TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 7]

posted on 11 Feb 2008 00:45 by dittri

 

 

:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม

 

ตอนที่ : 7
  


 “ชางมิน!? ....อะไรกันเนี่ย เจ้าน้องคนนี้?” แจจุงได้แต่มองค้าง สับสน และยังจับต้นชนปลายสถานการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ถูก ผู้เป็นพี่ที่ยังคงยืนอยู่กับที่ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆก่อนหันไปเลิกคิ้วมองหน้าถามเอาจากผู้จัดการร้านที่เป็นคนโทรเรียกเค้ามา “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?”


 “มีการเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะค่ะ ต้องขอโทษนะคะที่ทำให้เสียเวลา เอาละ พวกเธอไปทำงานกันได้แล้ว” ตอบคำถามเสร็จก็หันไปบอกกับพวกลูกน้องคนอื่นๆที่มายืนมุงดูอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่อย่างไม่ใส่ใจนัก หล่อนลุกขึ้นยืน จัดแจงดึงชายเสื้อของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางแล้วหันไปส่งยิ้มเอ่ยถามเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างออกไป


 “โชคดีจังนะจ๊ะที่ได้กระเป๋าคืน ยังไงทางร้านเราต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องเจอเรื่องไม่ดีแบบนี้”


 “ไม่หรอกครับ เอ่อ....ผมต่างหากที่ผิด สะเพร่าไม่เข้าเรื่อง” จุนซูระบายรอยยิ้มเจื่อนให้ เค้าไม่รู้จะปั้นหน้ายังไง ใจหนึ่งก็รับอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ทัน ส่วนอีกใจก็ยังผะวงนึกถึงเรื่องของเด็กพวกนั้น


ใบหน้าใสแสดงออกถึงความอัดอั้นภายใน ทำให้แจจุงที่ยืนอยู่อีกด้านเริ่มจับเหตุการณ์และประติดประต่อเรื่องราวขึ้นมาได้ ชายหนุ่มหันไปมองหน้าสบตาอีกฝ่ายแล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน


 “ไม่เป็นไรนะ?”


 “ครับ” จุนซูพยักหน้ารับ


 “ทั้งหมดก็ 13,000 วอนจ่ะ จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยจ๊ะ?” ผู้จัดการร้านยื่นถุงหนังสือมาให้ พร้อมรอยยิ้มที่แสร้งเสนอมิตรไมตรี แต่จุนซูรู้ดี นั่นมันก็แค่เพื่อการค้า เด็กหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ เค้าหยิบธนบัตรจากในกระเป๋าใบเดิมที่เคยถูกปาทิ้งลงพื้นยื่นส่งกลับไปให้ รอยยิ้มขื่นๆมีเอาไว้ตอบโต้อีกฝ่ายเสมอ โลกของมนุษย์ โลกของการค้า และโลกที่หลอกลวงใบเดิมๆ มุมปากที่ยิ้มขื่นๆนั่นบอกตัวเองเสมอว่าเค้าต้องยอมรับและทำตัวให้ชินกับมัน


ระหว่างนั้นแจจุงสังเกตเห็นมาโดยตลอด เค้ารู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีสิ่งที่ค้างคาติดอยู่ในใจเต็มไปหมด ดวงตาคู่รีใสคลอไปด้วยน้ำหล่อเลี้ยงที่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะสะกัดกั้นมันเอาไว้ นี่คงเป็นเรื่องที่ยากเกินไปกว่าทำใจยอมรับได้ แต่สำหรับแจจุงแล้ว กับเด็กที่อายุน้อยกว่า แต่ด้วยหน้าตา เสื้อผ้า และรูปลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นทำให้ความรู้สึกอยากปลอบโยนต้องหยุดชะงัก


เค้าบอกตัวเองว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกคุณหนูลูกคนรวยอีก เพราะหากมันไม่ใช่อย่างที่คิดเอาไว้ คนที่จะต้องพบเจอกับเรื่องยุ่งยากใจต่อไป มันก็คงจะหนีไม่พ้นพวกชอบสอดมือเข้าไปยุ่งไม่เข้าเรื่องนั่นแหละ  


 “เอ่อ....ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” ตัดสินใจบอกออกไปก่อนพยักหน้าบอกลาทุกคนในห้องแล้วหมุนตัวกลับเดินไปที่ประตู สองขาของแจจุงก้าวยาวไปข้างหน้าเรื่อยๆโดยไม่สนใจที่จะหันหลังกลับ เค้าอยากจะเดินออกไปให้พ้นกับความวุ่นวายพวกนี้ และที่มากกว่านั้น เค้ายิ่งรู้สึกเป็นห่วงน้องชายของตัวเองมากว่า ภาวนาให้คิบอมและเพื่อนคนอื่นๆสามารถปลอบโยนเจ้าเด็กอ่อนไหวคนนั้นเอาไว้ได้ และพากันกลับไปถึงบ้านโดยปลอดภัย แจจุงได้แต่คิด


 “เดี๋ยว เอ่อ....พี่ครับ” เสียงเรียกนั้นทำให้สองขาหยุดชะงัก เสียงของใครบางคน แจจุงบอกตัวเองว่าเค้าไม่คุ้นหูจึงตัดสินใจหันกลับไปมองที่ด้านหลัง


 “เรียกฉัน?” เลิกคิ้วถามพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง เด็กหนุ่มหน้าใสที่วิ่งตามมาหยุดยืนหอบหายใจก่อนพยักหน้ารัวๆ


 “ใช่ครับ พี่....พี่เป็นพี่ชายของเด็กพวกนั้น?” จุนซูถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายหยุดคิดไปชั่วอึดใจก่อนพยักหน้าตอบ


 “มีอะไรรึเปล่า?”


