NOVEL : รักสุดใจ ....นายตัวร้าย [ตอนที่:23]
posted on 11 Feb 2008 00:44 by dittri
::Start ::
รักสุดใจ ....นายตัวร้าย
ตอนที่ : 23
“ขอยาคูลท์ปั่นใส่ปีโป้ครับ.....แล้ว พี่เชอร์รี่ล่ะครับสั่งอะไรดี?”
“น้ำกีวี่ปั่นค่ะ”
เสร็จสรรพพนักงานของร้านค็อฟฟี่ช็อปเล็กๆหนึ่งในร้านรวงมากมายที่เรียงรายอยู่หน้ามหาวิทยาลัยที่พวกเค้าเลือกใช้เป็นที่นั่งสนทนาก็พยักหน้ารับคำและจัดแจงเดินไปจัดการเขียนบิลเอง เตรียมของเอง และลงมือปั่นเครื่องดื่มด้วยตัวเองให้ทั้งสองหนุ่มสาวตามคำบัญชา
เชอร์รี่มองตามหลังพนักงานสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ พลางคิดอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายว่าในใจตอนนี้แม่คนนั้นคงกำลังอิจฉาตนอยู่เป็นแน่ ก็แหงสิ.....คู่ที่เข้ามานั่งในร้านแล้วหน้าตาดีระดับดาว-เดือนมหาลัยทั้งคู่อย่างหล่อนและรามิลใช่ว่าจะมีแวะเวียนมาให้อิจฉาเล่นได้ง่ายๆ จะว่าไป....เหลือบสายตาพลิกกลับมามองคนตรงหน้า หนุ่มน้อยหน้าใสก็ระบายรอยยิ้มหวานๆให้เสียอย่างงั้น
‘เด็กคนนี้เป็นเด็กที่น่ารักจนปฏิเสธไม่ได้จริงๆนั่นแหละ’ แอบจิกขาตัวเองเพื่อเรียกสมาธิกลับมา ไม่ได้เชอร์รี่ งานนี้เธอมาเพื่อชนะ แล้วนั่นก็คือคู่แข่งตัวฉกาจ ที่สำคัญไอ้แผนร้ายนั่นก็คิดเอาไว้แล้วด้วย ถ้าหากไม่เดินหน้าต่อไป.................
ไทป์ก็คงจะไม่มีวันกลับมา!!
“ตกลงพี่เชอร์รี่มีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ?” เสียงของหนุ่มน้อยถามแทรกเข้ามากลางมโนภาพแห่งความคิดที่ค่อนข้างจะลังเลสับสน และนั่นเอง ประโยคสุดท้ายที่ก้องอยู่ในใจ และใบหน้าอันหล่อเหลาของใครอีกคนที่เป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวของเธอ ทุกอย่างกลายเป็นคำตอบของการตัดสินใจครั้งนี้
“พี่.....กำลังจะกลับไปคบกับไทป์” คำพูดประโยคสั้นๆเอ่ยออกมาผ่านริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ โดยที่ไม่ลืมสังเกตพฤติกรรมและสีหน้าของอีกฝ่ายที่รับฟัง เชอร์รี่อยากรู้ว่านาทีนี้ รามิลจะคิดยังไง
“.......” นิ่งไม่ตอบอะไร แต่ในขณะเดียวกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่หญิงสาวคาดหวังเอาไว้ และก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินต่อไป แถ้วทรงสูงใบใสๆสองใบก็ถูกยกมาวางไว้ตรงหน้า
“ยาคูลท์ปั่นกับน้ำกีวี่ค่ะ” เชอร์รี่หันไปพยักหน้าแล้วยิ้มรับให้กับพนักงานที่ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ หล่อนตั้งใจว่าต่อจากนี้จะหันมาพูดเรื่องเดิมต่ออีกครั้งแต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่รามิลสนใจจะไม่ใช่การรับฟังเสียอย่างเดียว
“เดี๋ยวครับ!”เด็กหนุ่มร้องทักพนักงานคนเดิมเสียงแข็ง เจ้าหล่อนหยุดยืนกับที่และหันกลับมามองยังต้นเสียงด้วยความสงสัย ก่อนที่รามิลจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่สู้จะสบอารมณ์นัก “ทำไมของผมไม่เห็นมีปีโป้เลย?”
“มันหมดพอดีอ่ะค่ะ” พนักงานตอบด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจจะรับผิดชอบนัก
“แล้วทำไมไม่บอกก่อนครับ? ไม่คิดบ้างเหรอว่าผมไม่ได้อยากได้แค่ยาคูลท์ปั่นน่ะ” ดูท่าจะกลายเป็นเรื่องไปเสียแล้ว เชอร์รี่คิด นิสัยคุณชายน้อยของเด็กหนุ่มในแบบที่ไม่เคยได้เห็นมันทำให้หญิงสาวรู้สึกทึ่งจนพูดไม่ออก บทจะวีนก็วีนขึ้นมาเสียเฉยๆ กะอีแค่เครื่องดื่มที่สั่งมันไม่ได้อย่างใจนิดหน่อยเนี่ยนะ?
