TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 8]

posted on 11 Feb 2008 00:48 by dittri

:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม

ตอนที่ : 8
  


 “อือ.....” เสียงครางในลำคอบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในอาการงัวเงียจากภวังค์นั้นดังขึ้น ในขณะที่คนนั่งรื้อค้นข้าวของอยู่มุมห้องสะดุ้งตัวขึ้นแล้วหันไปยกมือไหว้ปะหลกๆให้ คงเพราะแสงไฟที่เค้ากดเปิดสวิตว์เมื่อครู่ใช่มั้ย? แจจุงชักสีหน้ารู้สึกผิด

“โทษทีนะ พอดีพี่จะหาของน่ะ ก็เลยเปิดไฟ เพิ่งตี 4 ครึ่งเอง นายหลับต่อเถอะชางมิน” 

“เอ๋....ตี 4 ครึ่ง?” เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าควานมือขึ้นสูงเหนือหัว คว้านาฬิกาปลุกรูปทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาๆลงมาถือไว้ แล้วหรี่ตาจ้องมองผ่านแสงไฟด้วยความยากลำบาก “พี่แจจุง วันนี้ก็ต้องออกไปส่งหนังพิมพ์ด้วยเหรอ?”

“อื้อ! พอดีลุงแกโทรมาบอกว่าพี่โฮจองพนักงานประจำไม่สบายน่ะ เลยขอให้แวะไปช่วยซักวัน” ผู้เป็นพี่หันไปยิ้มตอบ ก่อนลุกขึ้นบิดกายซ้ายขวาไปมาเพื่อเรียกความกระปรี้กระเปร่าให้กับตัวเอง แจจุงยกกระเป๋าเป้เก่าๆแบบสายสะพายข้างที่ใช้เป็นประจำนอกเหนือจากเวลาไปโรงเรียนที่ต้องใช้กระเป๋าของโรงเรียนขึ้นพาดบ่า แล้วค่อยเดินย้อนกลับไปที่ฟูกปูนอนที่ซึ่งมีน้องชายของเค้านอนกระพริบตาปริบๆรออยู่

“ไปดีมาดีนะครับพี่”

“อื้อ! แล้วกลับมาจะปลุกนะ” แจจุงย่อตัวลงนั่งข้างๆ ส่งยิ้มเอ็นดูให้ผู้เป็นน้องอีกครั้งก่อนยื่นมือไปขยี้เส้นผมสีน้ำตาลกระเซอะกระเซิงนั้นอย่างเบามือ น้ำเสียงของเค้าฟังดูอบอุ่นเสมอเมื่อใช้กับน้องชาย

“แล้วก็....”

“หือ?” หันกลับมามองอีกรอบ แจจุงย่นคิ้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่ต่างกับอิมเมจของพระเอกละครหลังข่าว ชางมิน เจ้าน้องรักคนนี้มักจะชอบเป็นห่วงเค้าจนเกินไป ใบหน้าสวยแอบคิดแล้วยิ้มละไม ....แน่นอนว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกันสินะ หมอนี่คงจะบอกให้เค้าขี่รถระวังๆแหง๋เลย

“พี่....”

“ว่าไง?” น้ำเสียงนุ่มนวลไม่เปลี่ยน แววตาที่จ้องมองน้องน้อยนั้นเจือไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น แม้น้องชายของเค้าจะทำตัวแก่แดดไปบ้างแต่ไม่ว่ายังไงชางมินน้อยๆก็ยังน่ารักน่าชังแบบนี้เสมอ 

....แต่ดูเหมือนชางมินกลับไม่คิดอย่างนั้น

“พี่โง่หรือเปล่าเนี่ย?” (-___-*)

อ่ะ....อ้าว!!?

“อยากตายใช่มั้ย?”

“ห๋า??”  (o_O?)

“ปิดไฟให้ด้วยเซ่!” (=w=*)

“อ่ะ....อ่า.....ครับๆๆๆ”

พูดไม่ออก ได้แต่ทำตาม เอ่อ....ก็อยากจะยืนยันนะว่าชางมินน่ะเป็นน้องชายที่น่ารักเสมอ เว้นแต่เวลาที่หงุดหงิดกับง่วงนอน ....แจจุงได้แต่คิดโทษตัวเองที่ลืมเรื่องนี้ไป ว่าแล้วใบหน้าสวยๆก็กลายไปเป็นหน้าหมาหงอยแทนซะนี่ น้ำเสียงรู้สึกผิดพึมพำงึมงำกับตัวเองก่อนที่จะก้าวขาออกจากห้องไป 

