NOVEL : รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่:22]
posted on 11 Feb 2008 00:43 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 22
“ทำไมเมื่อวานถึงไม่มาล่ะ พวกชั้นรอแกตั้งนานยู จู่ๆทำไมถึงได้ปุบปับมีธุระกระทันหัน หืม?” บทสนทนาแรกของช่วงสายเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เวลาเหมาะเจาะพอให้จับกลุ่มคุยกันได้ระหว่างเปลี่ยนห้องเลคเชอร์รวม ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าและผิวพรรณบ่งบอกถึงเชื้อสายอาทิตย์อุทัยที่มีอยู่ครึ่งหนึ่งทางพันธุกรรมหันมาส่งยิ้มตาหยีให้แล้วไม่ตอบคำถาม ทางทางเหมือนจงใจจะยียวนให้คนรอฟังฉุนกึกเสียแต่หัววัน
“ไอ้ยู แก.....จะปิดบังชั้นช่ายมะ?” หญิงสาวจ้องเขม็ง มองค้อนประหลับประเหลือกให้ก่อนกัดฟันส่งเสียงแหลมขึ้นอาฆาตอย่างทีเล่นทีจริง
“อูย....น่ากลัวจังคุณแม่” ยูทำหน้าทะเล้นตอบแล้วคว้าเอาหนังสือประจำวิชาหลักที่ต้องใช้ในการทำรายงานกลุ่มมาจากมืออีกฝ่ายมาถือไว้ หนังสือเล่มเดียวแต่ก็หนาและหนักพอดู เดินไปอีกตั้งไกลกว่าจะถึงห้องเลคเชอร์ ดังนั้นในสายตาของเค้า ผู้ชายก็ควรจะมีน้ำใจเพื่อผู้หญิงบ้าง แม้จะเป็นเพื่อนกันก็เถอะ มารยาทที่ถูกสอนมา สำหรับผู้ชายอย่างยู มันไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย
“อย่ามาทำตัวเป็นเจเทิ่ลแมน ท่าทางอย่างนี้ไปทำกับน้องมิลคนเดียวโน่นไป”
“เชอร์รี่” แทบตะปบมือปิดปากเอาไว้ไม่ทัน ชายหนุ่มส่งสายตาดุเป็นเชิงห้ามปราม
“เธอจะบ้าเหรอ? ขืนเพื่อนน้องอยู่แถวนี้ เราได้แห้วแน่”
“อ๋อ! คือพี่ยูมีแผน?”
“เอาน่า! ว่าแต่ วันนี้ทำไมถึงดูอารมณ์ดีแต่เช้า เห็นปกติมาเรียนเช้าทีไรแฮงค์เพราะหัวราน้ำโต้รุ่งทุกทีไม่ใช่เหรอ?” เริ่มเปลี่ยนตัวเองไปเป็นฝ่ายถามบ้าง
“เปล่านะยะ ฉันไม่ได้เป็นพวกลำยอง เมาหัวราน้ำอย่างที่แกบอกเสียหน่อย อย่ามาเม้าท์” หญิงสาวปฏิเสธ
“อ๋อเหรอ? ได้ข่าวว่าคราวที่แล้วคนที่ทำรถเราเลอะก็เชอร์รี่ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าไง?”