“งั้นจะให้ทำยังไงคะ?” พนักงานคนเดิมเริ่มที่จะหัวเสียกลับมาบ้าง
“แล้วไม่คิดจะขอโทษเลยเหรอ?” รามิลถามกลับ สีหน้าดูเอาเรื่องอย่างสุดๆ
“......” พนักงานของร้านนิ่งเงียบเหมือนข่มอารมณ์ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาแล้วตอบน้ำเสียงกระแทก “ขอโทษค่ะ”
“ก็แค่นั้น” ทำเสียงขึ้นจมูกก่อนจะหันมามองหน้าคู่สนทนาคนเก่าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายระอาใจ “พี่เชอร์รี่ครับ ผมว่าเราไปนั่งคุยกันที่อื่นดีกว่านะ ไม่อยากนั่งที่นี่แล้ว”
“อ่า....จ่ะ.....ก็ได้จ่ะ” อึกอัดตอบเห็นคล้อยตามไปอย่างไม่มีปากไม่มีเสียง เชอร์รี่เป็นฝ่ายรับธนบัตรสีแดงจากมือของเด็กหนุ่มก่อนเดินไปชำระค่าเครื่องดื่มที่ยังไม่ได้แตะปากซักนิดที่เคาท์เตอร์ แล้วจากนั้นทั้งสองคนก็เปลี่ยนย้ายไปนั่งที่ร้านถัดไปอีกสามบล็อกในฝั่งตรงข้ามแทน
######
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงกิริยาทรามๆแบบนั้น แต่อารมณ์ที่มันโมโหจนเดือดพล่านนั้นก็ทำให้เค้าห้ามตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ....รามิล เดินกลับมาที่โต๊ะมาหินตัวประจำหลังตึกคณะที่พวกเค้าและเพื่อนๆในกลุ่มมักจะใช้นั่งพูดคุยเล่นตามประสาอีกครั้ง ทิ้งตัวลงนั่งด้วยสีหน้าสำนึกผิดระคนความสับสนและว้าวุ่นอยู่ในใจ ไม่อยากจะเชื่อว่ากับอีกแค่ประโยคแรกที่พี่เชอร์รี่จงใจจะเอามาใช้หยั่งเชิงเค้าก็สามารถจุดประทุอารมณ์กันได้มากขนาดนั้น
“เกือบจะเสียท่าแล้วมั้ยล่ะ เจ้าโง่เอ๊ย!”ร้องด่าตัวเองอยู่คนเดียว ก่อนจะเปลี่ยนท่านั่งมาเป็นประสานแขนทั้งสองข้างไว้เหนือที่หน้าขา ก้มหน้ามองพื้น และกุมมือเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
พี่เชอร์รี่พยายามที่จะล้วงความลับเรื่องความสัมพันธ์ของเค้าและนายตัวดีนั่นเห็นๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร บางทีอาจจะมากกว่าเพื่อยืนยันสถานะการคบกันของตัวเค้าและนายไทป์ หรือมากกว่านั้นถ้าทำได้ เจ้าหล่อนคงอยากประกาศสงครามอย่างโจ่งแจ้งเพื่อที่จะแย่งชิงชายหนุ่มกลับไป ....นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
“ทำอย่างกับใครเค้าไปแย่งของตัวมา ทั้งๆที่เรามาก่อนแท้ๆ ยัยรุ่นพี่ประสาทเอ๊ย!” สบทคำดังๆ แล้วทิ้งแผ่นหลังพิงเข้ากับขอบโต๊ะ แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีเข้มที่ลอยสูงห่างออกไป เงาทึมๆยอดไม้ใหญ่เหนือศีรษะพาดปกคลุม ทั้งที่อากาสก็แสนจะเย็นสบายอย่างนี้ แต่ทำไมในอกมันถึงได้ทั้งร้อนและอึดอัดนักนะ?