 “ผม.....ผมอยากจะขอโทษ” เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากบางเอาไว้แน่น ดวงตารีคู่สวยคู่นั้นฉายแววสำนึกผิดจากใจ แจจุงมองดูใบหน้าใสที่ฉาบไปด้วยความหม่นหมองแล้วระบายรอยยิ้มส่งให้ เด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กที่เลวร้ายอะไร ในใจของเค้าคิดอย่างนั้น


 “อันที่จริงฉันยังไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ ถ้าจะให้รับฟังคำขอโทษจากนายเลย มันคงจะประหลาดนะว่ามั้ย?”


 “งั้น ....เอ่อ พี่พอจะฟังผมได้มั้ย? ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมด อย่างน้อยก็จะได้ฝากพี่ไปขอโทษ เอ่อ.....” จุนซูอ้ำอึ้งแล้วนึกถึงใบหน้าที่เกรี้ยวกราดของใครคนนั้น “คนที่ชื่อชางมินน่ะครับ”


 “อื้อ” พยักหน้ารับ “งั้นเราไปนั่งคุยกันที่ฟู้ดคอร์ทตรงนั้นเป็นไง?”


 “ได้ครับ ....ขอบคุณครับที่ยอมฟังผม” จุนซูคลี่รอยยิ้มบางๆบนใบหน้า แววตาคู่นั้นค่อยกลับมาสดใสได้ดังเดิมอีกครั้ง และหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ย้ายไปนั่งสนทนากันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จุนซูเล่าให้ฟังแค่เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านหนังสือ เค้ายอมรับว่าเค้ากำลังปิดบัง แต่ประโยชน์อะไรเล่าที่จะต้องเล่าถึงความรู้สึกแรกพบของตนที่มีต่อน้องชายของอีกฝ่ายให้ฟังเช่นนั้น


เด็กหนุ่มบอกตัวเองว่า ใช่!เค้ากำลังรู้สึกผิด และไม่อยากให้รอยบาปนี้ต้องติดค้างอยู่ภายในใจ แต่ลึกๆข้างใน จุนซูเป็นคนที่ระแวงภัยรอบตัวจนเกินกว่าจะเปิดใจให้ใครง่ายๆ เค้าไม่ได้อยากผูกมิตร บอกตัวเองเช่นนั้นเสมอ ทั้งหมดที่ทำไปก็แค่เพื่อไม่ให้ถูกใครซักคนเกลียด ....


ในใจจุนซูมีจุดมุ่งหมายต่อการอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเพียงแค่นั้น ช่างเป็นความคิดของลูกเศรษฐีที่สลับซับซ้อนและขาดความจริงใจจริงๆ แต่ ช่างเถอะ เค้าไม่อยากจะแคร์


“ยังไงนายก็ไม่ได้เจอกับชางมินบ่อยๆอยู่แล้ว อย่าคิดมากเลยเรื่องแค่นี้” แจจุงปลอบใจหลังจากที่รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เค้าพอจะเดาได้ว่าเด็กหนุ่มเองก็รู้สึกผิดเช่นกัน ดังนั้นจากนี้ไปเมื่อกลับถึงบ้าน การทำหน้าที่เป็นพี่ชายที่ดีและอธิบายสิ่งต่างๆเพื่อให้น้องชายของตนลดทิฐิลง ก็คงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ “ยังไงฉันจะบอกชางมินให้นะ”


“ขอบคุณมากครับพี่แจจุง ว่าแต่ พี่เรียนอยู่ที่ไหนเหรอครับ?”


“ทำไมล่ะ? นายอยากรู้ไปทำไมเหรอจุนซู?”


“อ๋อ! เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นรุ่นเดียวกับพี่ชายของผม ก็เลยถามเอาไว้ เผื่อจะฟลุคขึ้นมา ถ้าพี่เรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ยุนโฮ แบบนั้นโชคชะตาคงทำให้เราเจอกันอีก” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าระรื่น แต่ชื่อที่เอ่ยออกมานั้นดันทำเอาคนฟังต้องชะงัก


“จอง ยุนโฮงั้นเหรอ?” (O_O) ได้แต่อ้าปากค้าง มองดูจุนซูพยักหน้ารับ “ให้ตายสิ ....นี่มันอะไรกันเนี่ย?”


“พี่แจจุงรู้จักพี่ผม? แสดงว่าพี่เรียนที่เดียวกัน?” จุนซูเองก็ตกใจไม่น้อย แต่มันต่างกัน ฝ่ายนั้นออกจะตื่นเต้นดีใจ แต่กลับกัน เค้าไม่ใช่ แจจุงรู้สึกเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่หล่นทับ ทำไม....โลกใบนี้มันช่างกลมเสียเหลือเกิน


“แต่นาย ...คิม จุนซู หมอนั่นมัน จอง ยุนโฮ”


“อ้อ! เราเป็นลูกพี่ลูกน้องที่โตมาด้วยกันน่ะครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านพี่ยุนโฮ พอดีทางครอบครัวผมมีปัญหานิดหน่อย”


อย่างงั้นน่ะเหรอ....ได้แต่พยักหน้าหงึกๆรับ แจจุงรู้สึกได้ถึงเงาของเจ้าตัววายร้ายจอมตื้อระดับโลกที่คลืบคลานใกล้เข้ามา หมอนั่นมันเป็นใครกันแน่นะ ทำไมตั้งแต่ที่ถูกหมายหัว แจจุงถึงได้รู้สึกว่ารอบตัวของเค้ามีเจ้าตัวยุนโฮตัวเล็กตัวน้อยวิ่งวนพันแข้งพันขาวุ่นไปหมด


“เฮ้อ!” ใบหน้าสวยขมวดมุ่นแล้วทอดถอนลมหายใจ ทำเอาคนนั่งฝั่งตรงข้ามต้องย่นคิ้วถาม


“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? หรือว่าพี่กับพี่ยุนโฮไม่ถูกกัน?”


“เอ่อ....ช่างมันเหอะ แค่นายไม่บอกหมอนั่นว่ารู้จักฉันก็พอ แล้วฉันจะรับปากไปอธิบายให้ชางมินเข้าใจให้ ตกลงมั้ย?” แจจุงตอบ สีหน้าเหน็ดเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนล่ะว่าเด็กฉลาดอย่างจุนซูจะต้องแอบสังเกตเห็น เค้าคลี่ยิ้มน้อยๆที่มุมปากแล้วนึกขบขันอยู่ในใจ ใบหน้าที่สวยได้รูปของอีกฝ่ายเดี๋ยวก็ยับย่น เดี๋ยวก็บูดเบี้ยวไปมา แบบนี้แสดงว่า ระหว่างแจจุงและพี่ชายของเค้าจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ


น่าสนุกดีแฮะ! จุนซูแอบคิดในใจ เค้าบอกตัวเองว่าหลังจากกลับไปจะไปคาดคั้นถามเอาจากยุนโฮ แต่ก่อนหน้านั้น ตามมารยาท เค้าคงต้องรับปากเรื่องที่แจจุงขอเอาไว้เสียก่อน


“ตกลงครับ ผมจะไม่บอกพี่ชายแล้วกัน ว่าวันนี้ผมมาเจอพี่” พูดพลางซ่อนนิ้วกลางที่เกี่ยวไขว้นิ้วชี้เอาไว้ใต้โต๊ะ คำสัญญาถือเป็นโมฆะเพราะเค้าแอบบิดเบือนมันด้วยสัญลักษณ์ยกเลิกนี้เอาไว้แล้ว


“ขอบใจมาก ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันคงต้องขอตัวก่อนนะ”


“โอเคครับ แล้ววันหลังถ้ามีโอกาส เราไปหาอะไรทานกันนะ” จุนซูตอบ เด็กหนุ่มส่งรอยยิ้มสดใสให้อีกฝ่ายแล้วยกมือขึ้นโบกบ๊ายบายเพื่อบอกลา แจจุงพยักหน้า เค้าลุกขึ้นหมุนตัวกลับหลัง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาจากไปก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงเรียกที่ดังขึ้นอีกครั้ง


“มีอะไรเหรอ?” ชายหนุ่มหันกลับมาเอียงคอถาม จุนซูฉีกยิ้มหวานให้ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วยื่นหน้ากระซิบบอก


“มีใครบอกพี่มั้ยว่า พี่เป็นคนที่หน้าตาดีมากๆนะครับ ผมว่าพี่หล่อมากๆเลย”


“อ่า.....” คนถูกชมได้แต่ครางเสียงในลำคอโดยที่ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร ใบหน้าสวยเปลี่ยนไปเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย แจจุงยกมือขึ้นเกาที่ท้ายทอยแล้วพยักหน้าหงึกๆรับ


“ขะ....ขอบใจนะ” อยากจะชมกลับไปเหมือนกันว่าจุนซูเองก็หน้าตาน่ารักมาก น่ารักจนทีแรกเค้านึกว่าเป็นเด็กผู้หญิงเลยทีเดียว แต่ว่า....พูดไปแบบนั้นคงไม่ดีแน่ ชมกันไปชมกันมา พวกที่ทำอย่างนั้น ไม่บ้าก็คงจะประสาทเสียละมั้ง


....ถึงในใจแจจุงจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กที่น่ารักดีก็เถอะ  “เอ่อ....ไปก่อนนะ”


“ครับ กลับดีๆนะครับพี่แจจุง” ยืนโบกมือให้ก่อนลดระดับลงมาไขว่เอาไว้ที่อก จุนซูมองจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับตาไป ใบหน้าใสนิ่งคิดขณะยืนกอดอกแล้วค่อยระบายรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง ท่าทางของแจจุงทำให้เค้าถูกใจ เค้าชอบที่จะพูดคุยกับชายคนนี้ มันช่างแตกต่างกันลิบลับกับความรู้สึกที่มีให้ใครอีกคนที่พบเจอก่อนหน้านั่น


ทั้งๆที่เป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่ทำไมฉันถึงไม่สบอารมณ์กับนายเลยนะ นายชางมิน!(=_=*)


######

 

 “ห๋า!!! อะไรนะ(O_O)  ....ไอ้ยุนโฮ ไอ้บ้า! นายบอกว่านายไปจูบเค้าแล้วงั้นเหรอ?” เสียงตะโกนดังลั่นทันทีที่ได้รับฟังเรื่องราวที่อีกฝ่ายรายงานฝ่ายปลายสายโทรศัพท์นั้นทำเอาคนรอบๆข้างถึงกับชะงักแล้วหันควับกลับมามองที่เค้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณและหน้าตาดี บ่งบอกความเป็นชาวเอเชียในสายเลือดยกมือขึ้นบอกเป็นนัยว่าขอโทษที่เสียมารยาทให้กับเพื่อนๆในกลุ่มก่อนลุกขึ้นปลีกตัวออกจากโต๊ะในโรงอาหารมานั่งคุยอีกฝ่ายที่เงียบสงบลงยิ่งกว่า


 “นะ....นายว่าอะไรนะ เอาใหม่เด๊ะ! ยุนโฮ” น้ำเสียงตะกุกตะกัก คนพูดมีอาการตกใจจนควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ ในขณะที่คนฟังได้แต่ยกหูโทรศัพท์ออกไปห่าง เบ้ปากแล้วเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ


// “นายจะตะโกนทำไมวะยูชอน หูฉันไม่ได้หนวก” ยุนโฮรู้สึกระอาขึ้นมานิดๆกับนิสัยขี้โวยวายของเพื่อนสนิทที่มักจะโพยตีพายกับทุกๆเรื่องที่เป็นเรื่องราวของเค้าเสมอ นั่นสิ มันจะตื่นเต้นทำไม ในเมื่อนี่เป็นเรื่องของเค้า(-__-*)   “ตื่นเต้นอะไรนักหนา ในเมื่อคนจูบเค้าน่ะมันฉัน ไม่ใช่นายซักหน่อย”


“นี่ยังมีหน้ามาพูดอย่างี้อีกเหรอ?” ยูชอนเลิกคิ้วสูง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินซักเท่าไหร่ “นายบอกว่านายจูบกับคนที่นาย ‘อยากจะเป็นเพื่อนกับเค้า’ ไปแล้ว ที่สำคัญหมอนั่นเป็น ‘ผู้ชาย’ ถูกมั้ย?”


// “เออ! แล้วแปลกตรงไหน ในเมื่อนายก็เป็นไบฯ มีสิทธิ์อะไรมาโวยวายเรื่องของฉันวะ?” ถูกตอบกลับเข้าให้ ทำเอายูชอนถึงกับนิ่งไป ใช่....ที่มันพูดก็ถูกของมัน แต่เฮ้ย!เดี๋ยวสิ ยอมรับง่ายๆแบบนี้มันก็จบเร็วเกินไปสิฟะ!

(น่าน! สไตล์อยากจะยืดตอนของตัวเองสินะ ตาปาร์คเอ๋ย....ค่าตัวแกแพงนะเฟ้ย!)


“แต่....แต่นายบอกว่านายอยากเป็นเพื่อนกับเค้า แล้วทำแบบนี้มัน....มันข้ามขั้นนะเว้ย! ‘เพื่อนที่ไหนเค้าจูบกันบ้างล่ะ’ คิดซะบ้างนะยุนโฮ ใช้สมองหน่อย EQ & IQ ,you know?”


//“อืม....งั้นเหรอ?” ยุนโฮทำเสียงเหมือนฉุกคิดอะไรบางอย่าง ในขณะที่ยูชอนเริ่มวางใจ คำพูดของเค้าคงจะไปสะกิดต่อมอะไรให้ไอ้เจ้าเพื่อนตัวดีคิดขึ้นมาได้ ตี๋หน้าหยกยืนกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างผู้มีชัย ก่อนที่อีกฝ่ายจะกลั้วเสียงหัวเราะแล้วตอบกลับมาทำเอาคนฟังแทบหน้าหง๋าย  “งั้นคราวหน้า นายมาจูบกับฉันบ้างมั้ยยูชอน?” 


 “อุก!” เสียงจุกจากกระเพาะวิ่งขึ้นมาที่คอ ไหลกลับไปที่อก แล้ววกไปชนที่ลำไส้อีกรอบ ....


ไอ้เพื่อนเวร....(=__=”)ตูนึกว่ามันจะคิดได้ ยูชอนได้แต่นั่งผะอืดผะอม สรรหาคำพูดอบโต้ไม่ถูก ตี๋หน้าหล่อบอกตัวเองว่าเค้ากำลังจนหนทาง นับวันไอ้เจ้าหมียุนเพื่อนรักมันยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ขืนห่างกันออกไป เจอกันอีกทีคงปะทะคารมกับมันไม่ไหว


พูดถึงห่างกันไป....เออ!เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้มีเรื่องอะไรจะพูดกับมัน


“เฮ้ย! ยุนโฮ นายพักเรื่องของนายก่อน ฟังฉันบ้าง”


// “จะพูดอะไรก็พูดสิครับคุณปาร์ค ผมไม่ได้ไปอุดปากคุณไว้นี่” ยุนโฮหัวเราะ


“ครับ ผมจะพูดแล้วครับ(-__-)” หันไปแอบด่านอกสายก่อนกลับเข้าสู่โหมดสนทนาอย่างเก่า “คือ....เดือนหน้าเว้ย (>_<) เดือนหน้ากรูจะย้ายโรงเรียนกลับไปหาเมิงแล้ว ไอ้เพื่อนรัก” น้ำเสียงดี๊ด๊าดีใจบอกข่าวดี แน่นอนว่ามันเป็นข่าวที่คนฟังเองก็ตื่นเต้นไปด้วย


//“เฮ้ย!จริงดิ? ไมมาเร็วจัง แกทำฉันตกใจนะเนี่ย”    


