TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 6]
posted on 02 Nov 2007 16:16 by dittri
:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม
ตอนที่ : 6
จริงๆแล้วด้วยเพราะนิสัยค่อนข้างจะโผงผางของตัวเองนี่แหละที่ทำให้แจจุงมักจะปิดกั้นตัวเองออกจากการคบหาใครต่อใครที่เป็นหน้าใหม่เพิ่งเดินผ่านเข้ามาในชีวิตของเค้า แจจุงบอกตัวเองว่าเพราะไม่อยากถูกมองเป็นตัวตลก ไม่อยากโดนดูถูกหรือนำไปเปรียบเทียบกับใคร ดังนั้นนี่ล่ะมั้งคือหนทางเดียวที่จะปกป้องตัวของเค้าออกจากเรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้น
แต่ว่า ....อยากถามตัวเองเหลือเกินว่าสถานการณ์ตอนนี้ ....เอ่อ....คือ....นี่มันอะไร?
“หิวรึยัง?”
“อ่า.....ไม่ ....ล่ะมั้ง” (=_=”) แอบเกาหัวแกรกๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ทำไม 20 นาทีผ่านไปแล้ว ตัวผมยังมานั่งกินลมชมวิวอยู่ที่ริมแม่น้ำที่เดิมนี่อยู่ได้ อ่อ!แน่นอนล่ะครับว่ามันเป็นตรงพื้นปูน เพราะขืนพวกเราไปปักหลักนั่งกันบนผืนหญ้าชื้นๆนั้น มีหวังใครบางคนคงได้เสียจริตกระโดดขาคู่ขึ้นเกาะผมอีกรอบเป็นแน่
“เหรอ?” คนเอ่ยถามประโยคก่อนหน้าตอบเหมือนจะรับฟังเข้าใจ แต่ไม่ทันไรจู่ๆก็ลุกพรวดพราดขึ้นยืน “แต่ฉันหิว ไปหาอะไรกินกันเถอะ”
อ่ะ....อ่าว....แล้วจะถามทำไม? แค่เพียงคิดอยู่ในใจ แจจุงขี้เกียจพูดเลยไม่โต้ตอบอะไร คนหน้าใสได้แต่ลุกขึ้นตามแรงฉุดลากแล้วก้าวขาเดินตาม
เดินมาหยุดอยู่ตรงที่ร้านแผงลอยริมแม่น้ำ ร้านนี้ดูท่าทางจะอร่อยเอาการเพราะแม้จะไม่ได้ย้ายไปออกร้านในบริเวณงาน ก็ยังมีผู้คนทยอยเดินออกมาแวะซื้อกันเป็นระยะไม่ขาดสาย
“ฉันอยากกินต๊อกโปกิ นายล่ะ?” คนตัวสูงกว่าหันมาเอ่ยถาม ใบหน้าหล่อเหลายิ้มในตา ทำเอาคนถูกมองใจวูบไหว ...บอกตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไร แค่เวลาบังเอิญตามันดันเหลือบไปที่ริมฝีปากของคนตรงหน้า แล้วแบบว่า....ง่า....ไม่รู้....หน้ามันชาๆอ่ะ นี่เราเป็นอะไรเนี่ย? (=__=”)
“ไม่เอา ยังไม่หิว” แจจุงตอบปฏิเสธ ก้มหน้าก้มตามองพื้น ไม่รู้จะทำอะไร
“งั้น....” เหมือนจะหยุดคิด แล้วยุนโฮก็หันไปบอกลุงคนขายที่ยืนอยู่หลังกะทะเหล็กสี่เหลี่ยมตรงหน้า “ขอต๊อกโปกิ 2 ที่ครับ”
“.....!!” (O_O) เงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วจ้องอีกฝ่ายทันควัน ฉันบอกว่าฉันไม่กิน นายจะสั่งทำไมฟะ??
“ตอนนี้ไม่หิว อีกเดี๋ยวก็หิว” ยุนโฮอธิบายพลางส่งยิ้มให้อีกรอบ
ง่า....ดูเค้าพูด(=o=) ว่าแต่หมอนี่มันยิ้มบ่อยจริงแฮะ! อย่ายิ้มมาก คนถูกยิ้มใส่ชักรู้สึกใจไม่ค่อยดี ตึกๆตักๆยังไงชอบกล ....แล้วจากนั้นไม่นาน กระทงกระดาษสองอันก็ถูกยื่นส่งมาให้ ยุนโฮรับมันมาถือเอาไว้ ควันจางๆกับกลิ่นไอของเครื่องเทศลอยละล่องมาแตะจมูก อืม....หอมชะมัด!!
“แล้วก็....ไปนั่งใกล้ๆริมน้ำกันมั้ย? อ๊ะ!ตรงท่าน้ำนั้นว่างหนิ ป่ะ....ไปนั่งโน่นกัน” พูดจบ ยังไม่ทันได้คำตอบก็ลงมือลากแขนอีกฝ่ายให้เดินตามต้อยๆไปหน้าตาเฉย แจจุงเลิกคิ้วสูง เค้าชักจะรู้สึกงงๆ ...นี่มันอะไรเนี่ย?
“นี่! จอง ยุนโฮ” มาถึงท่าน้ำที่ว่าถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะสะบัดมือ แจจุงยืนจังก้า นิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมนั่งลงตามอีกฝ่าย ใบหน้าสวยเริ่มงองุ้มชักสีหน้าว่าไม่สู้จะพอใจนัก “ทำไมนายเป็นคนชอบบังคับคนอื่นอย่างงี้เนี่ย?”
“บังคับ?” ยุนโฮตีหน้าเอ๋อใส่
“ช่าย! บังคับ” แน่นอน แจจุงยังตอบกลับไปเสียงแข็ง ....ตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว ตัดสินใจให้เสร็จสรรพเสียหมด ไม่เรียกบังคับจะเรียกว่าอะไร? อันนี้ไม่นับที่เค้าโดนบังคับจูบด้วยนะ....จ๊าก!(>o<)จะคิดถึงมันทำม๊าย~!! ไม่เอาว้อย ปลิวไปซะไอ้ความคิดบ้าๆ ชิ้วๆ!!