ทบทวนเรื่องเดิมๆซ้ำอีกรอบ หลังจากที่ตัวเองเอาความฉุนกึกทั้งหมดไปลงไว้ที่พนักงานของร้านแรกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจจนทำให้ยังรู้สึกผิดมาถึงตอนนี้ จากนั้นพวกเค้าก็ย้ายร้านไปยังที่ใหม่ เลือกมุมในสุดของร้านที่ใหญ่กว่าเพื่อไว้นั่งเป็นที่สนทนา โดยที่รามิลเองก็พยายามเหลือเกินที่จะปรับสีหน้าของตัวเองให้นิ่งเฉยที่สุด
ทั้งที่ในใจมันทั้งโกรธ ทั้งไม่พอใจอย่างเหลือเกินกับเรื่องราวที่หญิงสาวพยายามจะบอกกับเค้า ....ไทป์นะไทป์ นี่แกจะรู้มั้ยว่าตัวเองทำให้คนอื่นอึดอัดมากแค่ไหน? ....ยิ่งคิดก็ยิ่งมีน้ำโห หงุดหงิดอย่าบอกใคร แต่มันไม่ใช่อะไรหรอก รามิลรู้ตัวดีว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้ สาเหตุของความรู้สึกหนักหนาสาหัสที่แบกเอาไว้นี้มันก็มีเพียงคำตอบเดียวคือ
.... ‘เค้ากำลังหึง’ นั่นเอง
พี่เชอร์รี่บอกว่าเมื่อวันก่อนไทป์นัดเจอกับเธอหลังจากที่รู้ข่าวว่าอีกไม่นานอดีตแฟนสาวจะไปเรียนต่อยังต่างประเทศ หญิงสาวนักเล่าเรื่องพยายามบอกกับเค้าว่าตัวเธอเองไม่รู้เลยจริงๆว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ทั้งที่จู่ๆไทป์ก็มาบอกเลิก แต่ตอนนี้กลับอยากจะขอให้กลับมาคบกันต่อ เชอร์รี่บอกว่าตัวเองสับสน และอยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าแท้ที่จริงแล้วชายหนุ่มไม่ได้มีใครนอกจากเธออย่างที่สารภาพมาจริงๆ ดังนั้นวิธีการสุดท้ายที่จะรู้ควมคิดของนายไทป์ได้ก็คือการมาถามเอาจากปากเพื่อนสนิทนั่นก็คือรามิลคนนี้นั่นแหละ
“เฮ้อ!.....ยัยผู้หญิงบ้องตื้น” คิดพลางส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายในใจ ปากก็ด่าเค้าออกไปแต่จะทำอะไรได้ล่ะ ก็ตัวเองไม่ใช่เหรอที่เผลอไปเดือดตามแรงยุของยัยเชอร์รี่นั่นเสียจนพาลใส่ชาวบ้านซะไม่เป็นท่า โชคดีที่คนสวยไร้สมองคนนั้นดูท่าจะคิดไม่ทันว่าสาเหตุของเรื่องที่เค้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟมันไม่ใช่แค่เรื่องปีโป้ แต่เป็นเรื่องของไอ้คุณ ‘สุดที่รัก’คนนั้นต่าง
ว่าแต่.....แล้วจะทำยังไงต่อไป?
ร้องถามตัวเองอย่างนั้นแต่ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรซักอย่าง สมองมันเหนื่อยๆ ล้าๆขึ้นมาชอบกล ก็รู้ทั้งรู้นั่นแหละนะว่าอย่างไทป์น่ะ หมอนั่นไม่มีทางกลับไปขอคบกับพี่เชอร์รี่อยู่แล้ว เพราะพนันร้อยเอาบาทเดียว ช่วงที่ผ่านมายังไงๆไทป์ก็มีแต่รามิลคนนี้ชัวร์ๆ ที่สำคัญถ้าให้มานั่งพะวักพะวงเรื่องของแฟนเก่าอย่างพี่เชอร์รี่ สู้ไปแอบห่วงเรื่องคนหน้าสวยที่สนิทสนมกลมเกลัยวกับนายไทป์เสียออกนอกหน้าอย่างเจ้าเฟรชนั่นไม่ดีกว่าเหรอ?
แล้วตกลงจะเอายังไงกันดีล่ะรามิล?
คำตอบก็ยังคงไม่เคลียร์อีกนั่นแหละ โอเค สรุปแล้วว่าไทป์คงจะไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อน แต่เรือ่งที่สองคนนั้นเจอกันมันไม่ผิดแน่ เพราจากที่นั่งจับโกหกจากสีหน้าและอารมณ์ในการเล่าเรื่อง เค้ามั่นใจว่าเชอร์รี่เพิ่งไปเจอนายไทป์มาจริงๆ จากนั้นพอคิดได้ก็มีคำถามผุดขึ้นมาเชียวละว่า.....แล้วทำไมไทป์มีอะไรไม่บอกเค้า? เอาอีกแล้ว รู้สึกโกรธขึ้นมาอีกแล้ว .....รามิลยกสองมือขึ้นตบหน้าตัวเองเบาๆเพื่อเรียกสติ
“อย่างนี้ทั้งปี หมอนั่นเอะอะอะไรก็มีความลับทั้งปี” ....น้อยใจ
ใบหน้าหวานที่เคยสดใสหม่นหมองลงอีกครั้ง ก้มหน้ามองพื้น มองร้องเท้าผ้าใบของตัวเอง ใช้ปลายเท้าเขี่ยกองใบไม้ไปมา ....เหม่อลอย ....ความน้อยใจมันทำให้รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมานิดๆที่กลางอก
‘ตอนนี้ถ้าไทป์มานั่งข้างๆ ถ้ามาแก้ตัวอะไรให้เค้าฟัง บางทีมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้’
คิดแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาส่องดู เพิ่งจะบ่าย 3 หมอนั่นยังไม่เลิกเรียนซักหน่อย ขืนโทรไปก็เท่านั้นอีกแหละ ไม่รู้ว่าจะไปอารมณ์เสียใส่เค้าหรือเปล่า? คิดแล้วก็นึกโทษตัวเอง นิสัยจอมเอาแต่ใจอย่างนี้บางทีคุยกับไทป์อาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ เอะอะก็พาล เอะอะก็หาเรื่อง แล้วถ้าไทป์เกิดไม่มีอารมณ์จะตามง้อเหมือนครั้งก่อนๆแล้วล่ะ? ....เฮ้อ! นี่เราเป็นผู้ชายจริงๆหรือเปล่าวะเนี่ย? ทำไมคิดเล็กคิดน้อยจัง ฮึ! รามิล?(=__=”)
เครียด.....เครียด.....เครียด......
ไม่รู้ว่าเครียดเรื่องอะไรนักหนา แต่......เครียดว้อย! เครียด!!
(เออ! เอาเข้าไปหนูมิลเอ๋ย ^__^;)
######
“มิล.....ตกลงจะไม่กินข้าวกินปลา?” เสียงใสๆเอ่ยถามมาเป็นครั้งที่สามแล้ว หลังจากที่เห็นเจ้าตัวดีนั่งหน้าตูมอยู่หน้าจอทีวีโดยไม่ยอมย้ายรากไปที่ไหนมาร่วมสองชั่วโมง ....คิดอะไรของหมอนั่น?....เพ่ยเพ่ยแค่แอบสงสัยแต่ก็ตามนิสัย ถ้าเจ้าตัวไม่เปิดปากก่อน ถามไปมันก็เท่านั้นนั่นแหละ
“เพ่ยเพ่ยกินไปเหอะ มิลไม่หิวอ่ะ อยากดูหนัง” ปากก็ตอบอย่างนั้น แต่เท่าที่ลอบสังเกตการณ์ ไอ้ละครเรื่องนี้เจ้าตัวดีแทบไม่เคยพูดถึงเลยนี่นา ร้อยวันพันปีไม่มีหรอกที่จะมานั่งดูละครก่อนข่าวช่องเจ็ดสีแบบนี้น่ะ ....แปลก....บอกได้คำเดียวว่าวันนี้คุณชายแกมาแปลก
“ทำไม? หง๋อยๆแบบนี้ หรือว่า.....เพราะนายไทป์ไม่โผล่หัวมาหรือไง?” ขอแกล้งแหย่สักหน่อยจะเป็นไร รู้ๆอยู่แล้วว่ายังไงวันนี้กว่าที่นายคณะทัตจะปลีกตัวออกจากงานกลุ่มที่มหาลัยมาได้ก็คงจะดึกโน่นแหละ ช่วยไม่ได้แฮะ ตอนเรียนดันนั่งเหม่อ พออาจารย์ใช้ให้ไปหยิบอุปกรณ์ก็ดันไปหยิบผิดวิชา แบบนี้จะโทษเพื่อนที่มันหมั่นไส้เลยแอบแกล้งเอา หรือจะโทษคนหล่อที่นานๆจะกลายเป็นชายหนุ่มขาดไอโอดีน เอ๋อรับประทานเสียเองดีล่ะ? ....โดนนายวินแกล้งซะเสียเลยไทป์เอ๋ย สุดท้ายก็เลยโดนอาจารย์ใช้ให้นั่งตรวจรายงานเป็นเพื่อนเสียนี่.....แค่ตอนที่โทรมาเล่าให้ฟังก็ขำจนปวดท้องแล้ว ถ้าได้เจอหน้าคงอดที่จะหัวเราะเยาะอีกรอบไม่ได้
“.........”
“มิล?เป็นอะไร?” มัวแต่คิดอะไรสนุกๆเพลินไป ลืมดูอาการลูกชายเลยว่ายังซึมมะลื่อทื่อไม่เลิก เพ่ยเพ่ยเดินอ้อมจากโต๊ะอาหารเข้ามาที่ชุดโซฟาตรงโถงบ้านซึ่งถูกจัดเอาไว้เป็นมุมนั่งเล่นสำหรับดูทีวี ก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอาหลังมืออังหน้าผากอีกฝ่ายแล้ววัดอุณหภูมิดู “ไม่สบายหรือเปล่า?”
“เปล่า แค่เบื่อๆ” เจ้าตัวดีตอบปฏิเสธแล้วถอนหายใจเนือยๆชอบกล ปากก็บอกว่าไม่ แต่ใจนายนี่มัน....น๊า.....จะให้เพ่ยเพ่ยคาดคั้นหรือยังไงเนี่ยเจ้าเด็กน้อย??
“มิลไม่รักเพ่ยเพย่แล้วเหรอ? ดูสิ หลังๆมี่เพ่ยเพ่ยไม่ค่อยได้ออกโรงเลยนะ คนอื่นเค้าจะลืมเพ่ยเพ่ยหมดแล้ว?” ใช้มุกสาวขี้น้อยใจซักหน่อย จะได้ผลมั้ยเนี่ย?
“คนอื่น?.....คนอื่นที่ไหนจะลืมเพ่ยเพ่ย?” มิลหันมาเลิกคิ้วถามสงสัย นั่นสิ.....คนอื่น คนอื่นที่ไหน? ปากมันไปเองอ่ะ มันจะมีคนอื่นที่ไหนล่ะ เพ่ยเพ่ยก็ชักงง(หัวเราะ)
“แล้วตกลงมิลเป็นอะไร? เรื่องพี่เชอร์รี่หรือเปล่า เห็นว่าวันนี้ออกไปกับยัยนั่น”
“ก็นะ” ดูท่าจะตรงจุด เพราะเจ้าตัวดีพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“เกี่ยวกับไทป์ด้วยช่ายมะ?”
“ไปเป็นหมอดูไปเพ่ยเพ่ย”
“อารายเนี่ย?” หญิงสาวระบายยิ้มชอบใจ ชักรู้สึกสนุกขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ
“ก็เห็นแม่นจังนี่ ถามอะไรตรงๆประเด็นทั้งนั้นเลย.....ว่าไง เสาร์นี้ไปปูเสื่อรับดูหมอที่สวนลุมมั้ย?” อีกฝ่ายกระเซ้าแหย่ สีหน้าดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้บ้า!! นี่อย่ามานอกเรื่อง ตกลงเรื่องอะไร มิลกับไทป์มีอะไรกันอีก? อย่าบอกนะว่านี่ทะเลาะกันเพราะยัยพี่เชอร์รี่นั่นอีกแล้ว?”
“โหย....ถามเป็นชุด” คนถูกซักนั่งเกาหัวแกรกๆ ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วฉุดข้อมือของอีกฝ่ายให้ลุกเดินตามไปด้วย “กินข้าวก่อน แล้วเดี๋ยวเล่าให้ฟัง ปะ....”
“ง่ายๆก็คือ ....ในสายตาเพ่ยเพ่ย เพ่ยเพ่ยว่ายัยเชอร์รี่นั่นน่าจะพอรู้แลวล่ะว่ามิลกับไทป์มีซัมติงกัน” เปลี่ยนจากในห้องนั่งเล่นที่รโหฐานกลับเข้ามาสู่พำนักสถานส่วนพระองค์ขององค์ชายน้อยแทน ตอนนี้ เพ่ยเพ่ยลากเก้าอี้ตรงโต๊ะคอมมานั่งข้างๆในขณะที่เจ้าของเตียงนอนเอกเขนกรอให้อาหารในท้องย่อยจนหมดจะได้จัดการขนมหวานที่พี่เลี้ยงทำเอาไว้ให้ต่ออีกระลอก
“ซัมติงบ้าอะไร? เพ่ยเพ่ยพูดเหมือนมิลกับไทป์......” พูดเองเงียงเอง แล้วก็.....ดูเหมือนจะเขินเอง ใบหน้าใสๆระบายซับสีเลือดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “แปลกๆว่ะ”
“ใครกันแน่แปลก?”
“มิลไง มิลว่ามิลแปลกๆ” พูดจบก็หัวเราะขึ้นมาเสียดื้อๆ แบบนี้ เค้าเรียกว่าหัวเราะแก้เขินสินะ
“เออ ก็นั่นแหละ.....เพ่ยเพ่ยว่า สัญชาตญาณของผู้หญิง ยัยเชอร์รี่นั่นต้องรู้แล้วแน่”
“แต่มิลกับไทป์ก็ไม่ได้ทำอะไรออกนอกหน้านี่ จะบ้าเหรอ ใครเค้าจะรู้ว่า.....เอ่อ......ว่าแบบ....”
“ว่าคบกัน?” อึกอักอยู่ได้ เพ่ยเพ่ยไม่ได้ดังใจก็เลยตัดบทพูดแทนให้พ่อคนหน้าบางเสียเลย แหม่!ทีอย่างนี้อ่ะนะ ทำไม่กล้า
“ก็เออ....นั่นแหละๆ ก็แบบนั้นแหละ จะให้พูดทำไมเนี่ย?” อมยิ้มเอาไว้แทบไม่อยู่ คนนอนหมุนไปหมุนมาบนเตียงคว้าหมอนมาปิดหน้าตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพ่ยเพ่ยมองแล้วก็อดที่จะยิ้มขำไม่ได้ ท่าทางของมิลตอนนี้มันทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู ท่าเกิดว่าเธอเป็นนายไทป์แล้วมาเห็นแบบนี้ละก็ พนันได้เลยว่าถ้าไม่แปลงกายเป็นหมาป่าเต็มตัวกระโดดเข้าขย่ำก็คงจะไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริงแล้วละนะ
“ต่อๆ....แล้วถ้าสมมุติว่าพี่เชอร์รี่เค้ารู้แล้ว แล้วประโยชน์อะไรที่จะต้องนัดมิลไปงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเค้าด้วย?”
“นั่นสิ” ลืมเสียสนิทว่ามีเรื่องนี้อยู่ด้วย.... รามิลยกหมอนขึ้นจากหน้าแล้วยันตัวลุกขึ้นทำตาแป๋วใส่ สีหน้าเหมือนลูกแมวขี้สงสัย
“ใช่มั้ย? สรุปคือเป้าหมายหลักมีอู่ 2 อย่าง เรื่องแรกมาหยั่งเชิงมิลด้วยการถามว่าตอนนี้ไทป์คบกับใครอยู่หรือเปล่า เพราะว่าไทป์กับเชอร์รี่จะรีเทิร์น?”
“อื้อ! แล้วมิลก็เลยตอบไปว่า ‘ไทป์ไม่ได้คบใคร แต่ดูเหมือนตอนนี้จะมีคนที่ดูๆกันอยู่’แบบนั้นนี่มันฟังดูมิลประกาศตัวไปหรือเปล่าเนี่ย?” น่าน มีแอบกังวล(หัวเราะ)
“ไม่มั้ง เพ่ยเพ่ยว่าอย่างพี่เชอร์รี่คงไม่ทันคิด” ว่าพลางนึกชมคู่หมั้นตัวเองอยู่ในใจ รามิลนี่ฉลาดเป็นไฟ เรื่องอะไรที่ยังไม่แน่ใจก็ตอบให้มันคลุมเครือไว้ก่อน ไม่เข้าตัว และไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายรุกมากจนเกินไป นับว่าใช้ได้
“แล้วก็ตอนที่มิลถามว่า ‘ตกลงพี่เชอร์รี่กับไทป์กลับไปคบกันหรือยัง?’ฝ่ายนั้นบอกด้วยว่ากำลังตัดสินใจ เพราะถ้าคบกัน แล้วตัวเองต้องบินไปเรียนต่อ มันก็เป็นรักทางไกล คงลำบากมากๆ ตอนนี้เลยขอเวลาไทป์เพื่อคิดเรื่องนี้ก่อน” รามิลอธิบายเพิ่มเติม
“แล้วหลังจากที่พูดจบ เจ๊แกก็บอกมิลว่า ‘อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกไทป์นะ เพราะเจ๊แกสัญญากับไทป์ว่าระหว่างที่ตัดสินใจ จะไม่บอกเรื่องนี้กลับใคร’แบบนั้นช่ายมะ?” เพ่ยเพ่ยถามกลับ
“ถูก!!” แน่นอนว่าเมื่อเข้าขากันได้แล้ว คำตอบ ไม่ต้องพูดออกมาก็แทบจะอ่านใจกันได้ทีเดียวเชียวละ
“เจ๊แกเป็นเอามากเนอะ”
“ยังไงอ่ะเพ่ยเพ่ย?”
“ในสายตามิล คิดว่าไทป์จะไปขอคบกับยัยเชอร์รี่นั่นอีกรอบรึไง?”
“ก็เปล่า....ไม่คิดอ่ะ”
“งั้นแสดงว่า บางทีเชอร์รี่อาจจะมาขอรีเทิร์นกับไทป์ แล้วเวลามาพูดกับมิลก็แค่สลับหน้าที่ตัวละครนิดหน่อย” เพ่ยเพ่ยชี้แจง ในขณะที่คนฟังพยักหน้ารับ
“อื้อ! ก็คิดเหมือนกันนะ แต่ก็นอยด์อ่ะ....ไม่เข้าใจ ทำไมไอ้บ้านั่นมีอะไรมันไม่บอกมิลบ้าง?” คนหน้าใสอมลมแก้มตุ่ย สีหน้าหม่นลงนิดๆแสดงความน้อยอกน้อยใจ
“หมายถึงไทป์อ่ะเหรอ? บางทีอาจจะยังไม่ได้พูด แต่มิลดันไปรู้จากพี่เชอร์รี่ก่อนก็ได้.....คิดว่างั้น”
“เข้าข้างกันจัง”
“เปล่านะ เพ่ยเพ่ยอยู่ข้างมิลต่างหาก” หญิงสาวปั้นหน้าทะเล้นแล้วส่งยิ้มให้
“เชื่อตายแหละ” แต่ดูท่าจะไม่ค่อยได้ผลซักเท่าไหร่ เจ้าตัวดีเลยทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกรอบ ...แล้วก็.....
//โป๊ก!//
“โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย~!!”
“เฮ้ย! มิล ....แตกมั้ยนั่น?” เพ่ยเพ่ยลุกขึ้นยืนก่อนโผเข้าไปดูอาการ ให้ตายเหอะ ลงนอนอีท่าไหนถึงได้กะระยะไม่ถูกแบบนั้นล่ะพ่อ? ทิ้งตัวเสียอย่างแรงจนหัวกระแทกไม้สักที่หัวเตียงอย่างแรง....
เฮ่อะ! ให้ตายเหอะ....ทำไมนายเอกเรื่องนี้มันถึงได้มีตอนหลุดๆเอ๋อๆเบลอๆกับเค้าบ่อยจังน๊า?(^_^) (แอบหัวเราะอยู่ในใจ)
######
“ตกลงก็อย่างที่ไทป์บอกนั่นแหละครับ ว่าไทป์คงกลับไปคบกับพี่เชอร์รี่ไม่ได้....ขอโทษนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มที่อ่อนโยนนั่นเอ่ยตอบไปอย่างที่ใจคิด ไทป์นิ่งหลังจากให้คำตอบเพื่อรอฟังน้ำเสียงของอีกฝ่าย
// อย่างงั้นเหรอ? อืม....เชอร์รี่ก็เตรียมใจไว้แล้วแหละ แต่ก็ยังแอบหวังนะว่าถ้าแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไทป์กลับมาทำแบบเดิมเหมือนที่เคยทำกับเชอร์รี่ เชอร์รี่ก็คงจะไปเรียนต่ออย่างไม่ต้องห่วงอะไร //
ปลายสายเอื้อยเอ่ยด้วยถ้อยคำเจียมตัวอย่างเศร้าๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่เสียงของคนที่จะฟูมฟายร้องไห้หลังจากนี้ ชายหนุ่มรู้สึกผิดคาดนิดหน่อย แต่มันคงจะไม่มีอะไรดีกว่าการตัดราดถอนโคนความสัมพันธ์ที่คาราคาซังอยู่นี่เสียให้หมดในทีเดียว เพราะที่ผ่านมาอะไรๆมันก็ยุ่งยากมากมายเกินพอแล้ว หนำซ้ำจะโทษใครก้คงไม่ได้ เพราะคนที่ผูกเรื่องเองทั้งหมดสุดท้ายก็ต้องกลับมาแก้เอง มันเป็นสัจจุธรรมของโลกนี่นา
“มันคงไม่ได้หรอกครับ แต่ไทป์ก็ขอบคุณนะครับที่เข้าใจไทป์ อีกอย่าง ไทป์ไม่อยากให้คนที่ไทป์คบอยู่ด้วยตอนนี้ต้องเป็นกังวล ถึงพี่เชอร์รี่จะบอกว่ามันแค่แป๊บเดียว แต่ไทป์ก็ไม่อยากทำให้เค้ารู้สึกแย่ๆ” ชายหนุ่มอธิบายเพิ่ม
// ดูไทป์แคร์ ‘คนๆนั้น’ จังเลยนะ //
“อืม....ก็คงงั้นแหละครับ อาจจะเป็นคนที่ไทป์แคร์มากที่สุดเลยก็ได้” พูดพลางนึกอมยิ้มกับตัวเอง ใบหน้าหวานกับรอยยิ้มสดใสของใครบางคนแว่บเข้ามาในมโนภาพของจิตใจ ....วันนี้ไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากันเลยนี่นะ แถมเสียงก็ยังไม่ได้ยินอีกต่างหาก ....ร้อนรน รู้สึกเหมือนเริ่มจะลงแดงยังไงไม่รู้ ว่าแล้วก็คิดไปตะเลิดเปิดเปิงจนลืมเอะใจว่าปลายสายนิ่งเงียบไปอย่างผิดสังเกต
// ยังไงไทป์ก็อย่าลืมดูแลคนๆนั้นให้ดีๆแล้วกันนะ อย่าปล่อยให้ใครมาแย่งไปได้ล่ะ //
ประโยคนี้ฟังดูทะแม่งๆชอบกล แต่สำหรับชายหนุ่ม ตอนนี้ไม่มีอะไรนอกจาก.....อยากรีบวางสายแล้วกดโทรศัพท์ต่อไปหาใครอีกคนที่ใจเค้าเริ่มคิดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ
“อื้อ ไทป์จะดูแลเค้าให้ดีๆ ยังไงพี่เชอร์รี่ก็ดูลตัวเองด้วยนะครับ”
// จ่ะ.....แล้วก็อย่าลืมนะ มะรืนนี้วันเกิดเชอร์รี่ มาให้ได้ด้วยล่ะ....ถือว่าเราจะเจอกันเป็นครั้งสุดท้าย //
“ตกลงครับ แล้วเจอกัน....Good Night ครับ”
จบประโยคลาก็กดตัดสัญญาณในทันที ก่อนที่ปลายนิ้วจะเริ่มทำงานอย่างที่สมองสั่งการ ตอนนี้ไทป์รู้สึกว่าหัวใจของค้าบินไปไวกว่ามาก ทั้งๆที่เสียงเพลงรอสายยังคงดังเนือยๆไปอย่างราบเรียบ แต่หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นตึกตักอย่างบอกไม่ถูก....คิดถึง.....แค่ไม่ได้เจอกันวันเดียวยังคิดถึงได้ขนาดนี้.....นี่ตัวเค้าคงจะหลงอีกฝ่ายเอามาก
“มิล.....”
// หืม???//
น้ำเสียงงัวเงียหลังจากที่ลุกขึ้นมารับโทรศัพท์ทำให้พอจะเดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงได้เวลานอนหลับอุตุอยู่บนเตียงนุ่มเสียแล้ว แต่....
“นี่มันเพิ่งจะสี่ทุ่ม มิลหลับแล้วเหรอ?”
// อืม.....//
เจ้าตัวดีตอบพลางยกมือขึ้นลูบลูกมะกูดที่ปูดบวมอยู่บนหัวป้อยๆ กลิ่นยาแซมบัคที่เพ่ยเพ่ยเอามาทาโปะเอาไว้กันบวมยังคงฟุ้งกระจายไปทั่วห้องนอน ....ทั้งๆที่ซัดยาแก้ปวดเข้าไปแล้วตั้งสองเม็ดแล้วแท้ๆ แต่พอตื่นขึ้นมาก็ยังมึนๆตึบๆปวดๆอยู่ไม่หายเลยแฮะ ให้ตายสิ!
“ไม่สบายรึเปล่า?” คงถามน้ำเสียงดูเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด นี่ถ้าทำได้และไม่รู้สึกว่ามันเป็นการรบกวนอะไร ไทป์ก็คงจะลุกขึ้นแต่งตัวแล้ววิ่งออกไปเฝ้าไข้ให้ขึ้นขอบเตียงแล้วละ
//ก็นิดนึงอ่ะ แค่.....ช่างเหอะ! มิลแค่ปวดๆหัวนิดหน่อย //
เกือบจะบอกออกไปว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องนอนซมจมกองแซมบัคอยู่นี่มันเพราะอะไร แต่มาคิดดูอีกที คงไม่ดีแน่ถ้าถูกด่าว่า ‘โง่’เอาตอนนี้
“ให้ไปหามั้ย?” พูดออกไปอย่างที่ใจคิด โดยที่ไม่ได้นึกหรอกว่านั่นน่ะ น้ำเสียงของตัวเองฟังดูหวานเสียขนาดไหน ....เล่นเอาปลายสายเงียบ นิ่ง ได้แต่นอนถือสายไม่รู้จะพูดอะไร จนสุดท้ายไทป์ต้องทวนประโยคนั้นเองอีกรอบ “ว่าไงมิล?”
// ไม่ต้องหรอก พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้านี่ ไว้เจอกันที่มหาลัยก็ได้//
“ไปเรียนไหวเหรอ?” ยังคงเป็นห่วงเป็นใยไม่เลิก
// ก็ไม่ได้เป็นมากขนาดนั้น //
“ถ้าไงตอนเช้าไปรับเอามั้ย? จะได้.....เอ่อ.....เจอกัน.....เร็วขึ้นนิดนึง” พูดเองก็เก้อเขินๆกับเค้าเสียเอง
// อืม.....ก็....แล้วแต่สิ ....แต่อย่าสายนะ พรุ่งนี้เพ่ยเพ่ยมีพรีเซ้นส์ ถ้าสายไม่รอนะ บอกไว้ก่อน// ประโยคแรกฟังดูอีกฝ่ายก็คงจะเขินๆไม่ต่างกับเค้านั่นแหละ ไทป์แอบคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ประโยคหลัง....ไหง๋มันฟังดูทะแม่งๆแฮะ ช่วยหวานต่อซักหน่อยอีกนิดไม่ได้เหรอ?
“OK.ครับไม่สายครับ ตามบัญชาครับสุดที่รัก”
//ไอ้บ้า จะอ้วก!!// .....เอ้า! มีด่าส่งท้ายเสียอย่างงั้น(^_^;)
“งั้นไทป์ไม่กวนแล้ว มิลไปนอนเหอะ แค่นี้นะ”
// อื้อ // พูดจบอีกฝ่ายก็ตัดสายไปดื้อๆ
“เฮ้อ! รามิลนะรามิล จะพูดอะไรที่มันน่ารักๆให้หายคิดถึงหน่อยก็ไม่ได้” ....ได้แต่บ่นอุบอิบกับตัวเองก่อนวางโทรศัพท์ทิ้งเอาไว้บนเตียงแล้วลุกขึ้นเดินไปคว้าเช็ดตัวเพื่อเตรียมอาบน้ำเข้านอน แต่ยังไม่ทันที่จะได้แตะปลายเท้าลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบตรงหน้า จู่ๆ เสียงเรียกเข้าจากมือถือเครื่องเดิมก็ดังขึ้นอีกรอบ
“ใครอีกวะเนี่ย ดึกแล้วนะเฟ้ย!” ว่าแล้วก็เดินไปคว้าขึ้นมากดรับโดยที่ไม่ทันได้มองเบอร์ที่หน้าจอ “ฮัลโหล....ไทป์พูดครับ”
// แค่จะบอกว่า.....ฝันดีนะ แค่นั้นแหละ //
“เอ๋????” คนฟังเลิกคิ้วด้วยความสงสัยก่อนพลิกโทรศัพท์ในมือขึ้นดูเบอร์อีกรอบ เบอร์เดียวกับที่โทรออกไปเมื่อกี๊นี้.....(^-^)
//ได้ยินป่ะเนี่ย? // (-__-?)
“อื้อ.... ได้ยินแล้ว ฝันดีเช่นกันนะครับ” (^_^) วิบวับๆ รู้สึกเหมือนมีประกายอะไรไม่รู้สีสันสดใสวิ่งไปรอบๆตัว
//แล้วก็.....คิดถึง.....แค่นี้แหละ บาย//
**ตื๊ดๆๆๆๆ**
(^_^??) เอ๋??......พูดจบก็กดตัดสายกันเสียดื้อๆ เล่นเอาคนฟังปรับอารมณ์แทบไม่ถูก
ว่าแต่ ....เมื่อกี๊นี้พูดว่าอะไรนะ? อืม..... ‘คิดถึง’ใช่หรือเปล่า? (^__^)
“Yes!! ให้ตายสิ แฟนใครเนี่ย น่ารักจริงๆเลย”
....ว่าแล้วพ่อหนุ่มหล่อของเราก็เดินฮัมเพลงอารมณ์ดีเข้าห้องน้ำไปโดยที่นาทีนี้ต่อให้โลกจะแตกหรือฟ้าจะถล่มอะไรอีกก็คงไม่สนแล้วละ พรุ่งนี้ๆๆๆ พรุ่งนี้จะรีบบึ่งไปรับแต่เช้าเลยน๊าคุณ ‘สุดที่รัก’
To Be Continue……
แล้วก็ดูเหมือนว่าอารมณ์สุขใจของชายหนุ่ม จะทำให้วันนี้นายไทป์ของเราอาบน้ำนานขึ้นเป็นเท่าตัวเลยละม้างเนี่ย .....เหอๆๆๆ

อ่านไปยิ้มไป
ปล.ต้องขออภัยหนูดิทด้วยนะคะ ที่ได้แต่ตามอ่านไม่เคยคอมเม้นท์มาซักที ยังไงก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ
นะคะ เป็นกำลังใจให้สร้างสรรผลงานต่อไป สู้สู้
#1 By a (125.27.212.71) on 2008-03-03 23:10