“ชางมินอ่า พี่ขอโทษ” (T____T)


######

“อันนี้ของซอย 8 แล้วก็ตั้งนี้ทั้งหมดของซอย 12 นะ”

“ครับ ลุงลี”  แจจุงพยักหน้ารับ จดๆจ้องๆกับกองหนังสือพิมพ์ที่ถูกมัดแบ่งแยกเอาไว้เป็นสัดส่วนก่อนหันมาจดช็อตโน้ตสั้นๆให้ตัวเองเข้าใจลงบนสมุดเล่มเล็กๆในมือแล้วค่อยยัดมันกลับคืนที่กระเป๋าเป้อย่างเดิม

“คนเดียว ทำไหวแน่นะ?” ชายสูงวัยถามซ้ำอีกครั้ง ส่วนแจจุงก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเริ่มต้นยกกองหนังสือแต่ละมัดขึ้นจัดวางตามพื้นที่ต่างๆของรถมอเตอร์ไซด์รุ่นเก่าที่เป็นยานพาหนะคู่ใจของพนักงานส่งของในโรงพิมพ์ ....สี่มัด....ห้ามัด....หกมัด จนในที่สุดก็ครบจนได้

ใบหน้าได้รูปแหงนเงยขึ้นรับอากาศเพื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองมือยกขึ้นรวบผมสีดำยาวเคลียร์บ่าเข้าหากัน แล้วใช้หนังยางในมือนั้นมัดเอาไว้อย่างรวกๆ 

‘เช้าๆอย่างนี้ คนที่ต้องตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี 4 แต่ละคนต่างก็ลำบากด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นนายก็ไม่ควรท้อใจนะ คิม แจจุง’

คิดแล้วก็ยักไหล่ด้วยท่าสบายๆ เดินกลับเข้าไปในห้องธุระการเล็กๆ แบมือรับกุญแจจากเสมียนที่นั่งจัดการบัญชีอยู่ที่โต๊ะ แล้วค่อยหมนุตัวเดินกลับออกมาอีกรอบ

เสียงดังเอะอะโวยวายจากโกดังด้านซ้ายมือทำให้เค้าต้องหยุดยืนอยุ่กับที่ แจจุงเอียงคอถามถึงสาเหตุของต้นเสียงเกรี้ยวกราดด้วยความสงสัย ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน เว้นแต่ลุงลี หัวหน้าคนส่งของที่ดูเหมือนจะรู้อะไรมากกว่านั้น ชายสูงวัยผมสีดอกเลาเดินเข้ามาใกล้แล้วแตะมือลงที่บ่าของเค้าเบาๆ แจจุงหันไปเลิกคิ้วใส่....

“มีอะไรกันเหรอครับลุง?”

“เถ้าแก่ทะเลาะกับลูกชายน่ะ คังอินไง นายอย่าไปใส่ใจเลย เดี๋ยวถ้าไอ้หมอนั่นมันรู้ว่าวันนี้นายมาทำงาน มันคงได้หาเรื่องพาลใส่นายแน่” ลุงลีอธิบาย ส่วนคนฟังก็ได้แต่พยักหน้ารับ ....คังอินงั้นเหรอ? ไม่ได้ยินชื่อนี้เสียนาน ตั้งแต่วันที่เปิดเทอมแล้วมีเรื่องกันวันแรก จากนั้นแม้จะต้องเรียนในชั้นปีเดียวกัน แต่ก็แทบจะไม่ได้เจอหน้ากันเสียด้วยซ้ำ ไม่สิ ....คนที่เลี่ยงจะไม่พบกับอีกฝ่ายมันเค้าต่างหาก

“แต่ผมก็ไม่รู้นะว่าทำไมคังอินมันต้องจงเกลียดจงชังผมด้วย” ในที่สุดแจจุงก็เอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยขึ้นมาจนได้ ลุงลีหันไปสนใจเสียงโวยวายโต้ตอบของลูกชายเถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์แว่บหนึ่งก่อนหันมาหาเค้า

“ก็เพราะเถ้าแก่แกเอ็นดูเธอไง เวลาเธอมาทำงานเลยมักจะเอาเรื่องของเธอไปพูดกับคุณนาย แล้วก็อย่างที่เห็น คังอินมันทำตัวไร้สาระไม่เอาถ่านซักเรื่อง เวลาทะเลาะกันกับเถ้าแก่ แกเลยไม่วายหลุดปากเปรียบเทียบเรื่องของเธอออกไป”

“อ้อ! ผมเลยซวยซะงั้น” แจจุงขมวดคิ้มมุ่นเข้าหากัน แล้วถอนหายใจ นี่มันไม่ใช่เรื่องของเค้าเลยแท้ๆ ให้ตายเหอะ....อะไรกันเนี่ย?

“คังอินมันขี้อิจฉาน่ะ อย่าใส่ใจเลย ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวจะสาย”

“โอเคครับลุง ยังไงฝากบอกเถ้าแก่ด้วยนะว่าอย่าเอาผมไปเอี่ยวอีก เดี๋ยวถ้าขืนไปเจอกันที่โรงเรียน ไอ้บ้านั่นมันตกมันมาฟัดกับผมอีกจะยุ่ง แค่นี้ก็ไม่ไหวต้องเข้าห้องปกครองแล้ว”

“เอ่อ...นั่นสิเนอะ” ลุงลีหัวเราะ “งั้นที่คราวก่อนคังอินมันหน้าเขียวกลับมา ก็ฝีมือเธองั้นเหรอ?”

“อ่านะ” แจจุงหัวเราะตอบ แล้วเลี่ยงเดินกลับไปที่รถ เสียบกุญแจ ตั้งท่าจะสตาร์ทเครื่องแต่....

“คังอิน! แกจะไปไหนอีก ฉันยังพูดกับแกไม่จบ”

“พ่อไม่ต้องมาพูดมาก บอกไม่ให้ผมกลับดึกผมก็กลับเช้าแล้วไง ยังจะมาอะไรอีก แล้วก็ไอ้โรงพิมพ์เฮงซวยอะไรเนี่ย พ่อมีคนงานตั้งเยอะตั้งแยะจะให้ผมแหกขี้ตาตื่นมาช่วยทำไม ลูกเจ้าของโรงพิมพ์จะให้ไปขี่รถมอเตอร์ไซด์โกโรโกโสแบบนี้ส่งหนังสือพิมพ์เหรอ พ่อเห็นผมเป็นแบบไอ้พวกซำเหมาพวกนั้นรึไง??”

“ไอ้ลูกเวร....นี่แก.....เฮ้ย! นั่นแกจะไปไหน?”

“เรื่องของผม ....พวกแก ไม่ต้องมามองหน้าฉันเลยนะ มีอะไรก็ทำๆกันไปเซ่ กินเงินเดือนนะเว้ย ไม่ใช่ให้ใช้ฟรีแบบสถานสงเคราะห์” ....เสียงดังโวยวายเริ่มไกล้เข้ามาแล้ว แจจุงเผลอยืนนิ่งและหันไปมองยังต้นเสียงนั้นตามสัญชาตญาณ....แล้วเค้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่น่า

“ถอยว้อย เกะกะจริง” คนพูดออกอาการพาลด้วยโทสะสะบัดมือไปปัดเอาตั้งหนังสือพิมพ์ที่วางว้อนอยู่บนรถเข็นของลุงลีร่วงลงมาโครมใหญ่ คังอินไม่มีทีท่าที่จะใส่ใจ ทั้งๆที่มันล้มลงเกือบที่จะทับขาชายสูงวัยที่ยืนอยู่ตรงหน้า พวกคนงานอื่นๆพากันวิ่งมาช่วยยกของขึ้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้าพยุงร่างลุงลีให้ถอยออกห่างจากรถเข็น หากแต่ตัวต้นเหตุยังคงทำเพียงแค่ยืนมองดูเฉยๆ เค้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น เกลียดมันทั้งหมด ทั้งกิจการของผู้เป็นพ่อที่มักจะเคี่ยวเข็ญเค้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งไอ้พวกลูกจ้างที่ชอบเอาเรื่องของเค้าไปนินทา ยิ่งด้วยเฉพาะกับไอ้คนบางคนที่เค้าไม่ชอบขี้หน้าอย่างคิม แจจุงด้วยแล้ว.....คิม แจจุง.....

“ไอ้แจจุง.....แกมาทำอะไรที่นี่!?” กำมือแน่น เดินปรี่เข้าหาอีกฝ่ายที่ทิ้งรถส่งของของตัวเองมาช่วยประคองลุงชราเอาไว้

“ทำงาน” แจจุงคิดเพียงอยากจะตอบสั้นๆ เค้าไม่อยากมีเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นวันใหม่แบบนี้ “วันนี้คนส่งของขาด ก็เลยมาทำแทน”

“พ่อเรียกมันมาเหรอ?” คนตัวโตกว่าจ้องหน้าด้วยสายตาเอาเรื่องแล้วหันไปถามผู้เป็นบิดาที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้

“อื้อ ฉันให้แจจุงมาช่วยงานเอง แกจะทำไม?”

“ผมบอกพ่อแล้วว่าอย่าไปจ้างมัน ลูกไอ้ขี้เมา ไอ้หัวขโมยอย่างหมอนี่ไว้ใจได้ซะที่ไหน? พ่อจ้างมันมาไม่กลัวมันขโมยของไปขายแบบที่พ่อมันทำเหรอ?”

พ่อ.....แจจุงได้ฟังแล้วกำหมัดแน่น เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่นานมาแล้วตั้งแต่เมื่อตอนทีเค้ายังเด็ก ตอนนั้นพ่อของเค้าเริ่มที่จะติดเหล้า เคยมาทำงานที่นี่แต่หลังจากโดนไล่ออกก็แอบเข้ามาขโมยของในโรงพิมพ์ออกไปขายเพื่อแลกเหล้า ตอนนั้นแจจุงไม่รู้ว่าของที่พ่อเค้าขโมยไปคืออะไร หรือแม้แต่เรื่องราวมันร้ายแรงมากน้อยแค่ไหนเค้าก็ไม่เคยได้ฟังมันอย่างละเอียด นั่นเพราะตัวเค้าอยู่ในบ้านที่ห่างออกไปจากโรงพิมพ์ เด็กๆในตอนนั้นไม่มีแก่ใจจะเดินมาเล่นไกลถึงนี่ ดังนั้นข่าวลือเรื่องของพ่อเค้า เมื่อแจจุงโตขึ้นไม่นานทุกอย่างก็ถูกลืมเลือนไปทีละน้อย

รู้แต่ว่าพ่อเคยถูกจับเพราะขโมยของ แต่ลุงเจ้าของโรงพิมพ์เป็นคนไปตามเค้ามาทำงานที่นี่เองด้วยเห็นว่าเป็นเด็กขยัน ทุกคนที่นี่บอกว่าเรื่องของพ่อก็ส่วนของพ่อ ของลูกก็ส่วนของลูกดังนั้นแจจุงจึงไม่เคยใส่ใจ กระทั่ง.....วันนี้ อีกครั้งที่เค้าได้ยินคำพูดที่ดูถูกดูแคลนจากปากของคังอิน

“แกหุบปากไปคังอิน แล้วจะไปไหนก็ไป จะไปนอนที่บ้านแม่แกก็ได้ ถ้าแกไม่ช่วยงานก็รีบๆออกไปได้แล้ว” เถ้าแก่ผู้เป็นพ่อเดินมาถึงพอดีกับที่คังอินกำลังจะคว้าคอเสื้อของเค้า แจจุงยืนนิ่ง ไม่สนใจถ้าหากว่าจะถูกอีกฝ่ายกระชากตัวลอยอย่างครั้งก่อนๆ แต่ถึงอย่างนั้นมือของเจ้าอันตพาลก็ถูกผู้เป็นพ่อปัดออกอย่างแรง

“พ่อเข้าข้างมันเหรอ? มาขวางทำไม? ให้ผมซัดหน้าไอ้ลูกหัวขโมยนี่ดับอารมณ์ไม่ได้รึไง?” คังอินเท้าเอวถาม

“แกมันพาลเกินไปแล้ว แจจุงเค้ามาทำงาน แกนี่มัน.....ไปเลยไป ไปหาแม่แกที่บ้านโน่น!”

“ฮึ่ย!!” เมื่อไม่ได้ดังใจก็สบถคำหยาบคายออกมาแล้วใช้เท้าเตะกองหังสือพิมพ์ที่วางอยู่ใกล้ๆอย่างแรง คังอินก้าวไปสองสามก้าวก่อนหันมามองหน้าแจจุงอีกครั้งแล้วแสยะยิ้ม “ฉันรู้แล้ว.....ที่แท้แม่แกก็เป็นอีตัวอย่างที่เค้าว่าจริงๆ มิน่าล่ะ!พ่อฉันถึงได้เอ็นดูแกนัก สงสัยตอนแม่แกยังอยู่จะบริการพ่อฉันอย่างดีเลยสิท่า”

“สาระเลว!!” กระโจนพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายก่อนผลักล้มและขึ้นคล่อมเอาไว้ แจจุงอาศัยช่วงที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว ซัดกำปั้นหนักๆลงที่ใบหน้าของคังอินสองสามครั้ง ตอนนั้นอีกฝ่ายที่มีรูปร่างใหญ่โตกว่าตอบโต้กลับมาด้วยกำปั้นเช่นกัน แม้จะมีบ้างที่หลบไม่พ้นแต่แจจุงก็ไม่คิดจะลุกขึ้นหนี ตอนนี้เค้าได้เปรียบ ไอ้อันตพาลนี่อาจจะเมาเหล้ากลับมาถึงได้ออกหมัดเชื่องช้านัก แจจุงกัดฟันแน่น ทุบมันลงไปซ้ำๆที่ดั้งจมูกของอีกฝ่าย พร้อมสบถคำด่ามากมายด้วยความเจ็บใจ

ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะมีเรื่องกับใคร แต่เพราะ.....ไอ้คังอินมัน....มันบังอาจพูดถึง ‘แม่’


“พอ....พอได้แล้ว แยกมันออกจากกันทั้งคู่ พอ!!!” เถ้าแก่ออกเสียงสั่งดังลั่น พวกคนงานที่เหลือวิ่งเข้ามาช่วยกันจับแยกมวยชุลมุน ตอนนี้ชาวบ้านรอบๆที่ตื่นขึ้นเพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายเริ่มเปิดไฟขึ้นทีละหลัง มันคงจะเป็นเรื่องพูดต่อให้สนุกปากหากใครรู้เข้าว่าเจ้าของโรงพิมพ์มีลูกชายเป็นอันตพาลอย่างนี้ ว่าแล้วเถ้าแก่ก็สั่งให้ผู้ชาย3คนช่วยกันฉุดกระชากลากเจ้าตัวต้นเหตุที่มีเลือดกกปากและจมูกเข้าไปที่ด้านในโกดัง ในขณะที่ทางด้านลุงลีและคนอื่นๆช่วยกันรั้งตัวเด็กหนุ่มอีกคนเอาไว้

“พอได้แล้วแจจุง ....ปล่อยมันไปลูก อย่าไปตีกับมัน” ลุงลีดันอกของเค้าเอาไว้ อีกมือลูบผมช้าๆเพื่อปลอบให้ใจเย็น

“แต่มันด่าแม่ผม! มันด่าแม่ผม!” แจจุงดิ้นฮึดฮัดอยู่นานก่อนสงบลงได้ ริมฝีปากสีแดงสวยถูกกัดเม้มเข้าหากันจนฉีดเผือด ที่โหนกแก้มของเค้ามีรอยช้ำที่เพิ่งผุดขึ้นมาทันตา และที่จมูกก็มีเลือดกำเดาค่อยๆไหลออกมาเช่นกัน

“ใจเย็นๆลูก คนมันเมา อย่าไปใส่ใจมันเลย” ลุงลีพูดต่อ

“แจจุง.....ไอ้คังอินมันบ้า มันเมากลับมา อย่าไปถือโทษมันเลยนะ ลุงเลี้ยงลูกไม่ดีเอง ลุงขอโทษ” เถ้าแก่เดินกลับมาดูอีกครั้งหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าลูกชายตัวปัญหาถูกล็อกตัวเอาไว้ในโกดังและจะไม่กลับออกมาสร้างเรื่องอีก แววตาของผู้เป็นพ่อดูอ่อนโยน อารีย์ ต่างกับไอ้หมีอันตพาลที่อาละวาดใส่เค้าเมื่อครู่นี้มาก

“มันด่าแม่ผม.....” แจจุงย้ำคำเดิมซ้ำๆอย่างคนไร้สติ จริงๆเค้ายังรับรู้ทุกอย่างเพียงแต่ในใจมันแทบจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ

“ลุงขอโทษ ขอโทษแม่เธอ ขอโทษเธอ.....ให้ลุงก้มหัวให้ก็ได้ ลุงขอโทษที่เลี้ยงลูกไม่ดี” เถ้าแก่ทำท่าจะทรุดตัวลงก้มศีรษะกับพื้น แต่แจจุงปรี่ตัวเข้าดึงร่างนั้นให้ยืนขึ้นเหมือนเดิม เค้าไม่ต้องการ ไม่ต้องการให้คนที่ไม่มีความผิดอย่างเถ้าแก่มาทำอย่างนี้กับเค้า และแน่นอน แม่ที่แสนอ่อนโยนและใจดีของเค้าก็คงไม่ต้องการให้แจจุงเป็นตัวสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้มีพระคุณด้วยเช่นกัน

“ลุงอย่าทำอย่างนี้ ผมรับไม่ไหว เรื่องวันนี้.....ช่างมันเถอะครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว” แจจุงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบลงกว่าเดิม เค้านึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มของแม่ เค้าสัญญาว่าจะเป็นลูกที่ดี เป็นพี่ที่ดี เป็นเด็กดี และ....เป็นคนดี

“ยังไงลุงก็อยากจะขอโทษ” เถ้าแก่ยังคงพูดอย่างนั้น คนเป็นพ่อเห็นลูกตัวเองไม่ได้ความก็คงจะเจ็บปวดเป็นธรรมดา

“ช่างเหอะครับลุง เดี๋ยวผมไปส่งหนังสือพิมพ์สายกันพอดี” แจจุงบอกปัดให้เรื่องมันดูง่ายขึ้นก่อนจะยืดตัวบิดไปมา แล้วใช้ชายแขนเสื้อซับรอยเลือดกำเดาที่เลอะออกมาให้สะอาด

“ไปไหวเหรอวันนี้?” ลุงลีถามด้วยความเป็นห่วง

“แหม่! แค่นี้เองลุง ผมไม่ตายหรอก โดนมาเยอะกว่านี้ยังอยู่ได้” แจจุงตอบก่อนระบายรอยยิ้มแล้วหมุนตันเดินกลับไปที่รถคันเดิม

“ถ้าไม่ไหวก็กลับมานะ ยังไงวันนี้ลุงจะขึ้นค่าแรงให้เธอเป็นสองเท่า” เถ้าแก่บอกอย่างนั้น

“งั้นก็โอเชเลย 2เท่านะ รับรองผมส่งหมดนี่ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงครึ่งแน่ ไว้จะกลับมารับค่าแรงนะครับ ไปละ....” พูดจบก็สตาร์ทเครื่องและบิดออกไปจากโรงพิมพ์ทันที แจจุงเป็นอย่างนี้เสมอ ในสายตาของพวกผู้ใหญ่ที่มองดูเค้าอยู่ แจจุงคือเด็กหนุ่มที่มีความพยายามและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่ายๆอยู่แล้ว ....

“เจ้านั่นเป็นเด็กที่เข้มแข็งนะ  คุณนายคิมเลี้ยงลูกออกมาได้ดีจริงๆ”

######


เข้มแข็ง....ใครๆก็ว่าเค้าเข้มแข็ง ....ตัวเค้าเองก็อยากจะเข้มแข็ง แต่ให้ตายเหอะ นี่มันเจ็บชะมัด(>_<)

“โอ้ย~!! นี่จอง ยุนโฮ นายจะทำให้มันแสบน้อยกว่านี้ไม่ได้เลยหรือไงห๊า?” (=_=;)

“อ่าว! ก็เอาแอลกอฮอลล์ล้างแผลนี่ครับ ไม่ใช่เอาสำลีแตะเปล่าซักหน่อย จะให้มันไม่แสบได้ยังไงล่ะ พูดจาพิลึก” คนตอบกลับทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวใส่ก่อนจะใช้คีมคีบเล็กๆบีบน้ำแอลกอฮอลล์ออกจากสำลีเพื่อให้พอหมาดๆแล้วแปะลงที่โหนกแก้มข้างซ้ายที่แตกช้ำนั้นอีกครั้ง

“โอ้ยยยยยยยย โอ้ยๆๆๆ พอได้แล้ว! มานี่ ฉันทำเอง ปล่อยเลย” คนหน้าสวยแย่งคีมคีบและสำลีมาถือไว้อย่างง่ายได้ ยุนโฮได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ นั่งทำตัวสงบเสงี่ยมเจี๋ยมเจี้ยมเป็นเด็กดีพลางส่องดูหน้าอีกฝ่ายขณะทำแผลเป็นระยะๆ

“ว่าแต่....ไปฟัดกับหมาที่ไหนมาแต่เช้าเลยล่ะคุณคิม แจจุง?” ทำหน้าบ้องแบ๊วตาโตแล้วเอ่ยถาม

“เรื่องของฉัน!” ถูกเผง คำตอบของแจจุงตรงกับที่ใจยุนโฮคาดไว้ทุกประการ แหม่!ถ้าไม่รวยอยู่แล้วคงจะบอกละนะว่า ‘เดาแม่นแบบนี้มันน่าไปซื้อหวยซะจริง’....แต่เสียดาย ที่จอง ยุนโฮดันเป็นพวกรูปหล่อพ่อรวยเสียด้วยสิ(^_^;)

“แล้วนี่อะไร? จะนั่งจ้องหน้าฉันอีกนานมั้ยเนี่ย ห๊ะ?”

