อบปูล่าโหวตอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าคะแนนที่จะได้มาจะต้องมาจากเจ้าบรรดาดอกกุหลาบที่รามิลอุตส่าห์ถ่างตานั่งถากหนามออกตั้งแต่เมื่อเช้านั่นเอง

“ว้าว! ตรงนี้มีสองสาวบันนี่ กับอีกหนึ่งหนูมินนี่น้อยน่ารักด้วย” เสียงรุ่นพี่ชั้นปีสูงกว่าเดินเข้ามาแซวขณะที่มือก็กำลังเลือกซื้อดอกไม้อยู่ ใบหน้าของคนขายฉีกยิ้มแต่รู้สึกว่าตากลับกระตุกกึกเมื่อได้ยินประโยคท้ายนั้น ....รามิลเหลือเพียงรอยยิ้มแห้งๆ อย่างไม่ค่อยจะเต็มใจ

“กี่ดอกคะ?”

“15 ดอกครับ เท่าไหร่เนี่ย?”

“ดอกละ 20 ค่ะ”

“โหย....แพงจัง แพงแบบนี้มีของแถมเป็นเบอร์โทรของคนน่ารักหรือเปล่าเอ่ย?”

“แหม! ถ้าพี่เหมาหมดซัก 500 ดอกก็น่าสนนะคะ”

“หูย!! เขี้ยวจัง คนสวยใจดำนะเนี่ย”

เอ้อ! .....เอา! ....เอาเข้าไป  สองสาวยืนยิ้มแย้มแจ่มใสทำหน้าที่เป็นแม่ค้าที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงแม้จะถูกรุ่นพี่แซวขนาดไหนพวกเธอก็ยังลื่นไหลโต้ตอบคารมไปได้เรื่อยๆ ไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนหน้าตูมถามคำตอบคำกับลูกค้าอย่างรายนี้
“เท่าไหร่ครับ?” นักศึกษาคณะเดียวกับนายไทป์ ไอ้หมอนี่มิลบอกตัวเองว่าเค้าจำหน้ามันได้

“ดอกละ 20” คำว่า ครับ ดูเหมือนจะถูกกลืนลงไปในลำคอเสียอย่างงั้น

“งั้นเราเอา 4 ดอก” คนซื้อเลือกดอกไม้แล้วยื่นธนบัตรแบงค์ร้อยกลับมาให้

“ไม่มีทอน เลือกเอา จะเอาไป 5 ดอกดีๆ หรือทริปให้คนขาย 20 บาท”

“อีตาบ้า! มีหน้าไปทำเสียงดุใส่เค้าอีกแน่ะ” แป้งรีบตีมือเพื่อนแล้วหันไปส่งยิ้มหวานให้เพื่อรักษาสถานการณ์ ก่อนที่พลอยจะลากเจ้าตัวดื้อไปที่ด้านหลังแล้วกระซิบกระซาบบางอย่างนั่นแหละรามิลถึงได้พยักหน้าเข้าอกเข้าใจ

“รับกี่ดอกดีครับ?” เสียงหวานใสเอ่ยทักสาวๆน้อยใหญ่ที่เดินแวะเวียนเข้ามาใกล้ จากนั้นทั้งแป้งและพลอยก็เป็นอันโล่งใจ รู้สึกว่าจะไม่ใช่แค่ผู้หญิงแฮะ เจ้าตัวดีเปลี่ยนไปเป็นฉีกยิ้มโปรยเสน่ห์เสียทั่ว เป้าหมายคือการขายของในสต็อคให้หมด เพียงเท่านั้นข้อแลกเปลี่ยนที่ได้รับมาก็เป็นอันตกลง

“อุ้ย! แก น้องมิลใส่หูมินนี่ด้วย”

“ไหนๆ....ว๊าย! น่ารักเกินไปแล้วพ่อคุณ มาม๊ะ มาให้พี่โก้หอมที” พูดไม่พูดเปล่าคนตัวโตร่างใหญ่ในชุดนักศึกษาชายเข้ารูปทำท่าจะโผเข้าไปหายจริงเสียด้วย โชคดีที่มีพวกชะนีอย่างพวกพี่แพทและพี่เอิงกั้นไว้ทัน(....โล่ง)

มิลยืนหัวเราะแฮ่ะๆ ก่อนจะเอ่ยทักโดยไม่ลืมที่จะนับจำนวนคนที่มาด้วย

อ่าว....รู้สึกว่าใครนะหายไป? ไทป์ ....ไทป์กับพี่ยูไม่อยู่ด้วยหรอกเหรอ?