“นี่เค้าเรียกเป็นห่วงเป็นใย บังคับอะไร? เอาที่ไหนมาพูดเนี่ย ....ได้ยินแบบนี้คนหวังดีเค้าก็เสียใจเป็นนะ”
นั่นสิเนอะ.....พยักหน้ารับหงึกๆ เกือบจะเอ่ยคำขอโทษแต่....เฮ้ย!ไม่ใช่!! (>_<)
“ฉันว่าฉันไปหาน้องชายฉันดีกว่า” รีบตัดบท ไม่เอาแล้ว อย่าไปพูดกับมัน ไอ้เจ้าหมอนี่ดูท่าจะเล่นด้วยยาก ดังนั้นหาทางปลีกตัวไปก่อนเห็นจะเป็นดีที่สุด
“จริงเหรอ? น้องชายนายมาด้วย?” รีบลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที แววตาทอประกายระยิบระยับอยากรู้อยากเห็น
“แล้วนายมายุ่งอะไรกับน้องช้าน~!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหว แจจุงเท้าสะเอวถามด้วยสีหน้าขัดใจ หมอนี่มันอะไรนักหนาวะ?
“ก็....แค่อยากเห็น” น่าน! มีทำเสียงเศร้าสร้อยเรียกคะแนนสงสาร แจจุงยกมือขึ้นเกาหัวอีกรอบ รู้สึกหงุดหงิดยังไงชอบกลที่ตอบโต้อีกฝ่ายไม่ได้ดังใจคิด
“ว่าไง? จะไปหาน้องชายช่ายป่ะ? ไปด้วยได้มั้ย?”
“ไม่ได้!” คราวนี้คนหน้าหวานเอ่ยเสียงหนักแน่นประกาศความตั้งใจ
“ทำไม?” ยุนโฮถาม
“เพราะฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าพวกเรารู้จักกัน”
“แบบรักต้องห้าม?”
“บ้านนายสิ!” ชักสีหน้าแล้วตวาดลั่น จนอีกฝ่ายต้องยกมือขึ้นไหว้ปะหลกๆเป็นเชิงขอโทษ
“ล้อเล่นน่า! ว่าแต่.....ทำไมต้องไม่ให้คนอื่นรู้ด้วยว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกัน?”
ยุนโฮเอียงคอถาม อยากรู้เหตุผลของอีกฝ่ายเพราะถ้าหากมันเป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้น เค้าก็ไม่คิดจะขัดแย้งอะไร การคบหากันต้องให้เกียรติอีกฝ่ายในการตัดสินใจอยู่แล้ว กฎเกณฑ์ง่ายๆของการเริ่มต้นเรื่องนั้นเค้ารู้ดี
“มันเป็นเหตุผลส่วนตัวของฉัน” แจจุงตอบห้วนๆ สั้นๆ ทำเอาคนฟังชักอยากลองขัดใจชอบกล
“งั้นฉันเองก็มีเหตุผลส่วนตัวบ้างได้ใช่มั้ย?” ทำหน้าล้อเลียนใส่ “ฉันอยากจะให้ทุกคนรู้ว่าเราเป็นเพื่อนกัน เพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนร่วมโรงเรียน เป็นเพื่อนที่สนิทกันม๊ากมากเพราะชอบแอบนัดเจอกันที่ชั้นดาดฟ้าของโรงเรียน”
“จะบ้าเรอะ! ฉันไปสนิทกับนายตอนไหน?”
“นายไม่สนิทกับฉันก็เรื่องของนายสิ แต่ฉันจะถือซะว่าเราสนิทกัน ฉันสนิทกับนาย ใครจะทำไม?” ยุนโฮยิ่งลอยหน้าลอยตาใส่ ขณะที่แอบมองดูปฏิกริยาของฝ่ายตรงข้ามแล้วอมยิ้ม
“นาย.....นายมีเหตุผลอะไร ทำไมต้องทำแบบนี้(วะ)?” ใบหน้าสวยแดงกร่ำด้วยความโกรธ มือข้างที่ว่างอยู่กำเข้าหากันแน่น
“เหตุผล? ก็บอกแล้วไง....เหตุผลส่วนตัว” คนแกล้งล้อเลียนฉีกยิ้มใส่ ทำเอาแจจุงถึงกับกระตุกเฮือก นั่นมัน....ประโยคที่เค้าเคยพูดไปเมื่อครู่ ....ไอ้หมอนี่มันวายร้าย! (-O-)
“ลองนายบอกคนอื่นอย่างนั้น ฉันเอานายตายแน่!” กัดฟันกำหมัดแน่นแล้วย่อตัวลงวางกระทงต๊อกโปกิในมือไว้กับพื้น ใจน่ะอยากจะเขวี้ยงใส่หน้าไอ้คนซื้อแต่เพราะแม่สอนดีมาโดยตลอดว่าให้รู้จักเสียดายคุณค่าของอาหาร ดังนั้นวางมันเอาไว้นี่แหละ เผื่อใครจะได้ใช้ประโยชน์กับมันบ้าง ....เอาวะ! อย่างน้อยก็เจ้าหมาเจ้าแมวแถวนี้นั่นแหละ
“เดี๋ยวสิ!” ยุนโฮออกแรงคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ รีบเดินตามแล้วผินตัวเข้าขวางคนตรงหน้า “คุยกันก่อน”
“นายมันงี่เง่า!”
“ฉันขอโทษ”
“ขอโทษก็เท่านั้น ฉันเสียความรู้สึกกับนายไปแล้ว” คิ้วเรียวขมวดมุ่น จ้องมองเอาเรื่อง คาดคั้นเพื่อให้อีกฝ่ายยิ่งรู้สึกผิด แต่....
“ฉันก็เสียเหมือนกัน .....เสียต๊อกโปกิไปตั้ง 1 จาน” พูดจบก็ชี้ไปที่พื้นด้านหลัง แจจุงหันกลับไปมองตาม ตอนนี้ต๊อกโปกิที่เค้าวางเอาไว้ มีเจ้าหูตูบ 2 ตัวจากไหนไม่รู้วิ่งมาซัดซะเกือบเกลี้ยง ....แต่นั่นมันไม่ใช่ประเด็นว้อย!!
“ไปตายซะไป! ฉันไม่อยากยุ่งกับนายแล้ว” แจจุงตวาดอีกรอบ
“ง่า...แจจุงอ่า ฉันขอโทษ ขอโทษๆๆ เมื่อกี๊ฉันล้อเล่นนะ ขอโทษจริงๆ นายอย่าโกรธสิ ถ้านายไม่ให้บอกใคร ฉันไม่บอกก็ได้ อย่าโกรธนะ ....ง่า.....ทำไมถึงเป็นคนซีเรียสขนาดนี้เนี่ย? ....ขอโทษคร้าบ~!!”
พูดซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ยุนโฮคนช่างตื้อเกาะแขนอีกฝ่ายเอาไว้แน่น เค้าตั้งใจว่าถ้าไม่ใช่คำยกโทษให้ ยังไงวันนี้ทั้งวันก็จะไม่ยอมปล่อยคนตรงหน้าให้เป็นอิสระเด็ดขาด ....
และในที่สุด ความพยายามก็เป็นผล แจจุงชักรำคาญจนเริ่มทนไม่ไหว ไม่สิ! สายตาของคนรอบๆนั่นต่างหากที่เค้าแคร์ ขืนปล่อยให้ไอ้เจ้าหมีบ้านี่เกาะแขนร้องโหวกเหวกโวยวายอยู่ต่อไปแบบนี้ มีหวังคนทั้งงานคงได้แห่กันมาดูของแปลกเป็นแน่
“นายจะเอายังไงกับฉัน(วะ)? ว่ามาเลยดีกว่า จอง ยุนโฮ”
“ได้เหรอ?” คนเอะอะโวยวายเมื่อครู่เปลี่ยนมายืนเกาะแขนนิ่งแล้วฉีกยิ้มหวานใส่
“เออ!....ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ”แจจุงพยักหน้าอย่างระอา
“เราเป็นเพื่อนกัน?” ยุนโฮปั้นหน้าทะเล้นถาม
“เป็นก็ได้” (=_=) พยักหน้าหงึกๆ
“งั้นนายต้องบอกเบอร์มือถือให้ฉัน”
“เออ!” ตอบรับแล้วเพิ่งนึกได้ “ห๋า? จะเอาไปทำไม?” (O_O)
“แลกเบอร์กันไง เพื่อนกัน ใครๆเค้าก็ทำแบบนั้น” อีตาจอมตื้ออธิบายเหตุผลข้างๆคูๆ จนอีกฝ่ายต้องยอมจำนนและพยักหน้ารับอีกรอบ ...อันที่จริงเค้าก็แอบมีเบอร์ของอีกฝ่ายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วล่ะนะ แต่การได้แลกเบอร์กันอย่างเป็นทางการ แบบนั้นมันโทรไปหาได้ง่ายกว่าไม่ใช่เหรอ?
“แล้วก็ บอกวันเดือนปีเกิด กับของที่ชอบ และไม่ชอบให้รู้หน่อยสิ”
“แลกไดอารี่กันเลยดีมั้ยครับ?” แจจุงประชด
“อื้ม! ก็ดีนะ”
“ประชดว้อย!” (>o<) ถือโอกาสช่วงที่อีกฝ่ายกำลังเผลอ แจจุงสะบัดแขนออกแล้วผักอกยุนโฮให้ถอยไปไกลๆ “พอแล้ว! ทีนี้ก็ปล่อยฉันได้แล้ว ฉันจะได้ไปหาน้องฉันซักที”
“ง่า....นายนี่ซาดิสต์รึเปล่าเนี่ย ตีเอาๆ” ยกมือขึ้นลูบอกตัวเอง สีหน้าแสดงความเจ็บออกมาจนโอเวอร์ แจจุงได้แต่เบ้ปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ ....ไอ้หมอนี่ มันน่าจะตีให้ตายล่ะสิไม่ว่า
“อย่าลืม! ถ้านายไม่รักษาคำพูด เราไม่ต้องมาคุยกันอีก เข้าใจมั้ย?”
“วุ้ย! ดุจริง มีลูกขอซักตัว” ยิ้มล้อเลียน
“รับปากสิวะ!!” (=_=*) เส้นเลือดที่ข้างขมับแจจุงเริ่มกระตุกอีกรอบ ครั้งนี้ดูเหมือนยุนโฮจะเริ่มสังเกตเห็น ในที่สุดคนช่างตื้อก็เลยถอดใจไม่ตอแยต่อไป ร่างสูงยืนนิ่ง ทำท่าโค้งศีรษะให้แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นยิ้มหวาน
“ตกลงตามนั้น! แล้วเจอกันที่โรงเรียนนะครับ คุณคิม แจจุง”
######
เกือบๆสองชั่วโมงแล้วที่แยกกันพี่ชาย ตอนนี้คนที่เดินเตร็ดเตร่ไปมาเสียเกือบทั่วศูนย์การค้าอย่างจุนซูชักเริ่มรู้สึกเบื่อขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เค้านึกโทษตัวเองว่าน่าจะเลือกไปเดินกับยุนโฮเสียยังดีกว่า เพราะแบบนั้นถึงแม้จะต้องตากแดดอาบเหงื่อและทนกับเสียงจอแจหนวกหูของพวกแม้ค้าพ่อค้าบ้าง แต่การมีใครซักคนคอยเดินพูดคุยอยู่ข้างๆแบบนั้นมันคงไม่น่าเบื่อเสียขนาดนี้
“เบอร์เกอร์ปลา เซ็ท B ครับ อ้อ!ขอซอสมะเขือเทศกับชีสเพิ่มด้วยนะฮะ” ในที่สุดก็แวะเข้ามาที่ร้านแม็คจนได้ จุนซูเดินไปที่เคาท์เตอร์ เอ่ยปากสั่งอาหารตามที่ต้องการพร้อมทั้งระบายรอยยิ้มสดใสให้พนักงานตามมารยาท
“ได้ค่ะ เดี๋ยวจะเอาไปส่งให้ที่โต๊ะนะคะ” หญิงสาวที่ดูน่าจะเป็นรุ่นพี่เค้าซัก 2 ปีส่งยิ้มเอ็นดูตอบ ในสายตาของเธอ เด็กหนุ่มตรงหน้าดูเจิดจ้าและสดใสราวกับพวกไอดอลในทีวี หนำซ้ำยังเป็นคนที่มีมารยาทดีเหมาะสมกับรูปร่างหน้าตาอีกด้วย
“นานเหรอครับ? ถ้าไม่นานเดี๋ยวผมยืนรอก็ได้” จุนซูหันไปมองรอบๆ โต๊ะที่เค้าต้องการจะนั่งยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อย ดังนั้นการเลือกยืนรอ คงเป็นอะไรที่น่าจะสะดวกกว่า เค้าคิดแค่นั้น
“ค่ะ ได้ค่ะ เดี๋ยวจะเร่งให้นะคะ” พนักงานหญิงรีบตอบรับและหันไปเร่งคนจัดเรียงอาหารให้อีกรอบ เธอดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ บางทีอาจจะเพราะว่าจุนซูบอกว่าจะยืนรอ ทั้งที่เค้าไม่คิดอะไรแต่เธอกลับคิดไปว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่อยากรบกวนหญิงสาวเช่นเธอ ....สีหน้าท่าทางที่อ่อนโยนของจุนซูมักจะทำให้ใครๆคิดไปเองเสมอ
แน่นอนว่าจุนซูรู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายดี เค้าบอกตัวเองว่าเค้ารู้จักตัวตนทั้งหมดของเค้าในทุกๆด้าน ดังนั้นการที่จะใช้ชีวิตโดยพลิกผันเอาความเข้าใจผิดคิดไปเองของคนรอบข้างมาเพื่อสร้างฐานความรักและความนิยมให้กับตัวเองนั้น มันก็คงจะไม่ใช่ความผิดจริงมั้ย?
คิม จุนซู เป็นเด็กที่ไม่ชอบให้ใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเค้า ตัวตนอีกคนที่เป็นเด็กกร้าวร้าวเอาแต่ใจ และชอบเอาชนะอย่างไม่ยอมลดลาวาศอกให้ใครง่ายๆ แต่กระนั้นสำหรับเด็กตัวคนเดียวที่ต้องย้ายมาอยู่ในบ้านญาติสนิทตั้งแต่อายุเพียงไม่กี่ขวบ การแสดงออกที่กักขฬะแข็งกร้าวคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นจุนซูจึงปฏิญาณและบอกกับตัวเองว่า นอกจากตัวเค้า และยุนโฮ พี่ชายที่มีนิสัยบางอย่างคล้ายๆกันแล้ว เค้าจะไม่มีวันแสดงตัวตนของเค้าต่อหน้าใครอีกเป็นอันขาด ....ทั้งหมดนี้ก็เพราะ
จุนซูไม่เคยคิดที่จะไว้วางใจมนุษย์หน้าไหนเลยซักคน ....เด็กที่มีจิตใจมืดมน ....เค้าเป็นคนอย่างนั้น แล้วใครจะทำไม?
“ได้แล้วค่ะ”
“ขอบคุณครับพี่สาว” ตอบรับแล้วยื่นมือออกไปจับถาดพลาสติกตรงหน้า ร่างเล็กค่อยๆก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะที่ตนเองหมายตาแล้วก็พบว่า โต๊ะตัวนั้นตอนนี้มีใครบางคนวางข้าวของจับจองเอาไว้แล้ว
“ให้ตายสิ! แค่เสี้ยวนาทีเดียวเนี่ยนะ” รู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย จุนซูยืนถือถาดค้างเอาไว้ในมือ นัยตาคู่ใสจ้องมองเจ้าตุ๊กตาสีแดงพุงพลุ่ยที่นอนแอ้งแม้งทำหน้าไร้เดียงสาอยู่ตรงหน้า ....หงุดหงิดที่ไม่ได้ดังใจ ....เจ้าของไอ้ตัวประหลาดตัวนี้มันเป็นใครกันนะ ชักอยากจะเห็น
“เอ่อ....นาย มีอะไรรึเปล่า? ตรงนี้ที่ของฉัน” ใครบางคนเอ่ยประโยคนั้นมาจากทางด้านหลัง จุนซูชั่งใจ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ใหญ่ ดังนั้นเค้าไม่ต้องปั้นหน้าไร้เดียงสาอะไรมากก็ได้มั้ง
“เปล่า ไม่มีอะไร แค่ตอนแรกฉันคิดจะนั่งตรงนี้ แต่มัวไปเอาเบอร์เกอร์ก็เลยกลับมาช้า” ใบหน้าใสหันไปกระตุกมุมปากระบายรอยยิ้มหลอกๆให้ตามมารยาทของการสนทนา สายตาของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่คนตรงหน้า ท่าทางของอีกฝ่ายคงจะเป็นนักเรียนมัธยมต้นรุ่นๆเดียวกันกับเค้าละมั้ง หากแต่อีกฝ่ายที่มีโครงหน้าได้รูปจนจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีนั้นดูจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ธรรมดาและเชยเสียจนเกินไปเมื่อเปรียบเทียบในสายตาของจุนซู
“......”
เงียบ อีกฝ่ายนิ่งไป ไม่ขยับเขยื้อนหรือแม้แต่จะเอ่ยอะไรด้วยซ้ำ ทำเอารอยยิ้มเสแสร้งนั้นวูบเลือนไปจากใบหน้า จุนซูรู้สึกว่าเค้าเหมือนถูกเมินไม่ใส่ใจ เมื่อฝ่ายนั้นยื่นมือไปคว้าตุ๊กตารูปร่างอัปลักษณ์นั่นแล้วเดินจากไปเสียดื้อๆ
“ฮึ่ย!ทุเรศที่สุด ....มารยาททรามชะมัด!” วางกระแทกขอบถาดลงกับโต๊ะแล้วแทรกตัวลงนั่งหน้าทะมึงตึง รู้สึกหงุดหงิด แม้จะได้นั่งในโต๊ะที่ตัวเองต้องการ แต่การที่อีกฝ่ายไม่พูดอะไรแล้วเดินจากไปแบบนั้น มันเหมือนกับเค้าเป็นสิ่งไร้ตัวตนจนไม่น่าเสวนาด้วยไม่ใช่เหรอ?
“ไอ้หมอนั่น มันนึกว่าตัวเองเป็นใครฟะ? แย่ๆๆ แย่จริงเว้ยวันนี้!”(=_=*)พึมพรำพลางยกเบอร์เกอร์ขึ้นกัดเข้าปาก รสชาดเบอร์เกอร์ปลาที่เค้าคุ้นเคยยังคงเหมือนเดิมกับที่ซื้อกินในทุกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมปลายลิ้นของเค้าถึงได้บอกว่าอาหารมื้อนี้นี่มันช่าง....เป็นอาหารมื้อที่แย่ที่สุดเสียจริงๆ
######
“เฮ้! ชางมิน ....ชางมิน ....ไอ้ชางมินว้อย!!”
“อ่ะ....อ่าว! คิมบอม มาตั้งแต่เมื่อไหร่?”คนถูกเรียกหันไปมองรอบๆก่อนกลับมาทำหน้าเลิ่กลั่กใส่เพื่อนที่หอบเอาถุงกระดาษใส่อุปกรณทำโครงงานกลุ่มมายืนอยู่ด้านหลัง คิบอมเหลือบมองเหลียวซ้ายแลขวาตาม แล้วหันไปขมวดคิ้วถาม
“นายมองหาอะไรวะ?”
“อ่า....ป่ะ ป่าว ไม่มีอะไรหรอก” เกือบจะหลุดปากบอกแต่ก็ยั้งเอาไว้ได้ทัน ชางมินแอบคิดในใจ ถ้าหากเค้าพูดไปว่าเมื่อครู่เค้าได้พบกับเด็กคนหนึ่งที่น่ารักจนทำเอาใจเต้น เพื่อนของเค้าจะว่ายังไงนะ? คิบอม....มีหวังนายได้แซวจนฉันต้องอายแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่ๆ
“งั้นก็ช่างมันเหอะ ไปที่ร้านโน้นดีกว่า เดี๋ยวพวกยัยจีอึน กับเจ้าคยูฮยอนก็คงจะมาถึง” คิบอมชี้ไปที่ร้านฝั่งตรงข้าม ไม่ใช่แม็คโดนัลด์ เฮ้อ!....แอบโล่งใจ คิดแล้วพยักหน้ารับก่อนเดินตาม
ตึกตักๆ เสียงหัวใจยังเต้น ช่วงเสี้ยวนาทีที่เดินโฉบยังแอบมองเห็นใบหน้าใสๆนั่น คนตัวเล็กน่ารักคนนั้นยังคงนั่งพิงกระจกพลางปั้นหน้าเบื่อหน่ายไม่เข้ากับตัวเองอยู่อย่างนั้น เค้ามานั่งรอใครนะ? อยากรู้จัก อยากพูดคุย แต่แค่จะเงยขึ้นมองหน้าก็รู้สึกว่าไม่คู่ควรซะแล้ว
เฮ้อ! ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง เป็นครั้งแรกจริงๆที่รู้สึกว่า ‘อยากเกิดมาในโลกที่รายล้อมด้วยสิ่งที่สวยหรูกว่านี้จัง’
“เฮ้อ!นายจะบั่นทอนอายุตัวเองด้วยการถอนหายใจอีกนายมั้ย ชางมิน? ถ้าอยากตายเร็วๆก็หันไปนั่งถอนหายใจทางอื่นไป มานั่งเฮ้อ!ๆๆ แบบนี้ฉันเลยพลอย ‘เฮ้อ!’ตามนายเลยเป็นไง” คิบอมบ่นก่อนที่จะก้มหน้าลงไปตั้งหน้าตั้งตาแซะน่องไก่ทอดตรงหน้าอย่างขมักเขม่น ส่วนชางมินก็ได้แต่ ‘ขอโทษ’ เค้าไม่รู้จะพูดว่าอะไร เพราะขืนพูดมากออกไป เจ้าเพื่อนหัวไวของเค้าคงได้ซักไซร้เอาเสียจนละเอียด
“ว่าแต่ 2 คนนั้นจะมาด้วยเหรอ จีอึน กับคยูฮยอนอ่ะ?”
“อื้อ! จีอึนมากับพวกแม่ๆ ยัยนั่นไม่อยากเดินกับคนแก่ก็เลยขอแยกมาที่นี่ ส่วนคยูฮยอนก็อย่างที่นายรู้ ทีแรกมันกะจะมาช่วยบ้านซองมินขายของ แต่พอมาถึงเกิดไปปะทะคารมกับพี่ชายของซองมินเข้า ก็เลยเผ่นมานี่” อ๋อเหรอ? ชางมินพยักหน้ารับ จริงๆก็ไม่ได้อยากรู้ซักเท่าไหร่หรอก แต่ตอนนี้เค้าแค่อยากจะหาเรื่องอะไรซักอย่างมาลบล้างภาพของเด็กคนนั้น
“ว่าแต่นาย วันนี้ไม่ต้องช่วยพี่แจจุงทำงานเหรอ?”
“อ๋อ! งานเสร็จแล้ว ตอนนี้มีเวลาเดินเล่นก็เลยพากันไปเล่นเกมส์มาอ่ะ นี่ไง พี่แจจุงยิงมาได้ เจ๋งป่ะ?” ยกเจ้าตุ๊กตาเทเลทับบี้สีแดงขึ้นโชว์เพื่อน คิบอมหยิบขย่ำเล่นอย่างหมั่นเขี้ยวก่อนที่จะถูกเจ้าของแย่งกลับคืน
“อย่าเชียวนะเฟ้ย! ของรักของหวง พี่ชายฉันอุตส่าห์ยกให้”
“เออ! ไม่เอาหรอกน่า ฉันชอบสีเขียว หน้าดำ ไอ้ตัวนั้นมันชื่ออะไรนะ?”
“ตัวนี้เหรอ....โพล”
“ป่าวๆ ตัวที่สีเขียวๆ ชื่ออะไรนะ จำไม่ได้?”
“ดิบซี่!!” เสียงใครอีกคนแทรกเข้ามา ชางมินกับคิบอมหันกลับไปหา อ่อ!ที่แท้ก็เจ้าคยูฮยอนนั่นเอง
“อีก 2 ตัวชื่อไรนะ ตัวสีเหลืองลาล่า แล้วก็ตัวสีม่วงทิงกี้วิงกี้ ที่เป็นเกย์” จีอึนที่เดินตามหลังมาติดๆเอ่ยสับทบก่อนหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ “ตัวนั้นยกให้คยู นายเอาไป”
“ชิชะ! เธอมายกให้ฉันทำไมมิทราบ ฉันเอาลาล่าเฟ้ย ช้าน-ชอบ-ผู้หญิง~!!” คยูฮยอนลากเสียงเถียงกลับ
“อ่ะเหรอจ๊ะ แล้วที่ซองมินจ๊ะ ซองมินจ๋านี่อะไร? ซองมินมันผู้ชายนะเฟ้ย!!”
“........” เงียบ คยูฮยอนดูเหมือนจะเถียงไม่ออก
สุดท้ายทั้งโต๊ะเลยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตอนนี้ชางมินรู้สึกว่าใจเค้าไม่ได้เต้นแรงเหมือนเดิมอีกแล้ว ค่อยยังชั่ว ในที่สุดตัวเค้าก็กลับมาเป็นตัวของตัวเอง
“เดี๋ยวฉันจะไปซื้อหนังสือซักหน่อย พวกนายรีบไปไหนกันหรือเปล่า?” เดินเล่นกันซักพักจีอึนก็พูดขึ้นมา ทุกคนไม่มีปัญหา ส่วนชางมินก้มลงมองนาฬิกา ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อยเลยพยักหน้าตอบรับ
“ดีเหมือนกัน จะไปแอบอ่านหนังสือฟรี” พูดแล้วหันไปหัวเราะ เพื่อนๆที่เหลือเห็นด้วย ว่าแล้วสี่เพื่อนซี้ก็กอดคอเดินเริงร่าไปยังแผนกเครื่องเขียนและศูนย์จำหน่ายหนังสือของห้างฯ
“เฮ้ย! คยู ไอ้ตัวเม่นแคระนี่มันหน้าเหมือนนายเลยว่ะ มาดูเด่ะ”
“หยี๋! อีตัวกินหนอนแดงเนี่ยนะ?” คยูฮยอนบุ้ยปาก “งั้นไอ้ตัวหน้ามึนๆนี่ก็คิบอม”
“อ้าว! แล้วมาเกี่ยวอะไรกับฉันวะ?” คิมบอมก้มลงมองรูปสัตว์ตระกูลแกะที่หน้าตาละม้ายกวางหรือไม่ก็แพะตัวนั้นแล้วเบ้หน้า
“งั้นตัวนี้ฉันละกัน” ชางมินแย่งหนังสือภาพมาพลิกหน้าถัดไปแล้วชี้ไปที่รูปกระต่ายน่ารักน่าชัง “ฮ่าๆ! ฉันเป็นตัวนี้”
“อี๋!! นายมันต้อง.....” ทุกคนประสานเสียงก่อนจะแย่งกันรื้อหน้าต่อไป ชางมินหัวเราะแล้วยื้อกลับ สี่คนหัวเราะคิกคักพลักกันเล่นจนจีอึนเผลอไปชนกับใครคนหนึ่งเข้า
“อ๊ะ! ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ” คนถูกชนพยักหน้ารับคำสำนึกผิด ก่อนจะเงยหน้าแล้วส่งยิ้มหวานให้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องกังวลใจ
“ไม่เจ็บนะคะ?”
“ไม่ครับ ....อ๊ะ!?” คำที่ติดอยู่ที่ปากถูกพับเก็บ ก่อนจะพูดออกไป ทำไมเค้าเองไปทักเจ้าคนไร้มารยาทที่เพิ่งเจอกันแค่เพียงครั้งเดียวด้วยล่ะ? จุนซูเปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มเป็นเฉยชาก่อนจ้องมองใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด อีกฝ่ายดูท่าจะยังพอจำเค้าได้ เพราะจุนซูแน่ใจว่าหมอนั่นเองก็ตกใจพอกัน คิดแล้วยิ่งรู้สึกหงุดหงิดเป็นบ้า....ใบหน้าใสเมินแล้วเชิดใส่โดยที่ไม่รู้ตัว
“หมอนั่นมันอะไรของมันฟะ น่าหมั่นไส้จริง” คยูฮยอนพูดไล่หลังตามทันทีที่ร่างเล็กเบี่ยงตัวเดินจากไป อีกฝ่ายจะได้ยินหรือเปล่าเค้าไม่สน รู้แค่ว่าไม่ชอบใจที่เจ้าคนหน้าตาดีแต่ทำตัวเสียสูงส่งคนนั้นมาทำเชิ่ดใส่ตรงหน้า
“บ้า! ไอ้ปากมอม เค้าก็น่ารักดีออก ไปว่าเค้าทำไม?” จีอึนหันมาถลึงตาใส่
“เออ! น่ารักดี ผู้ชายใช่มั้ย? ทีแรกฉันนึกว่าผู้หญิง” คิบอมเสริม ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังได้แต่นิ่ง เค้า....รู้ดีว่าตัวเองคิดเห็นต่อใบหน้าของเด็กคนนั้นอย่างไร แต่ว่าอีกเรื่องที่น่าสนใจกว่า
‘ที่เด็กคนนั้นเมินใส่ ....เพราะเราหรือเปล่านะ?’ ตบหน้าตัวเองแปะๆสองสามครั้ง ....ไม่หรอกไม่ นายแค่คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปก็เท่านั้นแหละชางมิน ไม่มีทางที่เด็กน่ารักอย่างนั้นจะมาสนใจจำคนบ้านๆอย่างนายหรอก
######
“ทั้งหมด 13,000 วอน ค่ะ” เสียงแคชเชียร์ประจำเคาท์เตอร์ของร้านหนังสือเอ่ยหลังจากกดคีย์ราคาลงบนแป้นคอมพิวเตอร์ จุนซูพยักหน้ารับ ล้วงมือเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังเพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ แต่แล้วก็พบว่า มัน....ไม่มี !?
“แย่แล้ว!” เด็กหนุ่มอุทานขึ้น มือทั้งสองเริ่มควานหาไปรอบๆตัว ที่ซอกกระเป๋าด้านข้าง กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตและเป๋าสะพาย ทว่า....ไม่มีจริงๆ
“กระเป๋าสตางค์ของผมหาย!” จุนซูเงยขึ้นบอกพนักงานที่เคาท์เตอร์ ใบหน้าใสๆนั้นเจื่อนลงไปถนัดตา ในกระเป๋าใบนั้นมีเงินอยู่กว่า 3 หมื่นวอน แล้วไหนจะบัตรเครดิต กับบัตรเดบิตของเค้าที่สามารถรูดได้ไม่จำกัดวงเงินอีกล่ะ? เรื่องแบบนี้ถ้าคนที่บ้านของเค้ารู้ มันจะต้องเป็นปัญหาสำหรับตัวเค้าแน่
“เดี๋ยวนะคะ น้องทำหายในนี้หรือเปล่า? นึกดูดีๆว่าก่อนหน้าที่จะเข้ามาในร้านน้องไปลืมไว้ที่ไหนหรือเปล่า” จุนซูนิ่งคิดแล้วส่ายหน้า
“ไม่ครับ ผมจำได้ว่าตอนที่จะเดินเข้าร้านยังเปิดกระเป๋าเช็คเงินอยู่เลย” เด็กหนุ่มเสียงเริ่มสั่น เค้ารู้สึกแย่มากๆ ยิ่งเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้เพียงคนเดียวแล้ว ยิ่งรู้สึกแย่
“หรือว่าจะโดนล้วง? มีใครเดินชนหรือเบียดหนูหรือเปล่าจ๊ะ เมื่อกี๊?” ผู้หญิงอีกคนที่สูงอายุกว่าเดินเข้ามาใกล้ จุนซูเหลือบมองดูป้ายที่หน้าอก ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้จัดการของร้าน เค้าคิดว่าเธอคงจะพอช่วยอะไรได้
เดินชนงั้นเหรอ? ....ภาพใครบางคนผุดเข้ามา กลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นคือกลุ่เมดียวที่เค้านึกสงสัย แน่นอนจะด้วยอคติหรืออะไรก็ช่าง ภาพใบหน้าของนายคนนั้นนั่นแหละที่เค้าปักใจที่สุด หมอนั่นมันไม่น่าไว้ใจตั้งแต่ต้นแล้ว!!
“ผมถูกคนกลุ่มนั้นชนครับ แต่ไม่แน่ใจ ....ถ้า ....ถ้ากล่าวหาพวกเค้าโดยไม่มีหลักฐาน มันจะ....” จุนซูชี้นิ้วไปที่กลุ่มวัยรุ่นสี่คนซึ่งยืนอ่านหนังสือฟรีอยู่ตรงชั้นวางด้านข้าง ผู้จัดการร้านขมวดคิ้วเข้าหากัน หล่อนขยับแว่นแล้วปรับสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียด มันต่างจากสีหน้าที่ใช้ปั้นแต่งเพื่อรับลูกค้ากระเป๋าหนักและแต่งตัวดูดีอย่างเค้ามาก
“เด็กกลุ่มนั้นอีกแล้ว” หล่อนพูดขึ้นลอยๆก่อนกวักมือเรียกยามที่หน้าประตูทางเข้าร้านแล้วกระซิบกระซาบ จากนั้นทั้งจุนซูและพวกวัยรุ่นแปลกหน้าทั้งสี่คนก็ถูกพาเข้าไปที่ห้องพักพนักงานด้านหลังร้าน
....ตอนนั้นแม้จะแอบสงสัยและไม่ชอบหมอนั่นอยู่ในใจ แต่จุนซูก็ไม่คิดจะให้เรื่องมันเลยเถิดไปถึงขนาดนั้น
“พวกเธอแน่ใจนะว่าพวกเธอไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์ของเค้าไปจริงๆ?” ผู้จัดการร้านคาดคั้นถามเสียงดุ รอบนี้เป็นรอบที่ 3 แล้วที่หล่อนพูดย้ำคำเดิมๆ จุนซูนั่งมองคู่กรณีทั้งสี่คนด้วยสีหน้าที่ปั้นไม่ถูก แววตาเค้าปรับลงมาจากที่เคย ไม่ใช่แววตาเมินเฉย แต่ดูเหมือนแววตาของพวกเศรษฐีที่มองคนจนๆด้วยความเห็นใจ
“พวกผมไม่ได้เอาไป ทำไมคุณป้าต้องสงสัยพวกผมด้วย? ทั้งๆที่พวกผมก็บอกแล้วตั้งหลายรอบ” ชางมินชี้แจง เวลานี้คยูฮยอนที่เคยกล้าต่อปากต่อคำ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่และแรงกดดัน กลับก้มหน้าตัวลีบหงออยู่กับที่ ส่วนจีอึน พอถูกขู่ว่าจะโทรไปฟ้งที่โรงเรียน เธอก็ถึงกับน้ำตาไหล ที่เหลือก็มีแค่คิบอมกับเค้าเท่านั้นที่พอจะต่อปากต่อคำและตอบคำถามได้
“แต่เพื่อนเธอ จีอึนมีเงินในกระเป๋าเยอะผิดปกติ หล่อนไม่น่าจะพกเงินเยอะขนาดนั้น” ผู้จัดการหันไปมองจ้อและใช้น้ำเสียงคาดคั้นกับเด็กสาวที่ยืนสะอึกสะอื้นอยู่ด้านข้าง ชางมินกำมือแน่น นี่มันอะไร? จะไม่เกินไปหน่อยเหรอสำหรับคำพูดรุนแรงแบบนั้นที่ใช้กับเด็กอย่างพวกเค้า
“วันนี้จีอึนต้องมาซื้อหนังสือที่ร้านคุณ ก็เลยขอเงินที่บ้านมา” คิบอมตอบ
“งั้นเหรอ?” ผู้จัดการร้านดูท่าจะยังไม่ปักใจเชื่อข้อแก้ตัว หล่อนหันไปหาเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ “ในกระเป๋าที่หายมีเงินอยู่เท่าไหร่จ๊ะ พอจะจำได้หรือเปล่า?”
“เอ่อ....3หมื่นวอนครับ แล้วก็พวกบัตรเครดิต” จุนซูอ้ำอึ้งก่อนเอ่ยตอบเสียงแผ่ว เค้าเองก็รู้สึกกดดัน กับบรรยากาศอย่างนี้ แม้จะไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายแต่การที่ต้องถูกกดดัน ถ้าหากพวกนั้นไม่ใช่คนที่เอาไปจริงๆ เค้าก็คิดว่านี่มันรุนแรงเกินไป
“เธอ ....จีอึน เอากระเป๋าสตางค์เธอออกมาสิ จะได้รู้กันว่าเธอจะบังเอิญมีเงินพอดีกับเงินของเค้าที่หายหรือเปล่า?” ผู้จัดการร้านหันไปสั่งแล้วลุกขึ้นทำท่าจะค้นตัวเด็กสาวตรงหน้า จีอึนปฏิเสธ เธอกลัวเสียงตวาดจนตัวสั่นไปหมด
“หยุดนะครับ คุณทำกับพวกเราเกินไปแล้ว!” ชางมินเข้ามาขวางเอาไว้ เค้าจับมือของผู้จัดการที่ยื่นมาใกล้ออกห่างจากตัวเพื่อน
“เอ๊ะ! นี่เธอ พวกเธอทำอย่างนี้มันมีพิรุธนะ ไอ้พวกเด็กขี้ขโมย เข้มาอ่านหนังสือฟรีบ่อยๆ นึกเหรอว่าฉันไม่รู้ แล้วนี่อะไร ยังมาสร้างเรื่องใส่ร้านฉันอีก ลูกค้าของฉันเสียหาย ในเมื่อพวกเธอทำผิดก็ควรจะรับผิดชอบ มานี่! มาให้ฉันค้นตัวเดี๋ยวนี้”
ผู้จัดการสะบัดมือชางมินออก หล่อนพยายามตะกายเพื่อที่จะยื่นมือไปกระชากร่างของเด็กสาวแต่ถูกคิบอมและคยูฮยอนยืนขวางเอาไว้ ชางมินพยายามล็อกข้อมือของอีกฝ่าย เค้าใช้ร่างของเค้าเป็นเกราะกำบังจึงโดนเล็กของผู้จัดการตวัดข่วนแขนและลำคอ
“อีเด็กบ้า ปล่อยฉันนะ ไอ้เด็กขโมย มาให้ฉันค้นตัวเสียดีๆ!”