“อ่าว....ก็ไม่จ้องหน้าจะให้....” มองเลื่อนลงต่ำจากใบหน้าสู่ลำคอ ผ่านไปที่หน้าอกและก้มลงต่ำกว่านั้น แล้วถอนหายใจด้วยความเสียอกเสียดาย “ว๊า! เล่นแต่งตัวซะมิดชิดอย่างนี้ จะให้มองตรงไหนได้ล่ะเนี่ย?” 

“จะบ้าเหรอ? ฉันเป็นผู้ชาย จะให้ใส่มินิสเกิ๊ตรึไงเล่า?”(-__-;)

“มินิสเกิ๊ตเหรอ?....วุ้ย! นานๆนายจะมีความคิดบรรเจิดอย่างนี้ซักทีนะเนี่ยแจจุง” (O_O) ทำหน้าตาจริงจัง “ลองดูมั้ย? ฉันว่ามันเหมากับนายดีนะ”

“อยากตายงั้นเหรอ?” แจจุงถลึงตาใส่ นาทีนี้ขอยืมคำพูดของน้องมาใช้ซักหน่อยนะชางมิน (=w=)

“แล้วตกลง.....อ่า.....” เหมือนมีเรื่องจะถามต่อแต่ถูกสายตาคู่สวยตวัดกลับมาคล้ายจะขู่อาฆาตดังนั้นยุนโฮจึงรู้สึกตัวได้ว่าสิ่งที่เค้าควรจะทำก็คือ นั่งสงบปากสงบคำต่อไปนั่นแหละ

“อาราย???”

“ไม่ถามก็ได้”

“ว่าแต่นายมาทำอะไรที่ห้องพยาบาลนี่แต่เช้าเนี่ย?” สุดท้ายแจจุงก็เป็นฝ่ายถามเค้าเสียเอง ยุนโฮแอบนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ฮั่นแน่!อย่างน้อยนายก็อยากรู้เรื่องของฉันใช่ม๊า?? (ปิ๊งๆ)

“แจจุงอ่า....” (*w*)

“พอเลย อย่ามาทำตาอย่างนั้น....” คนถูกจ้องปริบๆโดนแสงระยิบระยับแทงตาเข้าให้ แจจุงหลับตาปี๋ก่อนเอามือดันหน้าของอีกฝ่ายออกไปห่างๆ เบ้ปากแล้วถามย้ำเสียงเข้ม “ตกลงจะบอกหรือไม่บอกห๊ะ?”
 
“ดุจริงวุ้ย” บ่นอุบอิบบ้าง ชักสีหน้ามุ่ยๆชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก่อนจะระบายรอยยิ้มแฉ่งสไตล์ยุนโฮชายหนุ่มผู้มีอารมณ์ดีตลอดเวลาคนเดิม “คือจริงๆไม่ได้ทำการบ้านมาส่งไง เลยแว่บมานอนป่วย....แฮ่ะๆ”

“อ๋อหรอ”(-__-;) คนตอบรับเหมือนไม่ค่อยอยากจะใส่ใจเท่าไหร่ ทำนองว่า ‘ฉันไม่น่าไปคาดหวังอะไรกับนายเลย’แบบนั้น

“นี่ถ้าไม่มานอนอยู่นี่ แจจุงก็ไม่มีคนช่วยทำแผลให้หรอก จริงม๊า???” ลากเสียงยาว ยังคงดี๊ๆด๊าๆเหมือนเคย

“แบบว่า.....จำไม่ได้ว่าฉันไปลากนายขึ้นมาจากเตียงแล้วขอร้องให้ช่วย ใช่มะ?” แจจุงเลิกคิ้วถามสงสัย ใบหน้าสวยยังคงวางท่าเป็นท่านหัวหน้ามาดโหดไม่เลิก

“แจจุงอ่า....เรียนจบนายน่าจะไปเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียนะฉันว่า”

“......” เงียบ.....ไม่ตอบ หรือว่าคำพูดเมื่อครู่นี้จะทำให้เส้นความอดทนของอีกฝ่ายขาดผึง? ง่า....ถ้าอย่างงั้นไม่แหย่ต่อดีกว่า ยุนโฮคลี่รอยยิ้มแห้งๆส่งให้อีกครั้งก่อนตัดสินใจใช้ลูกไม้มัดมือชกเฮือกสุดท้ายกับคนตรงหน้า