“อุอุอุ ....ป๋าเว้ย ป๋าบอกว่าจะไปดูงานที่นั่น 6เดือน ฉันเลยขอย้ายโรงเรียนตามแมร่งเลย เป็นไง เจ๋งป่าว?” กอดอกเก๊กท่าอย่างเจ้าชายผู้มีชัยอีกรอบ ตรงมุมนี้แน่ใจแล้วว่ารอบตัวไม่มีอเมริกันมุง ดังนั้นชายหนุ่มสุนทรีย์อย่างยูชอนก็เลยสามารถโพสท่าบ้าบอได้ตามอิสระใจคิด


// “แล้วเรื่องโรงเรียน นายว่าไง?” ยุนโฮถาม ฉุดกระชากอีกฝ่ายออกจากภวังค์พิลึกๆนั่น ยูชอนกลับมายืนในท่าปกติมนุษย์ตามเดิม แล้วตอบ


“แน่นอนว่าโรงเรียนเดียวกับนายไง”


// “สุดยอด! ฉันรักนายชะมัดเลยว่ะ ยูชอน”


“เอ่อ....แต่นาย อย่ามาจูบฉันนะ ริมฝีปากงามๆของฉันมีให้น้องโลมาคนเดียว” พูดพลางหัวเราะคิกคัก นึกถึงใบหน้าใสๆของเด็กชายอีกคนที่เป็นญาติผู้น้องของเพื่อน เค้าจำได้ว่าตอนเด็กๆชอบเล่นวิ่งไล่จูบแก้มแดงยุ้ยน่าขย่ำนั่นเสมอ ความรักและความเอ็นดูแม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่คนที่เป็นพี่ชายคนโตอย่างยูชอนก็ยังนึกถึงเด็กน้อยน้องชายที่น่าฟัดคนนั้นเสมอ


// “ระวังเหอะ ถ้านายยังพูดเล่นอย่างงี้ต่อไปเรื่อยๆ ขืนเจ้าจุนซูเกิดเข้าใจผิดคิดอะไรกับนายเข้า คนที่ต้องมานั่งแก้ปมมันนายล้วนๆเลยนะยูชอน” ยุนโฮปรามเพื่อน อีกฝ่ายรู้ดีว่าระหว่างชายหนุ่มและน้องของเค้า ในสายตาของอีกฝ่าย คงจะไม่มีทางเกินเลยไปกว่าคำว่าน้องชาย แล้วคนทางนี้ล่ะ....เจ้าเด็กสองบุคลิกที่ไม่ค่อยจะเปิดใจให้ใครนั่น กับยูชอน หมอนั่นให้ความพิเศษวางเอาไว้ที่ตรงจุดไหน?


“อืม....ไม่มีทางหรอก เพราะฉันน่ะ.....” ใบหน้าขาวๆสลดลงก้มมองพื้น


 ยูชอนเกือบจะหลุดคำพูดที่เก็บเอาไว้ในใจออกไป เค้าเงียบและปิดปากตัวเองเอาไว้ ไม่พูด....ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้ต้องเป็นวันสุดท้ายของโลก เค้าก็จะไม่พูด


// “มีอะไรหรือเปล่ายูชอน เสียงนายแปลกๆ”


“เปล่า! แค่หันไปคุยกับเพื่อนน่ะ”


// “เออ....ว่าแต่เรื่องโรงเรียนจะให้ฉันติดต่อให้หรือนายจะจัดการเองล่ะ รีบทำให้เสร็จๆจะได้ไม่มีปัญหา”


“งั้นนายจัดการแล้วกันยุนโฮ ยังไงฝากบอกพ่อกับแม่นายด้วยแล้วกัน ว่าฉันอาจจะต้องไปรบกวนพวกท่านหลังจากนี้”


// “อื้อ! ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้านายย้ายมาเรียนแล้วยังแยกไปอยู่คนเดียว พ่อแม่ฉันคงได้โวยวายตาย มาอยู่ด้วยกันแหละ สนุกที่สุด แถมห้องที่บ้านก็ว่างตั้งหลายห้อง ดีเสียอีกฉันกับเจ้าจุนซูจะได้ไม่เหงา วันๆเอาแต่กัดกันอยู่สองคน เบื่อจะตายชัก” ยุนโฮพูดพลางส่งเสียงหัวเราะ แล้วหันไปทักทายอีกคนที่เดินเข้ามาภายในห้อง “นั่นไง พูดถึงเจ้าตัวปัญหาก็มาเลย”


// “ใครอ่ะพี่ยุนโฮ พี่ยูชอนเหรอ?” เสียงแหบเล็กๆของเด็กน้อยที่พวกเค้าแอบตั้งฉายาให้ว่าน้องโลมาส่งผ่านปลายสายเข้ามา ยูชอนยิ้ม นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ตอนนี้เพราะเค้าไม่ได้อยู่กับน้องชายและแม่แท้ๆของตัวเอง ดังนั้นการที่จะได้กลับไปเกาหลีและใช้ชีวิตกับเพื่อนสนิทที่เป็นเหมือนครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่ทำให้ใบหน้าของเค้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบของรอยยิ้มและร่องรอยแห่งความสุขที่ผุดพรายขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก


“ขอคุยกับน้องโลมาหน่อยดิ ยุนโฮ”


// “ฮ่าๆ นายไม่รู้อะไร เดี๋ยวนี้จุนซูมันเปลี่ยนฉายาเป็นเทเลทับบี้แล้วต่างหาก ไอ้ตัวสีแดงๆน่ะ ....โพล โพล”


// “ไอ้พี่บ้า! เอาโทรศัพท์มา ผมจะคุยกับพี่ยูชอน”


ยื้อแย่งกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดเสียงปลายสายก็กรอกเข้ามาทักทาย ยูชอนระบายรอยยิ้มอย่างช้าๆ เค้าเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายแล้วบอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือที่พักใจอีกที่ ที่เค้าจะสามารถนอนหลับและพักผ่อนไปได้โดยไม่ต้องลังเล บ้านหลังที่มีทั้งยุนโฮ และจุนซู ทั้งสองคนที่เป็นคนสำคัญของเค้า.....


######

 

“ข้าวกล่องวันนี้มีหน่อไม้ กับถั่วลันเตา แล้วก็ถั่วงอก หน่อไม้แม้จะเป็นของเหลือจากบ้านพี่ซังมีแต่ก็อร่อยมากนะครับ ที่สำคัญถั่วงอกนั่น ผมกับคิบอมปลูกเองที่โรงเรียนด้วยนะพี่ กินเยอะๆ จะได้ตัวโตๆ อย่าลืมว่าตอนนี้ผมสูงกว่าพี่ขึ้นมาหน่อยแล้วด้วย .....คริคริคริ พี่เตี้ยกว่าผมแล้วนะครับ  .....จากชางมิน น้องที่หล่อ และสูงกว่าพี่(ระเบิดหัวเราะ)” ดัดเสียงเลียนแบบเจ้าน้องชายตัวดี อ่านช็อตโน้ตจนจบแล้วก็เบ้ปากใส่กระดาในมือ


ไอ้น้องตัวแสบ ....แจจุงใช้ตะเกียบเขี่ยกล่องข้าวไปมาก่อนคีบเอาหน่อไม้ขึ้นใส่ปาก ว้าว!ฝีมือหน่อไม้ผัดที่แม่ของซังมีทำ อร่อยจริงๆด้วยแฮะ


“โห๋! คิม แจจุง หน้าตานายบอกว่าข้าวกล่องนั้นมันอร่อยสุดยอดเลยนะ” เสียงที่คุ้นหูทำเอาอารมณ์หยุดชะงัก แจจุงหุบรอยยิ้มที่มอบให้อาหารรสโอชาในกล่องลงทันควัน ใบหน้าสวยบูดสนิท คีบถั่วลันเตาเข้าปาก เคี้ยวๆ ไม่พูดไม่จา


“ฉันว่าฉันไม่ได้ทำอะไรให้นายโกรธนะ จริงมั้ย?” พูดจบก็ย่อตัวลงนั่งข้างๆ แจจุงกระเถิบออกห่าง แต่....แน่ะ! มีกระเถิบตาม ไอ้หมอนี่มันยังไง?


“ที่ออกกว้าง ไปนั่งมุมโน้นเลยไป คนจะกินข้าว” สุดท้ายความอดทนก็หมดลง คนหน้าบึ้งเงยขึ้นสบตา ขมวดคิ้วทำท่าจะเอาเรื่อง แต่กลับโดนอีกฝ่ายตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า ไอ้หมอนี่มันพกออร่าคุณชายเดินไปไหนมาไหนด้วยตลอดหรือไงฟะ? แสบตาว้อย!!


(^_____^)


“แน๊ะ! ยังจะหน้าด้านมานั่งยิ้มใส่อีก คนจะกินข้าว มานั่งจ้องไปใครจะกระเดือกลงฟะ?” (=_=*)


“ไม่อยากให้นั่งมองใช่มั้ย?” ยุนโฮตอบ


“เออสิ”


“งั้นมากินด้วยกัน”


“ห๋า?”(O_O?)


“ฉันอยากลองกินข้าวกล่องของนาย แลกกัน นายก็ลองกินข้าวกล่องของฉัน ตกลงมั้ย?” อีกฝ่ายเสนอ ก่อนเปิดกล่องข้าวขนาดใหญ่ที่ถือติดมือมา พระเจ้า! ของที่อยู่ข้างในทำเอาแจจุงแทบตาค้างน้ำลายยืดมันเสียตรงนั้น กุ้งตัวโตๆ ไข่หวานแบบญี่ปุ่น แล้วไหนจะคิมพับหลากหลายไส้ที่จัดวางเอาไว้อย่างหรูเริ่ดอลังการนั่นอีก ....สาบานได้นะว่านี่มันข้าวกล่องของเด็กนักเรียน ม.ปลาย


“แจจุง!”


“ว่ะ....เหว๋อ?” มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ไข่หวานหอมฉุยถูกคีบมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก คนถูกเรียกชื่อได้แต่เลิ่กลั่ก เค้าเม้มปากปิดสนิท ก่อนดันมือที่ถือตะเกียบนั่นออกไปให้ห่างจากใบหน้า พยายามปฏิเสธอย่างเบามือเพรากลัวเหลือเกินว่าถ้าทำอะไรรุนแรงเหมือนอย่างที่ในละครชอบทำ เจ้าไข่หวานหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยคงได้ร่วงลงสู่พื้นเป็นแน่


“ไม่กินเหรอ?”


“ไม่เอา เดี๋ยวนายใส่อะไรแปลกๆเอาไว้” รีบปฏิเสธก่อนหันหน้าไปใส่ใจกับเจ้าข้าวกล่องรันทดของตัวเองต่อ


“งั้นเหรอ?” ยุนโฮทีหน้าหมดหวัง “งั้นฉันทิ้งมันนะ”


“จ๊าก!! จะทิ้งทำม๊าย~!?”(O_O) แจจุงถลึงตาโตยิ่งกว่าเก่า รีบคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้แล้วกระเทาะปลายตะเกียบให้ปล่อยเจ้าไข่หวานสีสวยลงบนกล่องตามเดิม


“ก็ฉันไม่ชอบกินนี่ เอาไว้ทำไม ขืนเอาของที่เหลือกลับบ้านไปให้แม่บ้านเห็น มีหวังได้ร้องห่มร้องไห้บ่นว่าตัวเองทำอาหารไม่ได้เรื่องอีกแหง๋ๆ ฉันไม่อยากทำร้ายจิตใจใครหรอกนะ” ยุนโฮตอบ หน้าตาของเค้าดูจริงจัง จริงจังจนแจจุงเองก็ชักจะเชื่อ


“แล้วนายจำเป็นต้องทิ้งมัน?”


“ถ้าฉันไม่กิน แล้วใครจะกิน ไม่ทิ้งก็ไม่ได้อีก อืม.....ถ้านายช่วยกิน ฉันก็จะไม่ทิ้งหรอก ดีเสียอีกจะได้บอกแม่บ้านได้ว่าของที่เค้าทำอร่อยหรือไม่อร่อยยังไง” ยุนโฮอธิบายต่อ


“ทำไมนายถึงไม่ชอบล่ะ?” แจจุงเริ่มเสียงอ่อน ความเชื่อในใจคลืบคลานเข้าครอบงำมากกว่า 60%แล้ว


“ก็ฉันไม่ถูกโรคกับอาหารไข่ๆนี่ แต่ของที่ฉันชอบที่สุดน่ะ หน่อไม้ไง เสียดาย กล่องนี้ไม่มีหน่อไม้เลยซักชิ้น” แอบเอานิ้วไขว้กันเป็นสัญญาณว่าพูดโกหกโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ก่อนเหล่ตามองข้าวกล่องของแจจุงแล้วคลี่ยิ้ม


“อ๊ะ! ของนายมีหน่อไม้ด้วยเหรอ น่ากินจัง”


     น้ำเสียงดี๊ด๊าฟังดูก็รู้ว่าเสแสร้ง แต่ยังไงดีล่ะ? แจจุงเริ่มรู้สึกว่าเค้าแพ้ทางเจ้าหมอนี่เอาซะแล้ว หนำซ้ำ เอ่อ....ไม่รู้ว่าหลอนไปเองหรอืเปล่านะ แต่หูทั้งสองข้างมันได้ยินเสียงของน้องไข่หวานตะโกนว่า ‘ช่วยหนูด้วย! ช่วยหนูด้วย!’อย่างงั้นแหละ


“จะกินก็ได้นะ” สุดท้ายก็ใจอ่อนยื่นกล่องข้าวของตัวเองให้ ยุนโฮฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบยื่นตะเกียบในมือไปคีบหน่อไม้ผัดน้ำมันขึ้นมาดมกลิ่น


“ว๊า....หอมจังเลย ฝีมือนายเหรอ?”


“เปล่า” แจจุงปฏิเสธ “ป้าข้างบ้านทำให้”


“งั้นเหรอๆ งั้นฉันกินได้ใช่มั้ย?” ยุนโฮยังคงทำเสียงกระตือรือร้นต่อไป ในขณะที่แจจุงปรับสีหน้าเรียบเฉย ก้มลงมองกล่องข้าวของตัวเองเหมือนไม่ใส่ใจอะไร ทั้งๆที่ใจจดจ่ออยู่กับเจ้าไข่หวานนั่น แต่....จะบ้าเหรอ? นี่เค้าคิดอะไรเนี่ย(>_<)


“อ่ะ....แลกกัน” คีบไข่หวานมาวางใส่ไว้ให้ตรงหน้า แจจุงขมวดคิ้วทำท่าจะปฏิเสธ แต่ก็ถูกดักทางไว้ก่อน “ ฉันจะได้ไม่ติดค้างนายไง”


“อืม.....” นั่นสินะ พยักหน้ารับคำแล้วก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารในกล่องต่อไป ซักพักพอให้เว้นช่วงระยะเวลาออกไปหน่อยถึงได้ใช้ตะเกียบแบ่งเจ้าไข่หวานม้วนนั้นออกจากกันแล้วคีบครึ่งหนึ่งใส่ปาก


รสชาดหวานล้ำและหอมกรุ่นที่ละเลียดอยู่ภายในนั้นทำให้คนเคี้ยวต้องหยีตาเข้าหากัน ....สุดยอด! นี่มันอร่อยชะมัด ....(>o<)


ยุนโฮที่นั่งอยู่ข้างๆอมยิ้ม ลอบมองสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกแปลกๆในใจ เค้ามีความสุข การที่ได้นั่งกินข้าวกลางวันเงียบๆบนชั้นดาดฟ้าสูงจนมองเห็นท้องฟ้าและปุยเมฆใกล้ๆกับใครบางคนที่ทำให้เค้ายิ้มได้


การได้นั่งเอนหลังพิงพนังและแตะสัมผัสชายเสื้อซึ่งกันและกันอย่างแสร้งว่าเป็นความบังเอิญอยู่อย่างนี้ การแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ตีหน้าซื่อแล้วพูดคุยเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ทั้งหมด สายลมที่โชยพัดมาบอกว่ามันคือความสุขที่สุดแล้วสำหรับคนอย่างเค้าในตอนนี้


“แหวะ! กุ้งนี่ก็ไม่ชอบเลย แจจุง นายกินกุ้งมั้ย ไม่กินฉันทิ้งนะ”


“เจ้าบ้า! เอามานี่ ....เอาหน่อไม้ไปให้หมดเลยไป กุ้งนั่นถ้าไม่อร่อยก็เอามา”


....บทสนทนาอันแสนเรียบง่าย แต่สร้างรอยยิ้มได้ไม่เว้นแม้ซักนาที

 


TBC….