“ยูเป็นพิธีกรไง ตอนนี้เตรียมตัวอยู่ที่หลังเวทีโน่นจ่ะ” พี่เอิงบอก

“ล่ะ....แล้วไทป์ล่ะครับ?” สุดท้ายก็หลุดปากถามไปจนได้

“ไทป์ ....เจ้าไทป์ นั่นไง มาโน่นแล้ว” พี่โก้หันกลับไปมองด้านหลังก่อนยกไม้ยกมือบอกสัญญาณให้คนเดินมาได้รู้ตำแหน่งของตน

ไทป์วันนี้เซ็ททรงผมพริ้วเป็นคลื่นอ่อนๆดูแปลกตา ใบหน้าที่ผ่านการลงรองพื้นเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ทำให้ดูบอบบางหรือออกแนวตุ๊ดแต๋วจนเกินไป ตรงข้ามกันเสียอีก วันนี้ใครๆต่างก็ชมว่าเดือนของคณะศิลปศาสตร์นั้นหล่อใสและได้ใจสาวๆไปกว่าครึ่งตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาขึ้นเวทีเสียด้วยซ้ำ และหนักไปกว่านั้นมาดนิ่งๆสไตล์คุณชายอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวกับรอยยิ้มมุมปากของนายไทป์ที่เห็นมาแต่ไกลนั่นแหละ ทำให้....ใครบางคนรู้สึกใจเต้น

“กรี๊ด! ไทป์ หล่อขั้นเทพ” พลอยและแป้งร้องประสานเสียง

“ใส่ชุดนี้ขึ้นเวทีเหรอ?” มิลส่งยิ้มกลับให้แล้วเอ่ยทักคนที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า

“.......” ไม่ตอบ แต่ไทป์กลับหันไปคุยรายละเอียดเรื่องเสื้อผ้าของเค้ากับพี่เอิงหน้าตาเฉย คนยืนรอฟังคำตอบได้แต่ยิ้มเก้อ

“เอ่อ.....”

“ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวพวกแตงโม(ดาวคณะ)กับพี่คนอื่นจะรอนาน” ยังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างสูงก็เดินจากไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อนๆและสาวๆผู้ช่วยที่เดินตามประกบยังกับองครักษ์ก็ไม่ปาน

ทำไม? แค่บังเอิญฝ่ายนั้นไม่ได้ยิน .....หรือว่าเค้าจะคิดไปเอง?

แต่ไม่หรอก มิลเริ่มรู้ตัว ....เค้าคงจะโดนโกรธอยู่สินะ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเรื่องนี้

“กรี๊ด!!! พี่ยูล่ะ พี่ยูใส่สูทด้วย โอ๊ย!หล่อบาด” เสียงร้องตะโกนโวยวายของแป้งดังแข่งกับสาวๆทั้งห้องประชุมทันทีที่พิธีกรหนุ่มดีกรีนายแบบลูกครึ่งที่กำลังมาแรง ออกมากล่าวเปิดเวทีพร้อมกับสาวสวยอดีตเดือนมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว

ทุกคนที่ซุ้มดอกไม้ชะเง้อคอมอง แป้ง พลอยและเพื่อนๆต่างกระโดดไปมาร้องเรียกและโบกมือทัก ....นี่พวกเธอไปสนิทสนมกับพี่เค้าตั้งแต่เมือ่ไหร่เนี่ย? มิลแอบคิด ก่อนที่จะอดอมยิ้มเอาไว้ไม่ได้เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่บนเวทีตรงหน้าลอบส่งสายตาและยกมือขึ้นโบกทักทายให้

ทีแรกมิลคิดว่าพี่ยูคงจะทักเพื่อนๆ และคนอื่นๆรอบๆ แต่พอมิลแกล้งเอียงคอ อีกฝ่ายก็ทำตาม เท่านั้นแหละคนหน้าใสถึงได้ฉีกรอยยิ้มหวานๆออกกว้าง

“พี่ยูน่ารักเนอะ”

“เห็นว่ากำลังจะได้ถ่ายโฆษณาตัวใหม่แล้วด้วย มิลรู้รึเปล่า?”

“อื้อ” ได้แต่พยักหน้า จำได้ว่ายังไม่เคยบอกพวกนี่ไปหนิ ว่าเค้านั่นแหละคือหนึ่งใน 4 คนที่ต้องเล่นโฆษณาร่วมกันกับพี่ยูสุดหล่อนั่น
“โอ้ย! อยากได้แฟนอย่างนี้จังเลย”

“ฉันก็อยาก .....โอย....จะละลาย” ก็บ้าผู้ชายกันต่อไปครับเพื่อนผม มิลยืนหัวเราะขำกับท่าทางอ่อนระทวนของสองสาวข้างๆ แล้วค่อยหันมาใส่ใจขายดอกไม้ต่อไปให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่

การแสดงในรอบแรกของแต่ละคณะผ่านไปแล้ว ไม่นานเมื่อเข้าสู่การแสดงร่วมกันของดาวและเดือนคู่ที่ 3 ทั่วทั้งหอประชุมก็ดังสนั่นไปด้วยเสียงกรี๊ดตะเบ็งเซ็งแซ่ๆของบรรดาสาวๆ เพราะชื่อที่ถูกประกาศออกมานั้นไม่ใช่ใคร ....ตัวแทนคณะศิลปศาสตร์ สองหนุ่มสาวที่มาในชุดการแสดง I’m Coming ของนักร้องหนุ่มเกาหลี Rain นั่นเอง!!

