TVXQ : Between Thread & Wind [ตอนที่ : 9]
posted on 11 Feb 2008 00:52 by dittri
:: Between Thread & Wind ::
....ระหว่างเส้นด้าย และ สายลม
ตอนที่ : 9
ท้องฟ้าใส ไร้เมฆ บรรยากาศแบบนี้ช่างไม่เหมาะเอาเสียเลยกับช่วงมรสุมส่งท้ายเดือนกรกฎาคมแบบนี้ ทั้งๆที่เมื่อเช้าฝนตกลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว แต่ไหง๋ช่วงบ่ายคล้อยอากาศถึงได้ปลอดโปร่งนักนะ
‘เค้าว่าฟ้าหลังฝนมักจะสดใส’ คำๆนี้เป็นคำที่ชางมินมักจะคิดขึ้นได้เสมอเมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จากที่นั่งตรงริมหน้าต่างที่เค้าใช้เป็นที่ประจำ แม้จะเป็นวันที่ฝนตก แดดออก หรือสภาพอากาศเป็นอย่างไร ชางมินก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะมองหาเสี้ยวหนึ่งของท้องฟ้าสีครามใสที่มักจะปรากฎกายขึ้นมาหลังจากช่วงเวลาแห่งความหม่นหมองนั้นเลือนหายไป
....แม่ครับ ไม่รู้พี่แจจุงจะคิดเหมือนผมหรือเปล่า? แต่ทุกครั้งที่ฝนตก ผมเศร้าไปกับมัน เหมือนกับท้องฟ้าร้องไห้ เหมือนกับผมที่อยากจะร้องไห้ บางครั้งผมก็คิดถึงแม่นะ ผม....ผมคิดถึงแม่และรอยยิ้มที่อ่อนโยนั้นทุกครั้งในวันที่ฝนตก แต่วันนี้ หลังจากที่ฝนตก ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีสันที่สว่างตา
สีฟ้าสดใส มันทำให้ผมคิดถึงใคร....?
ใครซักคนที่นอกเหนือไปจากแม่ และพี่ชาย
“ชางมินๆ” เสียงเรียกจากที่นั่งด้านข้างที่พวกเพื่อนๆ 3-4 คนยืนล้อมรอบคุยกันอยู่ในช่วงท้ายของชั่วโมงเรียนดังขึ้น เจ้าของชื่อสะบัดศีรษะเบาๆเพื่อไล่คำถามและความคิดที่ทำให้เค้ารู้สึกสับสนออกไปให้พ้นแล้วหันกลับไปเลิกคิ้วเป็นเชิงถามถึงสาเหตุที่พวกเพื่อนๆสะกิดเรียก
“วันนี้ตอนเย็นพวกเราจะไปคาราโอเกะกัน นายล่ะว่ายังไง?” จีอึน เด็กสาวคนเดียที่เป็นสมาชิกในกลุ่มเพื่อนสนิทของเค้าเอ่ยถาม ชางมินก้มลงมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ อีก15 นาทีจะถึงเวลาเลิกเรียน ตัวเค้าไม่จำเป็นที่จะต้องรีบกลับบ้านเพราะไม่มีงานพิเศษจากร้านขายผักดองข้างบ้านให้ช่วยทำเหมือนอย่างเคย ช่วงนี้เป็นช่วงไม่มีเทศกาล รายรับที่ร้านขายผักดองของแม่พี่ซังมีได้มาจึงมีไม่มากนัก และนั่นเอง เหตุผลที่ทำให้เด็กมัธยมต้นอย่างชางมินถูกริดรอนรายได้ในช่วงหลังเลิกเรียนไป
“น่าจะมีที่ไหนที่เค้ารับเด็ก ม.ต้นเข้าทำงานบ้างเนอะ” ชางมินพูดขึ้นมาลอยๆ เด็กหนุ่มลืมตอบคำถามเพื่อนๆไปเสียสนิท ทำเอาอีก3-4คนที่เหลือนั่งรอคอยฟังคำตอบเก้อ
“นี่ตกลงจะไปหรือไม่ไปล่ะนั่น?” คยูฮยอนเพื่อนสนิทอีกคนเกาหัวแกรกๆก่อนส่งสายตาไปให้หัวหน้ากลุ่มช่วยไกล่เกลี่ย และตอนนี้นั่นเองที่คิม คิบอมต้องออกโรง ในที่สุดลูกชายของคอนวีเนี่ยน 6 แห่งที่เปิดสาขาไปทั่วเขตก็ลุกขึ้นและเดินอ้อมไปด้านหลังพนักเก้าอี้ของชางมิน
“ว่าไงอ่ะ? คนอื่นเค้ารอนายอยู่ คิดเร็วชางมิน” ก้มลงเท้าแขนไว้ที่ไหล่ของเพื่อน กระซิบเบาๆเพื่อไม่ให้คนนอกกลุ่มได้รู้ว่าพวกเค้าคุยอะไรกัน
“แต่ฉันไม่มีตังค์” ชางมินตอบน้ำเสียงเรียบ