อ๊า...เจ้าหมี เจ้าหมียังคงตื๊อได้น่ารักเหมือนเคย แต่คนเขียนแอบนั่งยิ้มนั่งขำตอนที่พิมพ์บทสนทนาตาปาร์คกับชายยุนค่ะ แบบว่ามันน่ารักดี เหอๆ คู่U2 หวังว่าคงไม่มีอะไรในกอไผ่นะ

แน่นอนว่า....แจจ๋าน่ารักที่ซู๊ด~!!(>3<)

คนที่เรียกหาฉากรันทด ....เอ่อ....ถ้ารันทดจริงๆ อย่ามานอยด์ใส่แล้วกันนะคะ เตรียมรับมือด้วยค่ะ 55+

สนุกไม่สนุกบอกกันได้นะคะ “หนูดิท” อยากรูเหมือนกันว่าคนที่คลิกเข้ามาอ่านมีเยอะแค่ไหน
ถ้าเพื่อนๆอ่านโดยไม่ลงคอมเมนต์ หนูดิทก็ไม่แน่ใจค่ะว่าคนที่ติดตามเรื่องนี้มีมากน้อยเท่าไหร่
เพราะเพื่อนหนูดิทบอกว่าถ้าแค่กะรีเฟรช จำนวนคนที่เข้าก็จะเพิ่มขึ้น อย่างงั้นบางทีบางคนไม่ได้ตั้งใจเข้ามาอ่าน
แค่คลิกผิด ก็ขึ้นเป็นจำนวนเข้าชมแล้วจิ ....งั้นคนที่ตามเรื่องนี้อยู่มีกี่คนหว่า?

ฮ่าๆๆ....คำถามของ ‘เจ้าหนูจำไม’ อย่าคิดมากค่ะ จริงๆแค่อยากได้คอมเมนต์เป็นกำลังใจเท่านั้นเอง อิอิ

ช่วยติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ และถ้าเขียนดี ก็ฝากบอกต่อด้วยแล้วกันจ่ะ (^_<)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อือ อ่านแล้วสนุกดีมากเลย โดยเฉพาะตอนที่ยุนโฮ
มีเล่ห์เหลี่ยมในการหลอกล่อแจจุง ยังกะหลอก
ป้อนข้าวให้เด็ก ต้องงัดสารพัดวิธี แต่เก่งนี่ ทำให้
แจจุงยอมกินข้าวที่ตัวเองเอามาได้ ดู ๆ ไปแล้ว
ไม่รู้ว่าแจจุงยอมเปิดใจแล้ว หรือว่าทนรำคาญไม่ไหว
แต่ว่านะถ้ายุนไม่ถอย ก็คงเปิดใจแจให้ซักวันแหละ
มาถึงที่คุยกับยูชอนบ้าง เขาเพื่อนกันชิมิ ไม่มีซัมติ้ง
อะไรกันนะคู่นี้ หรือจะเป็น 2U 555555 แต่เจ้าไก่
มิกรู้สึกกับน้องจุนแค่น้องเหรอ นึกว่าจะยูซูนะเนี่ย
แต่จะให้เป็นมินซูก็ได้ รับได้เสมอ นี่ถ้ากลับมาอยู่
ด้วยกันเมื่อไรก็คงมีเรื่องวุ่นวายนี่นะเนี่ย ส่วนหนูมิน
จะเป็นไงบ้างอ่ะ เหอ เหอ อย่าให้มินมินโมโหหรือ
โกรธนะคร้าบ มันออกจะน่ากลัวนะ คู่นี้เขาจะกลับ
มาคุยกันกันไหมเนี่ย มันต้องมีโอกาสได้เจอกันซิน่า
ชางมิน จุนซู ไฟท์ติ้ง
ปล.อ่าน 8 กับ 9 ไปแล้วน้า พึ่งเจอตอนนี้
ชื่อคนแต่ง "หนูดิท" ใช่ไหมคร้าบ แต่งดีนะ ชอบ
ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายฉาก หรือความรู้สึกของแต่
ละคน การสนทนาของแต่ละคน แต่ละคู่ ก็น่ารักมาก
เอาไว้จะเข้ามาเม้นท์ใหม่นะคร้าบ ขอบคุณสำหรับฟิกคร้าบ

#1 By pu (58.137.129.220) on 2008-02-12 13:33

ชอบมากๆเลยค่ะ ทั้งเนื้อเรื่องและสำนวนการเขียน
น่ารักมาก อ่านสบายๆ อ่านไปยิ้มไป เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คนแต่งนะคะ จะติดตามอ่านต่อไปจนจบค่ะ
(ตามอ่านมาตั้งแต่ตอนที่ 1 แต่เพิ่งเคยเม้นท์มานี่แหละค่า แต่งต่อไปนะคะ สู้!สู้! double wink

#2 By a (125.24.201.144) on 2008-02-12 18:02