“กรูเลิกแล้ว! ไอ้ยู เมิงอย่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดต่อหน้าธารกำนัน ขอร้อง ภาพสาวงามของกรูเสียหมด”
“แล้วไง เมื่อคืนกลับตีอะไรครับ คุณผู้หญิง?” พูดพลางหัวเราะขำ ในใจของเค้าคาดเดาคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว สำหรับเพื่อนคนนี้ สาวเปรี้ยวที่หลังจากอกหักรักคุดจากหนุ่มรุ่นน้อง เชื่อขนมได้เลยว่าเจ้าหล่อนคงจะคลำทางกลับบ้านไม่ถูกแน่ถ้าหากเข็มนาฬิกาไม่บอกเวลาย่ำสู่เช้าวันใหม่
“ไม่ใช่อย่างที่แกคิดแล้วกัน ฉันกลับมาตั้งแต่ 5 ทุ่มแล้วย่ะ”
“ฟ้าถล่ม? เชอร์รี่ นี่เธอไปกินเหล่าหรือไปหาที่กลับรถแถวรัชดาเหรอ? ฝนก็ไม่ตกนี่หว่า ทำไมกลับเร็วนัก” คนถามเบิกตาโต ชักสีหน้าสนอกสนใจในคำตอบของอีกฝ่าย
“จะเลิกเที่ยวซักระยะ อยากกลับมาสวยเด้ง เป็นสาวสุขภาพดี” เชอร์รี่ตอบ
“โกหก.....แน่ๆ”
“ไม่ได้โกหก ....แบบว่ากำลังจะกลับมามีความรัก” คำพูดตะกุกตะกักเพราะเจ้าตัวกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ “ก็นะ เลยขอสวยหน่อย”
ยูอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ ท่าทางของเพื่อนสนิทที่มักจะทำตัวไม่ไร้เดียงสาต่อโลกอย่างเชอร์รี่นั้น ในเวลาที่ไม่สามารถเก็บกลั้นอาการดีอกดีใจได้ก็ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน “จริงดิ? ใครวะหนุ่มโชคร้ายในชั่วข้ามคืนคนนั้น?”
“อีบ้า! เค้าไม่เรียกว่าโชคร้าย เค้าเรียกว่าโชคดีเว้ย”
“แล้วใคร?”
“จะกลับไปหาไทป์” หญิงสาวกระซิบตอบ
“ห๋า!!!?”
“ตกใจเหรอ?” ยังคงถามด้วยสีหน้าร่าเริงในขณะที่อีกฝ่ายนั้นอารมณ์หม่นลงในทันตา สีหน้าของยูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน รอยยิ้มตรงหน้าไม่มีแม้เศษเสี้ยวของเมื่อครู่ และเมื่อรู้สึกตัว เชอร์รี่ก็ได้แต่นิ่ง เธอคิดในใจว่าชื่อของไทป์คงจะทำให้ชายหนุ่มโกรธ ที่ผ่านมา เพราะยูคอยเป็นห่วงเรื่องของเธอกับไทป์อยู่เสมอ จนกระทั่งวันที่เลิกกัน ยูก็คือคนที่อยู่เคียงข้าง ดังนั้น.....
“เชอร์รี่ขอโทษ” หญิงสาวรู้สึกผิด ในขณะที่ชายหนุ่มเอาแต่ยืนนิ่งเงียบ อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงห้องเรียน แต่ยูกลับเลือกที่จะชะงักสองเท้านั้นเอาไว้
“หลังจบวิชานี้ เราว่า....เรามีเรื่องต้องคุยกันยาวเลยนะเชอร์รี่”
######
จริงๆเค้าไม่คิดจะบอก ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะปล่อยเลยตามเลย แล้วให้อีกฝ่ายไปตามรู้เรื่องรู้ราวเอาเอง จากนั้นแน่นอนละว่าถ้าเป็นนิสัยของเจ้าตัวยุ่งนั่นแล้ว หลังจากนั้นหน้าที่ของเค้าก็คงจะเป็นการนั่งมองใบหน้าใสๆนั้นนั่งอมลมแก้มป่อง งอนไปงอนมาไม่เป็นท่าอยู่แน่ๆ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่ยังมั่นใจว่าเค้าคือคนๆเดียวที่น่าจะมีสิทธิ์ครอบครองหัวใจดวงเล็กๆดวงนั้น เรื่องที่พูดมามันคือเรื่องสนุกที่มักจะเอาไว้ลองใจ หรือแกล้งหยอกล้ออีกฝ่ายไปเพื่อฆ่าเวลาเล่น ทว่าในตอนนี้ ....
“เพราะเป็นแฟนกันแล้ว มีอะไรก็ควรจะบอกทุกอย่างสินะ” ไทป์คิดอย่างนั้น ....
‘แฟน’….เป็นครั้งแรกที่เค้าคิดทึกทักเอาคำนี้มาเชื่อมกับนิสัยสุภาพบุรุษของตน บางครั้งคนเราเมื่ออยู่ในสถานะที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เวลาที่คิดจะทำอะไรเพื่ออีกฝ่าย ในใจมันก็รู้สึกอุ่นๆขึ้นมาเหมือนกันนะ ....แม้จะยังไม่รู้ว่าเค้าคือตัวจริงของอีกฝ่ายแน่แท้หรือเปล่า แต่ไทป์ก็บอกตัวเองให้มีความมั่นใจขึ้นมาอีกนิดว่า อย่างน้อยตอนนี้ เค้ากับรามิลก็ตกลงคบกันแล้ว และ....แน่นอนว่าพวกเค้าไม่ใช่แค่เพื่อนสมัยเด็ก แต่มันคือคำว่า ‘คนรัก’ แบบนั้นต่างหาก
ดังนั้น ....จะบอกกับมิลว่าเมื่อวานนี้เค้าเจอกับพี่เชอร์รี่ จะบอกว่าพูดคุยอะไรกันบ้าง กระทั่งเรื่องที่พี่เชอร์รี่กลับมาขอคบ ก็จะบอกเหมือนกัน ....
“เหมือนกับการขออนุญาตเวลาจะนอกใจเลยแฮะ” พูดกับตัวเองพลางนึกขำ ชายหนุ่มระบายรอยยิ้มน้อยๆขณะก้มหน้าก้มตาลงมองตำราเรียนเบื้องหน้าโดยที่ใจไม่ได้จดจ่อไปตามคำสอนของอาจารย์เลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดของเค้าตอนนี้ ในสมองมีแต่เรื่องราวน่ารักๆในแบบของคนมีความรัก....แค่คิดก็จั๊กจี้อยู่คนเดียวในใจ
“คณะทัต! เดี๋ยวช่วยไปหยิบเอาของที่ต้องใช้ตามที่อาจารย์บอกมาจากห้องอุปกรณ์ด้วยนะ”
“ครับ??” ชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นเงยหน้ามองยังต้นเสียง อาจารย์ของเค้ายังคงยิ้มและพยักหน้าให้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเมื่อกี้เค้ากำลังเหม่อลอย....การสร้างภาพเอาไว้แต่เนิ่นๆนี่มันยังผลระยะยาวได้ดีอย่างนี้นี่เอง
“ตอนนี้เลยนะ จะได้เอามาใช้กันได้ต่อจากเมื่อกี๊เลย” อาจารย์บอกสั้นๆก่อนหันไปสนใจกับเครื่องฉายสไลด์ที่เตรียมเอาไว้แทน
“ได้ครับ” ไทป์ตบปากรับคำเสียงเข้ม ก่อนหันไปกระซิบกับเพื่อนโต๊ะข้างๆ ....ค่อยๆคลี่รอยยิ้มหวานแล้วโน้มตัวลงกระซิบกระซาบ
“ไอ้วิน เมื่อกี๊ ’จารย์สั่งอะไรวะ? กรูไม่รู้เรื่องเลย”
######
“ไม่ตลกเลยนะยู!”
“ก็ไม่ได้จะให้ตลก” ชายหนุ่มตอบเสียงแข็งรับกับประโยคเมื่อครู่ของหญิงสาวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดราให้ แววตาของเค้าจ้องตรงเข้าไปที่นัยตาอีกฝ่าย เชอร์รี่เพ่งมองมันเพื่อมองหาพิรุษของตลกร้ายครั้งนี้ แต่....พลาด เธอหามันไม่เจอ เรื่องที่ยูดพูดทั้งหมด แววตาของชายหนุ่มบ่งบอกว่ามันไม่มีเรื่องโกหกเลยแม้ซักนิด
“ยูกำลังจะบอกว่าไทป์.....คนที่ไทป์ชอบก็คือน้องมิล?”
“ถูก! ....น้องมิล ....รามิล ....มิลคนที่ยูชอบนั่นแหละ” ชายหนุ่มอธิบาย คำตอบมันยิ่งตอบย้ำจนขอบตาของคนฟังร้อนผ่าว หยาดน้ำใสๆค่อยๆรื้อขึ้นเอ่อทำนบ
“ไทป์เป็นเกย์เหรอยู?” คำถามถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นๆ ดวงตาคู่สวยของหล่อนยังคงจ้องเขม็ง ทั้งรอคอยคำตอบยืนยันให้แน่ใจ และสะกัดกั้นเอาไว้ซึ่งความอ่อนแอที่พร้อมจะพังทลายออกมาตรงหน้า
“ไม่รู้ ยูไม่รู้ว่ามันเป็นเกย์หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ทุกอย่างที่เห็นและที่รู้ ไทป์มันชอบมิล แล้วก็....ยูไม่แน่ใจว่ามิล.....”
“ไม่นะ! ไทป์ไม่ใช่ ไม่ใช่แน่ๆ ไทป์ไม่ได้เป็นเกย์ มัน.....มันต้องมีอะไรผิดพลาดสิ ยู มันต้อง......” หญิงสาวสะอื้นฮัก น้ำตาไหลระลงสองแก้ม เธอสะกดมันเอาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว นี่เป็นครังที่สอง.....ครั้งที่สองที่ร้องไห้เรื่องผู้ชายอีกคน ต่อหน้าคนอีกคน และที่มากกว่านั้น มันเป็นเรื่องของคนๆเดิม และคนที่รับฟังก็ยังเป็นคนๆเดิม
เจ็บปวดเหลือเกิน....เชอร์รี่กุมมือที่อกของเธอ ทั้งๆที่รอยยิ้มนั้นเหมือนจะบอกให้เธอยังพอมีหวัง ชายหนุ่มยังคงเหมอืนเดิม ไทป์ที่ได้พบโดยบังเอิญเมื่อวานส่งยิ้มให้ เชื้อเชิญให้เธอนั่งข้างๆ พยายามพูดคุย และทุกอย่างเป็นภาพที่ช่างน่าประทับใจ จนสุดท้ายผู้หญิงโง่ๆย่างเธอก็บ้าพอที่จะทึกทักไปเองว่าอีกฝ่ายยังมีใจ
“ทำไมคนที่ได้รับความรักจะต้องเป็นน้องมิลด้วย? ทุกๆครั้ง ทำไมต้องเป็นเด็กคนนั้น?” เชอร์รี่เอ่ยถาม เธอไม่หวังจะได้คำตอบอะไร แต่สมองตอนนี้เกินกว่าจะเก็บงำความรู้สึกเบื้องลึกเอาไว้ในใจเพียงคนเดียวได้ ก่อนหน้านี้แม้ยูจะไม่รู้ตัว แต่สำหรับเชอร์รี่ ยูคือผู้ชายที่เธอเคยรัก กระทั่งตอนนี้ถ้ามีความเป็นไปได้ก็ยังอยากที่จะรัก ดังนั้นในตอนที่ถูกชายหนุ่มปฏิเสธด้วยเหตุผลของรสนิยมความชอบส่วนตัวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้น
แม้จะเจ็บแต่เธอก็สัญญากับตัวเองว่าจะอดทน เชอร์รี่ขอแค่อยู่ข้างๆยูต่อไป เป็นแค่เพื่อนก็ได้ เพราอย่างน้อยเธอก็ได้อยู่ใกล้ๆกับเค้า กระทั่งวันหนึ่งเมื่อยูเดินกลับมา จับมือเธอแล้วส่งยิ้มให้พร้อมกับบอกว่าเค้าเองมีคนในดวงใจ เชอร์รี่แอบเจ็บอยู่ลึกๆแต่ก็พร้อมจะส่งยิ้มตอบและร่วมแสดงความยินดีจากก้นบึ้งหัวใจ
....คนที่ยูของเธอรักเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาน่าเอ็นดู หนำซ้ำนิสัยก็ยังน่ารักน่าใคร่อย่างที่ไม่มีข้อติติงใดๆให้คัดค้าน เชอร์รี่ยอมรับว่ารุ่นน้องของเธอคนนั้นเป็นเด็กที่มีเสน่ห์ทั้งต่อเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน หลายครั้งที่เธอได้อยู่ใกล้ๆ เชอร์รี่ยังบอกตัวเองว่าเธอรู้สึกรักและเอ็นดูเด็กคนนั้นอยู่ไม่น้อย ทว่านั่นไม่ใช่ความรักในแบบชู้สาว เพราะเมื่อวันหนึ่งเธอเดินมาพบกับชายหนุ่มอีกคนที่เธอคิดว่าใช่ และเค้าคือส่วนที่จะเข้ามาเติมเต็มให้กับชีวิตจองเธอ เชอร์รี่คิดเสมอว่าถึงแม้ในทีแรกไทป์จะเป็นเพียงตัวแทนของยู เป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีที่คบไว้แล้วมีแต่คนคอยอิจฉา แต่เอ่ได้เข้าใกล้ สุดท้ายหัวใจของเธอก็ถูกพันธนาการเอาไว้โดยที่ไม่อาจต้านทานได้
เธอรักรอยยิ้มนั้น รักน้ำเสียงที่อ่อนโยน และความเย็นชาของผู้ชายคนนั้น ....ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอไม่ได้มองแค่ว่าไทป์คือคนที่เธอเพียงอยากจะเดินควงเล่นๆ ....เธออยากได้ผู้ชายคนนั้น อยากให้เค้ามายืนอยู่เคียงข้าง แม้จะไม่ใส่ใจเธอตลอดเวลาอย่างในตอนแรกๆ แม้จะมีบ้างที่ทำเหมือนเธอไร้ตัวตน แต่ทุกครั้งที่ชายหนุ่มส่งยิ้มมา ทุกอย่งที่เคยขุ่นข้องหมองใจก็สลายหายไปในชั่วพริบตา
เธอรู้สึกอิ่มเอมกับรอยยิ้มนั้น และอยากจะได้สิทธิ์ในการครอบครองเอาไว้ ทว่า......
“แล้วทำไมยูไม่แย่งน้องมิลไปจากไทป์ล่ะ? ทำไมยูไม่ทำแบบนั้น?” ....ไทป์จะได้ไม่มีใคร ไทป์จะได้กลับมาหาเชอร์รี่ ....ถ้อยคำในความคิดนั้นยิ่งฟังดูอ่อนแอ หยิงสาวยกมือขึ้นปิดปากลั้นเสียงสะอื้นไว้ในลำคอในขณะที่ยูได้แต่วางมือลงบนบ่าบางๆนั้นอย่างเบามือเพื่อเป็นการปลอบโยน
“ยูชอบเค้าก็จริง แต่เค้าก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะรักใคร” ชายหนุ่มตอบ
“งั้นถ้าเชอรืรี่ทำให้น้องมิลมาหายูได้ ยูจะดีใจมั้ย?”
“.......” เงียบ ชายหนุ่มไม่มีคำตอบ เค้าก้มหน้านิ่งคล้ายกับทบทวนบางอย่างในใจ
“เชอร์รี่ไม่ได้พูดเล่น เชอร์รี่จะทำจริงๆ จะทำให้น้องมิลหันมาชอบยู แล้วยูก็ต้องแยกน้องมิลออกไป ไปให้ไกลๆไทป์ ให้ไทป์ผิดหวัง ให้ไทป์ไม่เหลือใคร....ให้ไทป์.....ให้เค้ามองมาที่เชอร์รี่อีกครั้ง”
“แต่เชอร์รี่กำลังจะบินไปเรียนต่อเดือนหน้าแล้วนะ” ชายหนุ่มแย้งขึ้นมา เหตุและผลทำเอาหญิงสาวต้องหยุดคิด เวลามันกระชั้นชิดอย่างไม่น่าเชื่อ แต่....เธอจะทำอย่างไร จะถอยห่างออกมาและยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ที่ต้องสูญเสียอีกเป็นครั้งที่สองอย่างงั้นเหรอ
ไม่มีทาง!
เชอร์รี่บอกตัวเองว่าเธอจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับผู้ชายที่เธอเลือกอีกเป็นครั้งที่สอง เธอไม่อยากเล่นบทนางเอก ไม่อยากหวังเพียงแค่อยู่ใกล้ๆ แต่เธอต้องการที่จะมีใครซักคน ใครก็ได้ที่รักเธอบ้าง....ไม่ใช่ให้แต่เธอเป็นฝ่ายรัก
“ชั้นจะเดิมพันมันทั้งหมด ถ้าชั้นได้เค้ากลับคืนมา ไม่ว่าอะไรชั้นก็จะทำ”
######
“น้องมิล ว่างหรือเปล่าคะ?”
“อ้าว! พี่เชอร์รี่” คนถูกเรียกทักจากด้านหลังในตอนแรกมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อหันไปพบกับหญิงสาวเจ้าของชื่อ มันน่าแปลกที่จู่ๆรุ่นพี่ซึ่งเป็นอดีตแฟนเก่าของเพื่อนสนิทแวะเวียนมาหาเค้า ....เพื่อนสนิทงั้นเหรอ?....ไม่สิ!แม้จะเป็นเรื่องที่รู้กันแค่สามคนระหว่างตัวเค้า ไทป์ และเพ่ยเพ่ย แต่ในตอนนี้ สำหรับความสัมพันธ์ของรามิลและคนๆนั้น คงจะเรียกว่าเพื่อนสนิทไม่ได้แล้วสินะ
มันเหมือนในละครเลยแฮะ แฟนเก่ามาปะทะกับแฟนคนปัจจุบัน .....รามิลแอบคิดอย่างนั้นในใจ หนำซ้ำยังแอบลอบดีใจแทนนายไทป์อีกด้วยที่หมอนั่นไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่อย่างงั้นสถานะการณ์มันคงจะกลายเป็นรถไฟที่แอบชนกันอยู่เงียบๆในใจของตัวต้นเหตุอย่างนายนั่นเป็นแน่
“มีอะไรรึเปล่าครับ?” เด็กหนุ่มรุ่นน้องส่งยิ้มสดใสให้แล้วเอ่ยถาม
“ว่างมั้ย? พี่มีเรื่องอยากปรึกษาเรา อย่างน้อยก็....ก่อนพี่จะไปเรียนต่อ อยากคุยกันซักหน่อยน่ะจ่ะ” เธออธิบายแล้วส่งยิ้มหวานกลับมาให้ เป็นรอยยิ้มที่หยาดเยิ้มจับใจ ลึกๆแล้วแม้จะชอบรอยยิ้มของนายไทป์ แต่รามิลก็ยังเป็นผู้ชายปกติที่ชื่นชอในของสวยๆงามๆอย่างพี่เชอร์รี่อยู่ดีนั่นแหละ ว่าแต่....อะไรนะ? เมื่อกี๊พี่เชอร์รี่บอกว่า.....
“จะไปเรียนต่อ? อะไรกันครับ ไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องเลย” ดวงตาคู่ใสเบิกกว้างแล้วเอ่ยถามอย่างใจคิด หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำเล็กน้อย รอยยิ้มของเธอหม่นเศร้าลงให้เห็นกับตา
“ไม่ได้อยากไปหรอกนะ แต่ที่บ้านเค้าตัดสินใจกระทันหันน่ะ”
“แย่จังนะครับ” ได้แต่ตอบอย่างนั้น ถึงจะไม่ใช่คนที่สนิทสนมกันแต่การแยกจากอย่างปุบปับโดยที่จะไม่ได้เห็นหน้ากันเปนระยะนานๆก็ทำให้รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย
“ไปนานรึเปล่าครับ?”
“จนจบมหาวิทยาลัยเลยจ่ะ....แย่เนอะ” เชอร์รี่ตอบ “ว่าแต่ เราว่างไปนั่งคุยกับพี่ซักชั่วโมงมั้ย?”
“ตอนนี้....เหรอครับ?”
“ถ้าไม่ได้ เอาซักเย็นๆหน่อยก็ได้ แล้วแต่น้องมิลดีกว่า” หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่ระบายบนใบหน้าอย่างเปี่ยมความหวัง คำพูดที่ดูมีมารยาทแบบนี้มันทำให้รามิลรู้สึกขัดแย้งในใจ ปกติพี่เชอร์รี่ไม่ใช่ผู้หญิงสวยใสไร้มารยา หรือจะมานั่งเกรงอกเกรงใจใครต่อใครอย่างที่เห็น แต่ว่าวันนี้ บรรยากาศมันบอกถึงความเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างบอกไม่ถูก ....มันดีแล้วเหรอที่จะไว้ใจ? เด็กหนุ่มนึกถามตัวเองย้ำอีกครั้ง
ไม่พ้นเรื่องของนายไทป์แน่ๆ.....ความคิดวูบหนึ่งแว่บเข้ามา แล้วแน่นอน เด็กหนุ่มตัดสินใจเอาแล้วว่านั่นคือความคิดที่มีความน่าจะเป็นอยู่สูงที่สุด
ถ้าอยากรู้ก็ต้องเดินเข้าไปล้วงความลับมาด้วยตัวเองสินะ แต่ว่าครั้งนี้ถ้าเดินไม่ดีอาจจะไปติดกับและกลายเป็นการล้วงคองูเห่าเข้าก็ได้ แต่....จะกลัวอะไร ในเมื่อตัวเค้าไม่เคยก้าวช้ากว่าใครอยู่แล้วนี่ ถ้าไม่ใช่ไอ้บ้าไทป์ที่มีเหลี่ยมรอบด้านโกหกกันมาได้นานเป็นปีๆละก็ อย่าหวังเลยว่าจะมีใครตบตารามิลคนนี้ได้(ยังแอบแค้น)
ดังนั้น....
“ไปตอนนี้เลยก็ได้ครับ ไหนๆพี่เชอร์รี่ก็มาหาทั้งที มิลไม่ไปไม่ได้หรอก....เนอะ” ฉีกยิ้มอย่างสดใสใส่อีกฝ่ายแล้วหันไปจัดแจงฝากฝังช็อตโน้ตถึงคุณคู่หมั้นสุดที่รักอย่างเพ่ยเพ่ยเอาไว้กับเพื่อนร่วมโต๊ะ โน้ตสั้นๆ กระซิบจากปากที่บอกเอาไว้ว่า ....
“มิลจะไปสะสางเรื่องของ ‘สุดที่รัก’ซักหน่อย ไว้ตอนบ่ายจะกลับมาเข้าเรียนนะ”
ว่าแล้วก็หันไปพยักหน้าให้กับรุ่นพี่สาวที่ยืนยิ้มรับรอคอยเค้าอยู่ ทั้งสองคนเดินออกไปเพื่อหาร้านแถวหน้ามหาวิทยาลัยที่มีมุมสงบๆเพื่อนั่งคุยกันแบบสองต่อสอง....
ฮึ่ม! อยากรู้นักเชียวว่า ‘คุณสุดที่รัก’ มันไปสร้างบ่วงแหอะไรเอาไว้อีก.....ฮึ่ย!!!
To Be Continue…..