“ไม่เอาละ เข้ามาห้องพยาบาลทั้งที เช้าๆแบบนี้มันต้องนอนงีบสิ ไปๆๆ แจจุง ไปนอนกันดีกว่า” คว้าข้อมืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้วลากไปที่เตียงหน้าตาเฉย

“เฮ้ย! จะบ้าเรอะ ฉันไม่นอนเตียงเดียวกับนายนะ”(>e<)

“อารายอ่ะ?”(O_O)

“ก็บอกว่าจะไม่นอนเตียงเดียวกันไง หูหนวกเหรอ?” (>o<)

“เห๋อ?? ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้นอนเตียงเดียวกันนี่” ยุนโฮตอบหน้าตาเหลอหลาดูไม่มีพิษไม่มีภัย

“......??”

 “ฉันก็แค่จะให้นายนอนตรงนี้ แล้วฉัน” ชี้นิ้วที่ตัวเอง “จะออกไปตามอาจารย์ห้องพยาบาล ถามเค้าว่ายาแก้อักเสบอยู่ไหน? เพราะถ้านายไม่กินยาดักเอาไว้เนี่ย กลางวันหน้านายจะบวมแล้วก็ปวดมากด้วย ไม่เชื่อคอยดู”

“อ่ะ....อ่อ.....งั้นเหรอ?” แจจุงพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจนัก ตกลงนี่เค้าคิดอะไรมากเกินไปหรอกเหรอเนี่ย “งั้นก็....ขอบใจละกัน”

“อื้อ” ยุนโฮตอบพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง “ไม่เป็นไรอยู่แล้ว ก็เราเพื่อนกันนี่ ....เดี๋ยวฉันมานะ นอนรอไปก่อนละกัน”

“อื้ม” ตอบรับอย่างว่าง่ายแล้วเอียงคอถามตัวเองในใจอย่างงงๆ ...เออ....เรานี่ท่าจะบ้าเนอะ คิดอะไรไปเองคนเดียวอีกแล้วล่ะนี่ แต่ก็ช่างเหอะ ไหนๆเจ้าตัววุ่นวายก็ไปขอยาจากอาจารย์แล้ว เพราะงั้นตอนนี้ถือว่าชดเชยเวลาทำงานที่ตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ ของีบซักงีบเอาแรงซักหน่อยดีกว่า (-___-…..zzZzZZZ)

.
.
.
ทางด้านยุนโฮ หลังจากปิดประตูห้องพยายาลเอาไว้ก็หันหลังพิงประตูแล้วระบายลงหายใจยาวๆอย่างเสียอกเสียดายในบางสิ่งบางอย่าง.....

“เฮ้อ!!! ไม่น่าทำไก่ตื่นเลยเรา....อดเลยไงล่ะ เป็นไง”

ว่าแต่.... ‘อด’อะไรล่ะ ยุนโฮเอ๋ย?? (หัวเราะ)

 

TBC……

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนที่ 7 อยู่ตรงไหนอ่ะ หาไม่เจอ ข้ามมาอ่าน 8 เลยเนี่ย รู้เรื่องนะ แต่เสียดายยังไม่ได้อ่านตอน 7
น้องมินเวลาดีก็ดีนะ เวลาหงุดหงิดกับง่วงนอนเนี่ย
น่ากลัวจัง ดูดิดุพี่ตัวเองจนกลัวไปหมดแล้วนะ
แจจุงอุตสาห์ตื่นเช้ามาทำงาน ก้าวขาข้างไหนออก
จากบ้านละเนี่ย แจเอ้ย ถึงได้มาเจอกับหมีบ้าแต่เช้า
ขนาดนี้ แถมเล่นแรง ตัวเองไม่เอาถ่าน ยังมีหน้ามา
ด่าแม่คนอื่นเขาอีก ดีนะน่ะมีคนแยก ไม่งั้นแจเอา
ตายได้เลยนะ เบรกอารมณ์มาห้องพยาบาล ยุนโฮ๊
ทำไมหื่นกับแจยังงี้ล่ะ ทำแผลก็ไม่ได้เรื่องยังจะมี
หน้ามาหื่นอีก แต่มันก็ทำให้แจจุงใจเต้นแรงอะน่ะ

#1 By pu (58.137.129.220) on 2008-02-11 15:32

#2 By a (125.24.201.144) on 2008-02-12 18:29

ผิดพลาดนิดหน่อยค่ะsad smile
สนุกค่ะสนุก อยากอ่านอีกเยอะๆ

#3 By a (125.24.201.144) on 2008-02-12 18:31