 “.....ไม่อยากจะเชื่อ” ถึงกับนิ่งอึ้งกันไปเลยทีเดียวเมื่อได้เห็นภาพของชายหนุ่มในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกางเกงทหารและสวมทับด้วยเสื้อกั๊กแขนกุดลายเดียวกันก้าวออกมายืนที่หน้าเวที ไทป์ตอนนี้ยืนตระหง่านงามสง่าอยู่บนเวทีตรงหน้า

รอบๆตัวของเค้าอาบไปด้วยแสงไฟ และทันใด เมื่อดนตรีเริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและดึงดูดสายตา เสียงกรี๊ดมีขึ้นในทุกๆช่วยของจังหวะที่พลิ้วไหว และยิ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อสาวสวยอีกคนในชุดกางเกงลายทหารขาสั้นกับรองเท้าบู้ทและเสื้อกล้ามปักดิ้นสีดำดูสวยหรูหากแต่ทะมัดทะแมง เดินออกมาอวดรูปร่างสมส่วนและโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาร่วมกับชายหนุ่มบนเวทีได้อย่างสนุกสนานและตื่นเต้น

เสียงร้องเชียร์เรียกชื่อคณะดังกึกก้องไปทั่ว และสุดท้ายเมื่อดนตรีเพลงยอดฮิตที่บรรเลงอยู่นั้นจบลง การแสดงกลับยังไม่จบสิ้น สองหนุ่มสาวเดินประจันหน้าชิดเข้าหา ก้มโค้งให้เกียรติตามมารยาท ฝ่ายชายหันไปรับผ้าขนสัตว์สีดำที่ถูกโยนมาให้จากหลังเวทีและสะบัดมันก่อนโอบมือไปล้อมรอบเอวของหญิงสาวตรงหน้า ผูกมันเข้าหากันเพื่อให้ดูคล้ายชายกระโปรงที่ผ่าสูงและจกนั้นทั้คู่ก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานเอาไว้เป็นท่วงท่าที่สง่างาม เพื่อรอคอยจังหวะและเวลาการให้สัญญาณจากที่ด้านหลังเวที

ทั้งหอประชุมเงียบ ทุกอย่างหยุดนิ่ง ผู้คนทั้งหมดต่างรอชมการแสดงที่กำลังจะดำเนินต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ คณะศิลปศาสตร์ปีนี้เก็บความลับได้ดีมาก ไม่มีใครเลยซักคนนอกจากชาวคณะวงในที่จะรู้ว่าพวกเค้ากำลังจะทำอะไร

และเสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อดนตรีเพลงลีลาสยุคสุนทราภรณ์ดังขึ้น สองหนุ่มสาวโชว์ความเป็นไทยในแบบประยุกต์ออกมาได้อย่างงดงามจนน่าทึ่ง ซึ่งนั่นเองก็ไม่น่าแปลกเลยที่ตัวแทนของคณะศิลปศาสตร์ปีนี้จะได้รับเสียงปรบมือโห่ร้องแสดงความชื่นชอบออกมาจากผู้ชมทั่วทั้งหอประชุม

....เป็นเรื่องน่าทึ่งอีกเรื่องที่แม้แต่เค้าซึ่งมั่นใจมาตลอดว่าอยู่ใกล้กับไทป์เสมอ ก็ยังไม่เคยรู้

“ไทป์เต้นเก่งมากเลยเนอะมิล สุดยอด!”

“อื้อ!”

“เค้าเรียนเต้นมาก่อนหรือเปล่าน่ะ? มิล”

“อื้อ! เรียน....เรียนแหละ ใช่”

คำถามมากมายเรียงรายเข้ามาหลังจากสองคนบนเวทีนั้นเดินกลับไปสู่โลกเบื้องหลังผืนม่าน รามิลได้แต่พยักหน้ารับเออออกับทุกๆคำถาม ....ทั้งๆที่ตัวเค้าเองแทบไม่เคยรู้อะไร


“เดี๋ยวขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” หันไปบอกก่อนที่จะแยกตัวออกมาด้วยสีหน้าพยายามยิ้มแย้มอย่างสุดความสามารถ มิลบอกตัวเองให้ซ้ำๆว่าทุกอย่างหมอนั่นไม่ได้ตั้งใจ มันไม่ใช่ว่าไทป์จะต้องบอกเรื่องของตัวเองให้เพื่อนสมัยเด็กอย่างเค้ารู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่....ทำไมนะ?

นิ้วมือเรียวเลื่อนขึ้นไปสัมผัสที่บนโลหะสีเงินเย็นใต้ลำคอ แล้วค่อยทาบต่ำลงมาบนหน้าอกของตัวเอง

....รู้สึกเจ็บแปลบจนแทบจะร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว

 

To Be Continue…..

 

------------------------------------
แอบน้อยใจ ตอนที่แล้วไม่รู้ว่า “ไม่สนุก”หรือเปล่า?
แต่คอมเมนต์ของกำลังใจ เหือดหายไปเยอะเลยทีเดียว
“ขอโทษค่ะ” ตอนนี้กลับมาแก้ตัวแล้วนะ .....(T___T)
  

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet