NOVEL : รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่:21]
posted on 11 Feb 2008 00:37 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 21
อย่ารักใครนอกจากไทป์เลยนะมิล….
จู่ๆคำพูดประโยคเดิมก็ผุดขึ้นมาในสมอง ทำไมนะทั้งๆที่ตอนนี้ไม่ว่าจะเมื่อไหร่และเวลาใดแค่เพียงจะหันไปมองดูที่ข้างกาย ทั้ง
ตัวเค้าและรามิลต่างก็มีกันและกันอยู่เคียงข้าง ทว่า....บางสิ่งบางอย่างมันกลับบีบรัดที่หัวใจให้รู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
‘ไม่หรอก นายกำลังคิดมากเกินไปต่างหาก’ ไทป์บอกตัวเองอย่างนั้น ภาวนาขออย่าให้นี่เป็นลางสังหรณ์ และ มากกว่านั้น เค้าได้แต่ภาวนาขออย่าให้ความรู้สึกนี้มีเหตุจูงไปสู่เรื่องราวอย่างที่เป็นกังวลแม้เพียงซักนิดเดียว
บางทีซักวัน....ในใจของรามิลอาจจะไม่ได้มีเนื้อที่เอาไว้ให้เฉพาะสำหรับแค่เพียงตัวเค้าก็ได้
แล้ว.....ถ้ามันจะเป็นอย่างงั้นขึ้นมาจริงๆล่ะ?
ชายหนุ่มนั่งสะกดตัวเองจมลงกับความคิด นิ้วมือยังคงจับปลายช้อนสแตนเลทคันเล็กที่หมุนวนไปมารอบๆถ้วยกาแฟร้อนตรงหน้าเอาไว้มั่น ก่อนหน้านั้นไทป์ฉีกซองและเทครีมเทียมลงไปในถ้วยแก้วตรงหน้าแล้วจึงค่อยใช้ช้อนคันนั้นคนผสมผงฝุ่นสีขาวให้ละลายเข้าหากันกับน้ำสีเข้มจนเครื่องดื่มตรงหน้าเปลี่ยนมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนโชยกลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟสด
....แต่กระนั้น จนแล้วจนรอด กว่า 10 นาทีที่ผ่านเลยไป เจ้าตัวกลับไม่ได้สังเกตหรือรับรู้เลยว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นมันล่วงเลยและกินเวลามานานซักเพียงใด
เค้าไม่ทันคิด เพราะสิ่งเดียวที่เค้ากำลังคิด .....ทั้งหมดมันมีเพียงใบหน้าใสๆที่กำลังส่งยิ้มลางเลือนให้กับเค้า .....เค้ากำลังหวั่นไหว มันเป็นความรู้สึกเดียวที่วิ่งวนอยู่ในหัวใจ ....กังวล .....รู้สึกเป็นกังวลจนร้อนรนอยู่ข้างใน
ไทป์.....นาย......ควรจะทำยังไง?
เพราะมันไม่ใช่แค่เกมส์ มันไม่ใช่แค่การลองใจ และมันไม่ใช่แค่การเล่นสนุกอีกแล้ว
....เพราะเราจะไม่ยอมเสียนายไปหรอกนะ รามิล
.
.
.
“....ไทป์.....นี่ไทป์!!”
//เคร้ง//
เสียงช้อนโลหะที่ถูกปล่อยร่วงลงจากมือกระทบเข้าที่ขอบถ้วยแก้วทันทีที่รับรู้ได้ถึงสัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วซึ่งแทรกเข้ามาท่ามกลางภวังค์ความคิดพร้อมกับประโยคคำถามด้วยน้ำเสียงอันคุ้นหู
“ไทป์....เป็นอะไรรึเปล่า? เรียกตั้งนานก็ไม่ขานตอบ”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองยังต้นเสียง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะอย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่เค้าเองพอจะเดาได้อยู่แล้วว่านั่นคือน้ำเสียงของใคร แต่เหตุการณ์มันกลับเกินจะคาดเดา
“.....พี่เชอร์รี่” ไทป์เอ่ยชื่อนั้นเบาๆ ชั่วขณะหนึ่งที่แววตาของเค้าฉายแววตระหนก แต่ไม่ทันหรอกที่อีกฝ่ายจะได้เกิดคำถามจากพฤติกรรมที่สังเกตเห็น เพราะทันทีที่รู้สึกตัวและสามารถป้อนข้อมูลปฏิกริยาตอบรับให้กับโสตสมองของตัวเองได้ ชายหนุ่มก็ค่อยๆระบายรอยยิ้มออกมา
“มาคนเดียวเหรอครับ?”
“อื้อ” หญิงสาวตอบรับ หล่อนยืนอยู่ข้างๆเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเค้าแต่ไม่กล้าที่จะถือวิสาสะเลื่อนมันออกเพื่อแทรกตัวนั่งลงอย่างที่เคย ดวงตาคู่สวยกับแพขนตางามงอนสอดส่องไปรอบๆเพื่อมองหาบางสิ่งบางอย่าง....ดูเป็นกังวล และร้อนรนเลิ่กลักอย่างเห็นได้ชัด
“แล้ว....แล้วไทป์ล่ะ?”
“ผมนัดเพื่อนเอาไว้ แต่ตอนนี้เค้ายังไม่มา”
“งั้นเหรอ?” เชอร์รี่ตอบรับอย่างจำใจ รอยยิ้มเจื่อนๆระบายให้เห็นบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มตามมารยาททั้งที่เจ้าตัวไม่มีแก่ใจจะส่งยิ้มให้เสียด้วยซ้ำ ....นี่สินะ รอยยิ้มของคนที่ต้องยกแบกความลำบากใจเอาไว้
....ไทป์เริ่มรู้สึกเข้าใจมันขึ้นมาทีละน้อย คงไม่มีใครหรอกที่อยากจะมีรอยยิ้มขมขื่นแบบนี้
“นั่งด้วยกันสิครับ” ชายหนุ่มออกปากชวนแล้วส่งยิ้มหวานให้อีกรอบ
“จะดีเหรอ?”
“ดีสิครับ ถ้าพี่เชอร์รี่ไม่รีบ ก็นั่งคุยเป็นเพื่อนผมก่อนก็ได้ เพื่อนผมคงอีกนานกว่าจะมาถึง นั่งอยู่คนเดียวท่าจะเหงาน่าดู” พูดพลางยื่นส่งเมนูกระดาษในมือให้ หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
เชอร์รี่ค่อยๆเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงกันข้าม ดวงตาคู่สวยจับจ้องมองมาที่ชายหนุ่ม สัมผัสรอยยิ้มนั้นด้วยสายตาอีกครั้งก่อนจะหลุบมองลงต่ำแล้วเปลี่ยนมาจดจ่อกับเมนูที่รับมาไว้ในมือแทน
“สั่งเลยมั้ยครับ?” หญิงสาวพยักหน้ารับ ไทป์จึงยกมือขึ้นเรียกบริกรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่นานรายการเครื่องดื่มและของว่างเล็กๆน้อยๆอย่างที่พวกผู้หญิงชอบกินก็ถูกจดลงกระดาษในมือและหายกลับเข้าไปในครัวพร้อมๆกับคนจดรับออเดอร์
....ระหว่างนั้น ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน พวกเค้าต่างไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร จนกระทั่ง
“วาฟเฟิล กับไอซ์ลาตเต้ได้แล้วครับ”
“ขอบคุณค่ะ” เชอร์รี่หันไปพยักหน้ารับกับบริกรคนเดิม บริกรหนุ่มส่งยิ้มหวานให้ หมอนั่นคงจะสนใจหญิงสาวสวยในชุดสบายๆตามแบบแฟชั่นนิยมคนนี้อยู่ไม่น้อยถึงได้ส่งสายตาหยาดเยิ้มเสียขนาดนั้น
นั่นสินะ....พี่เชอร์รี่ในชุดกางเกงเดนิ่ม 5 ส่วนเข้ารูป กับเสื้อยืดสีขาวตัวเล็กปักลายดิ้นทองรูปผีเสื้อที่หน้าอก ใบหน้าสวยเฉี่ยวภายใต้ทรงผมรวบขึ้นเป็นมวยสูงปล่อยให้มีบางส่วนระบายละปรกหน้าผากลงมาบ้างเล็กน้อย เครื่องสำอางค์มีราคาแต่งเติมสีสันจนเธอดูสวยเด่นกว่าใคร ทุกอย่างยังคงดูเป็นเชอร์รี่สาวรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยที่มั่นอกมั่นใจคนเดิม จะเว้นก็แต่.....
“เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“อืม.....นั่นสิเนอะ” เธอไม่เงยหน้าตอบ ปลายนิ้วเลื่อนไปแตะสัมผัสแก้วกาแฟเย็นตรงหน้าก่อนดึงเลื่อนเข้ามาใกล้ ไหล่บางนั้นห่องุ้มลงเล็กน้อย ตั้งหน้าตั้งตาจดจ่อกับไอซ์ลาตเต้ที่อยู่ตรงหน้า
“ทั้งๆที่เราอยู่คณะเดียวกันแท้ๆนะครับ.....”
“นั่นสิ”
“อืม.....” พยายามหาเรื่องที่จะชวนคุย “ได้ข่าวจากพี่โก้ว่าพี่เชอร์รี่จะไปเรียนต่ออเมริกาซัมเมอร์นี้เหรอครับ?”
“ใช่” หญิงสาวตอบ “แต่ไม่ใช่ซัมเมอร์นี้หรอก จะไปเดือนหน้าแล้วละ”
“อ้าว!ทำไมล่ะครับ? แล้วไม่สอบพาสชั้นก่อนเหรอครับ นี่ก็ใกล้สอบแล้วนะ” หญิงสาวระบายรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มจางๆและดูขมขื่นเช่นเคย และเหมือนเดิม เธอยังคงไม่มองหน้าเค้า
“พี่เชอร์รี่.....?” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้มากขึ้น
“คะ?” คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นสบตาโดยบังเอิญก่อนก้มลงหลบตาทันทีแบบอัตโนมัติ
“ทำไมพี่เชอร์รี่ไม่มองหน้าไทป์เลยล่ะครับ? ยัง.....ยังโกรธอยู่เหรอ? คือ.....เรื่องวันนั้น ไทป์อยากจะขอ....”
“ไม่ใช่ไทป์” ยังไม่ทันที่จะพูดจบ หญิงสาวก็ปฏิเสธแทรกขึ้นมา “เชอร์รี่ไม่ได้อยากให้ไทป์ขอโทษอีก”
“งั้นทำไมพี่เชอร์รี่ไม่คุยกับผมล่ะ? หรือว่าเราจะกลับไปเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันไม่ได้แล้ว?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เค้ารู้ดีว่ามันเป็นคำพูดที่อาจจะไม่สมควร แน่นอนล่ะ มันคงไม่เหมาะกับสถานการณ์ของคนที่เพิ่งเลิกรากันไปซักเท่าไหร่ แต่....จะยังไงได้อีก ในเมื่อตอนนี้สมองของเค้ามันแสนสับสน ทั้งหมดที่เค้นออกมาได้ ทุกอย่างมันก็มีเท่านี้นี่แหละ
“ไทป์.....” เชอร์รี่ร้องเรียกชื่อของเค้าเสียอ่อน มันไม่ใช่เสียงหวานนุ่มยั่วยวนอย่างทุกครั้ง หากแต่สำหรับชายหนุ่ม ไทป์หาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วว่านั่นมันเป็นเสียงของคนที่กำลังรู้สึกอ่อนใจอย่างบอกไม่ถูกต่างหาก
“ผมขอโทษ”
“ไทป์.....เชอร์รี่.....เชอร์รี่ไม่น่ามาเจอไทป์เลยจริงๆ.....เชอร์รี่ไม่น่า.....”
“พี่เชอร์รี่.....?”
“ไทป์......” หล่อนสะอื้น “ไทป์ยิ้มให้กับเชอร์รี่อีกครั้ง ไทป์ยิ้มแบบนั้นกับเชอร์รี่ .....ทำไมอ่ะ? ทำไม?”
“พี่เชอร์รี่.....ไทป์....”
“เชอร์รี่.....” พูดไม่ออก น้ำเสียงนั้นถูกลูกสะอื้นดักให้กลืนคำพูดลงคอ หญิงสาวก้มหน้าลงซุกกับฝ่ามือของตัวเอง พยายามสะกดกลั้นเสียงเอาไว้ให้เบาที่สุด ไม่ต้องการเลยแม้ซักนิดที่จะมาร้องไห้อย่างน่าสมเพชตรงนี้ ไม่ต้องการให้ใครคนอื่นได้รู้ และไม่ต้องการเลยด้วยซ้ำที่จะให้ชายหนุ่มต้องลำบากใจ
“ไทป์.....ไทป์ขอโทษ” เค้าพูดขอโทษอีกครั้ง มันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เธอได้ยินคำพูดซ้ำๆของคนตรงหน้า
“พอเถอะไทป์ ไทป์ไม่ผิดหรอกนะ”
“แต่.....”
“เชอร์รี่ต่างหากล่ะ เชอร์รี่เองแหละที่ตัดใจจากไทป์ไม่ได้ เชอร์รี่ขอโทษ”
“พี่เชอร์รี่.....” น้ำตาของผู้หญิงบวกกับสภาพจิตใจของเค้าในตอนนี้ ไทป์ยอมรับว่าตัวเองรู้สึกสงสารอีกฝ่ายจับใจ ชายหนุ่มเลื่อนมือไปวางทับมือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายที่กุมทับผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ “อย่าร้องไห้นะครับ เดี๋ยวเครื่องสำอางค์ก็เลอะหมดหรอก”
“ไทป์.....” น้ำเสียงยิ่งอ่อนโยนก็ยิ่งทำให้ความเข้มแข็งที่มีอยู่หลอมละลาย เชอร์รี่ยิ่งพยายามกลั้นน้ำตาเท่าไหร่ ทำนบขวางกั้นก็ยิ่งพังทลายง่ายลงเท่านั้น
.....นานกว่าที่เสียงสะอื้นฮักจะค่อยๆแผ่วเบาลง และในที่สุดท่ามกลางความเงียบ มือข้างที่เหลือก็ประกบทับเข้ากุมมือของชายหนุ่มเอาไว้พร้อมด้วยแววตาคู่สวยที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจแน่วแน่บางอย่าง
“แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะไทป์ กลับมาคบกัน.....แค่วันเดียวก็ยังดี ขอให้เชอร์รี่ได้เป็นแฟนของไทป์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เชอร์รี่จะทิ้งความทรงจำทุกอย่างไปอเมริกา ....ได้มั้ยไทป์?”
.
.
.
“ได้มั้ยไทป์?”
.
.
.
“พี่ไทป์!!”
“อ้าว! เฟรช .....” ก้มลงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ “ช้าไปครึ่งชั่วโมงครับ”
คนถูกเหลือบตาค้อนใส่กระตุกวาบเย็นยะเยือกกับน้ำเสียงเรียบก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วเลื่อนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ออกเพื่อแทรกตัวนั่งแทนที่ “แล้ว....ทำไมมีแก้วกาแฟ2อันอ่ะ?”
“แก้วเค้าเรียกเป็น ‘อัน’เหรอ เพิ่งรู้?”
“เอาน่า! ช่างมันเหอะพี่ เฟรชเพิ่งกลับจากนอก จำไม่ได้หมดหรอกว่าอะไรเป็นอะไร” เด็กหนุ่มแก้ตัว ไทป์พยักหน้ารับ เค้าไม่อยากเปลืองคำพูดหยอกล้ออะไรมาก ไม่ใช่เพราะรังเกียจหรือเพราะไม่สนิทใจ
แต่....คำพูดแบบนั้น....ไม่เคยขี้เกียจเลยซักครั้งที่จะพูดกับคนๆเดียวที่ชื่อว่ารามิล
“พี่ไทป์.....ฮั่นแน่ะ!นั่งอมยิ้มอะไร?”
“เปล่า แค่คิดอะไรเพลินๆ” ไทป์ปฏิเสธก่อนระบายรอยยิ้มส่งให้
“เรื่องมิลอ่ะดิ”
“ก็นะ ....อย่ามารู้ทัน” หัวเราะเบาๆในลำคอ ในขณะที่เด็กหนุ่มนั่งเทาคางมองหน้าแล้วส่งยิ้มให้
“จริงๆเฟรชว่าพี่ไทป์นี่หล่อนะ หล่อระดับดาราเลยด้วย ทำไมถึงไม่เข้าวงการล่ะ?” ใบหน้าสวยเอียงคอถาม
“ไม่อ่ะ.....ไม่ชอบ”
จริงๆเค้าอยากจะต่อคำพูดไปด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะพ่อของเค้าทำงานโฆษณามาตลอดก็เลยเบื่อสายงานนี้ แต่ไทป์กลับชะงักปากเอาไว้ เค้ารู้สึกว่าตัวเค้าไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องของตัวเองไปพูดอะไรให้มากความหากมันยังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น กระทั่งกับเฟรช เด็กที่เค้ารู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษคนนี้ก็ตามที
“ว่าแต่ เฟรชหิวข้าวมั้ย? กินอะไรมารึยัง?”
“พี่ไทป์ไม่กินกาแฟแล้วเหรอครับ?”
“นี่มันชืดหมดแล้วอ่ะ นี่ไง....เย็นเฉียบ” ใช้มือแตะเข้าที่ข้างถ้วยแก้วเพื่อโชว์ให้เห็นว่าไอ้เจ้ากาแฟร้อนตรงหน้าที่พร่องไปเพียงครึ่งแก้วนั้นกลายเป็นกาแฟเย็นไปแล้วจริงๆ “ไปหาข้าวกินกันมั้ย?”
“เลี้ยง?” เลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“อือ” ไทป์พยักหน้าตอบ ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วคว้าบิลบนโต๊ะเดินออกไปที่ด้านหน้าเคาท์เตอร์เพื่อชำระเงินโดยมีเด็กหนุ่มหน้าสวยเดินตามมาติดๆ
“ใจดีจัง” คนเดินตามหลังเร่งฝีเท้ามาใกล้แล้วชะโงกหน้ายิ้มใส่อย่างเจ้าเล่ห์ ทำเอาชายหนุ่มหัวเราะชอบใจในความแก่นทะเล้นของอีกฝ่าย
“ที่เลี้ยงก็เพราะมีเรื่องจะให้ช่วยหรอกน่า!”
######
“กลับมาแล้วครับ!”
ทันทีที่ไขประตูเปิดออกก็ส่งเสียงดังทันที ทั้งที่ไฟยังเปิดสว่างโร่แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนที่น่าจะยังอยู่ภายใน จะ3ทุ่มครึ่งแล้วเหรอ? ก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง ทั้งๆที่อุตส่าห์วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาแท้ๆแต่....พี่ยูคงออกไปกับเพื่อนแล้วสินะ
.....งานเลี้ยงสังสรรค์? งานสังคมของพวกคนในวงการ? หรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานนายแบบที่พี่ยูทำอยู่?
“ช่างมันเถอะ! เราไม่เคยรู้อะไรอยู่แล้วนี่” หัวเราะกลบเกลื่อนในกับความว่างเปล่าที่กำลังกัดกินพื้นที่ในใจ
เฟรชค่อยๆถอดรองเท้าแล้วจับมันยัดเข้าไว้ในตู้อย่างเรียบร้อย ก่อนที่จะสาวเท้าเข้าไปยังด้านในของตัวบ้าน ใบหน้าสวยก้มลงมองเท้าของตัวเองที่เยื้องย่างอย่างเชื่องช้าไปในแต่ละก้าว ถึงมันจะไร้สาระแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำ ดีเสียอีก กับเด็กขี้เหงาอย่างเค้า ดับอารมณ์มืดมนแบบนี้ลงไปด้วยการหาอะไรเล่นฆ่าเวลาแบบนี้แหละดีแล้ว
“ทำอะไรอยู่ กลับมาแล้วทำไมไม่รีบไปอาบน้ำอาบท่า?”
“เห๋??”(O_O) จะว่าตาค้างก็ใช่ ใบหน้าหวานหันไปปะทะกับร่างของชายหนุ่มที่นั่งเอนตัวพิงอยู่บนโซฟาแล้วเบิกตากว้างด้วยความสงสัย
“อะไรเฟรช? อย่ามาทำหน้าเหมือนกบใส่พี่นะ” พูดจบก็ดันตัวลุกขึ้นแล้วเดินมาใกล้ ยื่นมือสัมผัสปลายเส้นผมที่ยาวเคลียร์บ่าของอีกฝ่ายอย่างเบามือแล้วเอ่ยถาม
“ข้างนอกฝนตกเหรอ?”
“เอ่อ......” ตึกตัก เฟรชได้ยินเสียงของตัวเองใจเต้น แต่จะปล่อยให้มันแสดงตัวออกไปไม่ได้เด็ดขาด เด็กหนุ่มกลั้นหายใจในแบบที่ตัวเองคิดว่านั่นคือการข่มใจ แล้วค่อยสูดลมหายใจยาวลึกๆก่อนสบตา จ้องหน้า ระบายรอยยิ้มแล้วตอบคำถาม
“วิ่ง...เอ้ย.....ฝนตกไม่....เอ้ย.....ฝนๆๆ ฝนไม่ตก แต่วิ่งมา โอ้ย!! ภาษาไทยทำไมมันยากจังวะ?” พยายามจะอธิบาย แต่ดูเหมือนว่าลิ้นจะพันกันจนเจ้าตัวเองก็ชักจะหงุดหงิด
“งั้นก็พูดภาษาญี่ปุ่นสิ” ยูหัวเราะ
“พูดได้ซะที่ไหนล่ะ? กลับมาจากอังกฤษ ก็ต้องพูดภาษาอังกฤษสิ”
“อ๊า.....da~me dame dame! อย่าๆๆๆ ไม่เอาเลย ปวดหัว ไม่ต้องมาพูดฟุตฟิตใส่พี่เลยนะ แค่ที่เรียนอยู่ก็โง่จะตายอยู่แล้ว ขืนต้องมานั่งฟังนายพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเด็กนอก มีหวังสมองถูกข่มขืนตายพอดี” ยูโวยวายก่อนเดินหายเข้าไปในครัวหน้าตายเฉย
“ข่มขืน.....?” ดูเหมือนเฟรชยังคงไม่เข้าใจศัพท์แสงวัยรุ่นของพี่ชายตัวเองซักเท่าไหร่ แอบคิดแว่บหนึ่งถึงความหมายตรงๆของคำๆนั้น ....เอ่อ.....ข่มขืนที่ว่านี่.....แบบว่า.....ข่มขืนใครเหรอ?
วูบหนึ่งในหัวมีภาพพี่ยูตอนถอดเสื้อ แล้วก็นอนอยู่บนโซฟาตัวข้างขาที่ตัวเองยืนอยู่
.....จ๊าก!!.....ว๊าก!.....หน้าแดงมั้ย? แดงแล้ว.....ตายๆๆๆ หน้าแดงแน่ๆ (>_<)....กระวนกระวายวิ่งหากระจกส่องหน้าตัวเอง โชคดีที่ตู้โชว์สะท้อนให้เห็นว่าสีหน้าของเค้ายังคงปกติดี
“เฮ้อ! ค่อยโล่งอก” ริจะกระทำการใหญ่ซะแล้วเจาเฟรชเอ๋ย ตัวก็เท่าลูกเขียด จะไปจับเค้ากด.....เหอๆๆ คิดอะไรเนี่ยเรา?
“อะไรเฟรช? ถอนหายใจซะดัง” เด็กหนุ่มรีบส่ายหน้าปฏิเสธคำถาม ยูส่งเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วเดินกลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำเย็นในมือที่ส่งยื่นให้ “วิ่งมาใช่มั้ย? เหงื่อซกเชียว”
“ขอบคุณครับ” ก้มหน้าแอบยิ้มก่อนยกแก้มน้ำเย็นชื่นใจขึ้นดื่ม ....ทำไมนะ? กะอีแค่น้ำแก้วเดียว แต่พอดื่มเข้าไปไอ้ที่เหนื่อยหอบแทบตายดันหายเป็รปลิดทิ้งเสียได้ ....คิดแล้วก็เขินตัวเองแฮะ ว่าแต่....
“แล้วพี่ยู? นัดกับเพื่อนล่ะ?”
“ไม่ไปแล้ว”
“ทำไมอ่ะครับ?”
“โดนเบี้ยวนัดน่ะ” คำตอบนั้นทำเอาหัวใจพองโต ก็รู้ทั้งรู้ล่ะนะว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่สำหรับเค้าแล้ว เฟรชบอกตัวเองว่านาทีนี้เค้าช่างโชคดีเหลือเกิน
....ขอบคุณครับพระเจ้า ขอบคุณที่ทำให้พี่ยูโดนเบี้ยวนัด เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ต้องนอนในบ้านตอนกลางคืนคนเดียว ที่สำคัญ อย่างน้อยก่อนนอนผมก็จะได้นั่งมองหน้าเค้าให้นานอีกซักนิด ....ขอบคุณครับ ....ขอบคุณจริงๆ
To Be Continue…..