“พอเถอะครับ!” จุนซูลุกขึ้นตบโต๊ะเสียงดัง เค้าไม่อยากทนดูภาพแบบนี้อีก มานาทีนี้ต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนเอากระเป๋าสตางค์ของเค้าไปจริงๆ จุนซูก็ไม่คิดดึงดันที่จะเอามันคืนให้ยุ่งยาก นั่นเพราะภาพเบื้องหน้าที่ร่างของเด็กสาวยืนสะอึกสะอื้นสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและพวกเพื่อนๆที่ยืนปกป้องกันอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ทุกอย่างมันกำลังบีบคั้นเค้าที่ยืนอยู่ตัวคนเดียวในห้องเสียจนเกินบรรยาย
โดยเฉพาะสายตาของใครบางคนที่จ้องมองกลับมาอย่างอาฆาตแค้น บางทีอาจจะเป็นสายตาของหมอนั่นที่ทำให้จุนซูยิ่งรู้สึกอึดอัดและอดทนนั่งดูต่อไปไม่ได้
“ขอโทษครับ มีอะไรกันเหรอ?” ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน จุนซูหันไปมองยังต้นเสียง ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เค้าไม่รู้จักอีกคนเดินเข้ามา
“พี่แจจุง!”
“ชางมิน มีอะไรกัน?” คนที่น่าจะเป็นพี่ชายของหมอนั่นเดินเข้าไปถามไถ่ด้วยสีหน้าร้อนใจ แต่ก่อนที่จะมีใครได้อธิบาย พนักงานอีกคนของร้านก็เปิดประตูตามเข้ามา
“คิม จุนซู ....เจ้าของกระเป๋าคนไหนครับ?”
“ผมเอง” จุนซูยกมือตอบ
“อันนี้มีลูกค้าของที่ร้านเก็บได้ครับ เพิ่งเอามาส่งเมื่อครู่นี้เอง บอกว่ามันหล่นอยู่ที่ข้างชั้นหนังสือ”
“.......”
ทุกอย่างเงียบ ไม่เฉพาะจุนซู ทั้งผู้จัดการที่ทำฤทธิ์เดทกับเด็กๆเมื่อครู่ และเด็กๆทั้งสี่คน ไม่มีใครเคลื่อนไหว ทุกคนได้แต่ตะลึงงัน นี่มันอะไร? จุนซูยื่นมือไปรับกระเป๋าสตางค์มาตรวจเช็ค ทุกอย่างยังอยู่ครบ เค้ามองกลับไปที่คนตรงหน้า แววตาที่จ้องมองกลับมาทำเอาหน้าชาวูบไปหมด
“ข่ะ.....ขอ.....”
“เอามานี่!” ยังไม่ทันที่จะได้พูดจบอีกฝ่ายก็ชิงตัดหน้า ชางมินคว้ากระเป๋าสตางค์ในมือมาเปิดดู รูปที่ติดอยู่ในบัตรนักเรียนของโรงเรียนเอกชนในกระเป๋าใบนั้นสามารถยืนยันได้ถึงใบหน้าของเจ้าของ
“นี่มันอะไรกัน?” โกรธจนเสียงสั่น สองมือกำแน่นเข้าหากัน ชางมินรู้สึกได้ถึงแรงขับดันที่รุนแรงจากภายในใจ เค้าโกรธ....โกรธจนไอร้อนออกตา
“ฉัน.....ฉัน.....” อีกฝ่ายรู้สึกผิด ได้แต่อ้ำอึ้ง พยายามอธิบาย
“เลวที่สุด!” เหวี่ยงฟาดกระเป๋าหนังสีน้ำตาลราคาแพงลงกับพื้น แล้วคว้าแขนเพื่อนที่ยืนสะอึกสะอื้นเดินออกจากห้องไป พวกเพื่อนๆที่เหลือพากันวิ่งตามแล้วร้องเรียกชื่อ แต่นาทีนี้ ชางมินไม่อยากจะสนใจอะไรอีกแล้ว ทั้งเรื่องกระเป๋าสตางค์มียี่ห้อและเต็มไปด้วยบัตรเครดิตกับธนบัตรที่มากมายนั่น หรือแม้แต่ใบหน้าของใครบางคนที่เคยประทับใจเมื่อแรกพบก็ตาม
ตอนนี้สิ่งที่เค้ามี และจดจำ มันคือความรู้สึกโมโหจนถึงขีดสุดที่มีให้กับคุณหนูสูงศักดิ์ ผู้ซึ่งใช้หางตามองเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเค้าและเพื่อนๆเท่านั้น ....ยิ่งหลับตายิ่งจดจำ ....ฉันไม่มีวันลืมนายในวันนี้แน่ คิม จุนซู!!
TBC…..
=============================
มาต่อให้แล้วนะคะ ตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร มีเรื่องราวของจุนซูและชางมินเพิ่มเข้ามานิดหน่อย
แต่คู่เมนยังคงเป็นยุน+แจเหมือนเดิม ....อ่อ ก่อนหน้านี้มีคนถามหาตาปาร์คด้วย ตาปาร์คตอนนี้โก่งค่าตัวสุดๆเลยค่ะ คนเขียนไม่มีตังค์จ้าง กำลังต่อรองอยู่ ถ้าหมอนั่นลดค่าตัวลง
ตอนต่อไปคงได้เจอกับตาปาร์คค่ะ ยังไงใครรู้จักกับตานั่น ฝากต่อรองค่าตัวให้ทีนะคะ เพื่อนๆเค้าออกโรงกันหมดแล้ว ขืนชักช้าโลมาถูกคาบไปนะจ๊ะคุณไก่กุ๊กๆ 55+

ต่อกัน แต่คู่ของน้องกลับมีเรื่องร้ายแรงเกินขึ้น แต่ถ้า
ใครต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบชางมินก็คงไม่มีใคร
ทนไหวนะ เพื่อนถูกกล่าวหา เด็กที่ไม่รู้อิโน่อิเหน่กับ
ต้องมาถูกใส่ร้าย ผู้จัดการร้านคนนั้นเขาตัดสินคนจาก
ภายนอกใช่ไหม ตัวจุนซูเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นเรื่อง
ใหญ่ขนาดนี้ซะหน่อย แต่ที่มันร้ายแรงสุดก็คงเป็น
ความรู้สึกของน้องมินแหละ ทั้ง ๆ ที่รู้สึกดี ๆ แท้ ๆ
ทำไมพลิกล็อคกลายเป็นเกลียดขี้หน้ากันอย่างรุนแรงได้
คู่นี้ ต่อไปจะเป็นยังไงเนี่ย อยากให้ปรับความเข้าใจกัน
ได้จัง น่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ จะรอตอนต่อไปนะคร้าบ
#1 By pu (58.137.129.220) on 2008-02-11 15:08