“งั้นฉันกับคยูฮยอนจ่ายให้” คิบอมเสนอ มันไม่ใช่ภาระอะไรของพวกเค้าอยู่แล้ว เพราะสำหรับทุกคน ชางมินเองก็เป็นเพื่อนคนสำคัญ และที่มากกว่านั้น ชางมินสำคัญเกินกว่าเงินเล็กๆน้อยๆที่พวกเค้าใช้สนุกไปวันๆเสียด้วยซ้ำ
“อืม.....ถ้ากลับก่อน 6โมงเย็น ก็ตกลง” อีกฝ่ายตอบตกลง
“ดีมาก” คิบอมระบายรอยยิ้มที่มุมปาก แล้วตบลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนหันไปยักคิ้วให้เพื่อนๆ ทุกคนยิ้มตอบ ตารางต่อไปคือหน้าที่ของจีอึนและซองมินที่ต้องคิดกันล่ะว่าจะไปร้องคาราโอเกะกันที่ร้านไหน แล้วก็จะแวะหาอะไรรองท้องกันก่อนหรือเปล่า
สำหรับภาพที่พวกผู้หญิงในห้องเห็นมันเป็นภาพที่มักจะเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้จากพวกเธอเสมอ หนึ่งเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในแบบคมคาย กับอีกหนึ่งเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้กัน พวกเค้าสองคนสนิทสนมกันจนหลายต่อหลายครั้งที่ทำเอาพวกเธอมักจะจินตนาการไปไกล
“นี่ๆ สองคนนั้นจู๋จี๋กันอีกแล้ว” เสียงของนักเรียนหญิงที่นั่งห่างออกไปทางฝั่งโต๊ะของจีอึนกระซิบกระซาบพลางส่งสายตาสนอกสนใจ จีอึนมองหน้าคยูฮยอน และชองมินที่ยืนอยู่ล้อมรอบโต๊ะพลางถอนหายใจพร้อมๆกัน สองคนนั้นแค่กอดคอแล้วคุยกัน
‘ยัยพวกนี้ก็บ้าเนอะ’
“รู้ป่ะว่ามีคนเข้าใจว่าพวกนายเป็นกิ๊กกันด้วยอ่ะ” คยูฮยอนเป็นคนแรกที่เริ่มจุดประเด็นเรื่องนี้ในขณะที่พวกเค้ากำลังยืนจิ้มแป้งก้อนเผ็ดที่เรียกว่า ‘ต๊อกโปกิ’เข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อยๆ ทั้งชางมินและคิบอมที่ดุเหมอืนจะเป็นผู้ถูกกล่าวหายืนมองหน้ากันตาปริบๆก่อนที่จะมีใครซักคนเริ่มต้นการแสดงคั่นเวลาขึ้น
“คิบอมอ่า....ฉันมองนายมาตั้งนานแล้ว นายนี่น่ารักจริงๆ” ชางมินรีบยัดต๊อกโปกิที่เสียบไม้อยู่ในมือเข้าปาก เคี้ยวอย่างเร็วๆก่อนจะหันมาแตะมือลงที่แก้มของอีกฝ่าย
“บ้า! ชางมินก็ แบบนี้เค้าเลยรู้กันพอดีว่าพวกเราเป็นอะไรกัน” คิบอมเล่นบทแสดงตอบกลับได้ว่องไว ดวงคาคมที่กระพริบถี่ปริบๆใส่เพื่อสื่อสารให้ดูหวานซึ่งกลับทำเอาทุกคนแทบสำลัก พอเหอะ....คิบอม นายช่างไม่เข้ากับบทบาทนี้จริงๆ
“เอาเป็นว่าฉันขอโทษแล้วกันที่จุดประเด็น” คยูฮยอนยกมือไหว้พวกเพื่อนๆ ใบหน้ารู้สึกสำนึกผิดที่เป็นต้นเหตุของภาพขัดลูกตาที่เกิดขึ้น
“โถ่ คยูฮยอนอ่า....หึงก็ไม่บอก นายมีซองมินอยู่ทั้งคนนะ อย่าทำให้ฉันสับสนสิ” คิบอมหันไปทำตาปริบๆใส่อีกครั้ง
แล้วจากนั้นซองมินก็เข้มาคว้าแขนอีกข้างของคยูฮยอนไปกอดไว้ เด็กผู้ชายสองคนกำลังเล่นเลียนแบบละครหลังข่าวในบทภรรยาหลวงและภรรยาน้อยแย่งคุณผู้ชายกัน ทั้งชางมินและจีอึนยืนมองแล้วก็ขำจนปวดท้อง แน่นอนว่าคุณป้าที่ขายต๊อกโปกิเองก็หัวเราะด้วยเช่นกัน และนั่นเอง สำหรับรางวัลตลกหน้าตายของคิบอม วันนี้นอกจากจะได้จ่ายค่าต๊อกโปกิแค่ในส่วนของ 3 คนแล้ว พวกเค้ายังได้ของแถมเป็นขนมแป้งทอดแก้เผ็ดอีกด้วย ....ที่หน้าโรงเรียนของพวกเค้ามีร้านที่ใจดีๆอย่างนี้อยู่หลายร้าน และทุกเย็น ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานของทุกคน
‘ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้า เราก็มีความสุขได้’ ชางมินบอกกับตัวเองอย่างนั้นในขณะที่เดินร่วมทางไปกับเพื่อนๆ แต่นั่นมันเป็นเพียงแค่ความคิดก่อนที่เค้าจะได้พบกับคนๆนั้นอีกครั้ง
คนที่ให้ความรู้สึกถึงสีฟ้าของท้องฟ้าสดใส ที่ไม่รู้ว่าเป็นท้องฟ้าหลังฝน หรือเป็นท้องฟ้าที่ซ่อนเอาเม็ดฝนและลมมรสุมมากมายเอาไว้กันแน่
######
“ติ๊ ลิ๊ ลิ๊ด....ติ๊ ลิ๊ ลิ๊ด....ติ๊ ลิ๊ ลิ๊ด....” เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะที่พนักหน้าหนุ่มหน้าหวานในชุดยูนิฟอร์มของร้าน ‘ดัมโบ้เบอร์เกอร์’ กำลังทวนออร์เดอร์ให้กับลูกค้า พวกสาวๆมัธยมที่ยืนเข้าคิวอยู่พากันมองหาต้นกำเนิดของเสียงเรียกเข้าสุดเชยนั้น ก่อนที่ตัวเจ้าของเครื่องเองจะเอะใจขึ้นได้ว่านั่นคือเสียงจากโทรศัพท์มือถือของตน
“อุ๊บ! ขอ....ขอโทษครับ” แจจุงรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วยกชึ้นตัดสัญญาณเสียงก่อนเงยหน้ามองบรรดาลูกค้าที่ยืนอออยู่ด้านหน้าอีกครั้งพร้อมทั้งระบายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเจื่อนๆเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องน่าอายของตัวเอง ....คนจะมีแต่คนสงสัยสินะว่าทำไมนักเรียนมัธยมปลายอย่างเค้าถึงได้ใช้เสียงเรียกเข้าในมือถือที่เชยระเบิดเสียขนาดนี้ ....ทั้งหมดนั่นก็เพราะ.....
“ว้าวๆๆ!!มือถือของนายเป็นแบบถ่ายรูปได้ด้วยใช่มั้ยแจจุง !?” เสียงวี๊ดว๊ายกระตู้วู๊เกินพอดีแบบนี้คงจะไม่มีใครนอกจาก จอง ยุนโฮ เจ้าตัววายร้ายเจ้าเก่าเจ้าเดิมที่คอยเกาะหนึบมือแน่นเป็นหนวดปลาหมึกอยู่กับคิม แจจุงนักเรียน ม.ปลาย ผู้โชคร้าย ดวงอับ ดวงจู๋ตลอดช่วงเวลาพักกลางวันนั่นแหละ ยุนโฮเรียกสถานะของตัวเค้าและอีกฝ่ายว่า ‘ก๊วนข้าวกล่อง’ซึ่งนั่นหมายความว่าชายหนุ่มได้ทำการมัดมือชกอีกฝ่ายให้เข้าร่วม ‘ขบวนการอาหารกลางวันบนดาดฟ้า’อย่างถาวรไปเรียบร้อยแล้ว
ทีแรกก็กะจะปฏิเสธและดื้อดึงไปให้ถึงที่สุดนั่นแหละ แต่....บางทีเวลาที่เราอยากจะเข้มแข็ง เมื่อได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าอาหารกลางวันที่ไม่ซ้ำแบบกันในแต่ละวัน เรื่องแบบนั้นมันก็พูดไม่ออกหรอกนะ
แค่กินข้าวด้วยกัน แจจุงบอกตัวเองว่าแลกกับการได้อาหารระดับเหลาและภัตตาคารมาเป็นสะเบียงให้ท้องนั่นก็นับว่าคุ้ม แต่พักหลังๆมานี่เจ้ายุนโฮนั่นใช่ว่าจะอยู่สุขหยุดอยู่แค่นั้นซะที่ไหนกันล่ะ ยกตัวอย่าง อย่างเมื่อพักเที่ยงของวันนี้ หลังจากที่กินข้าวเสร็จหมอนั่นก็คว้าโทรศัพท์มือถือของเค้าไปถ่ายรูปตัวเองเล่นเสียเฉย
// แชะ! แชะ! แชะ! //
‘กดรัวขนาดนั้น ถ้านายเป็นดาราเมื่อไหร่ฉันจะเอารูปนายไปขายแน่ๆเลยจำไว้’ ทำได้แค่คิดอยู่ในใจ เพราก่อนหน้านี้พยายามแย่งกลับมาแล้วหลายหน แต่ดูเหมือนคนที่เล่นกีฬาเก่งระดับนักกีฬาบาสของโรงเรียนอย่างหมอนั่นจะไม่มีช่องโหว่ให้พนักงานพาทไทม์ที่รับจ้างทำทุกอย่างอย่างเค้าได้เอากลับคืนบ้างเลย ....ท่าทางจะยังฝึกฝนไม่เพียงพอ การตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 นี่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสินะ แจจุงเอ๋ย (-_-;)
....แล้วก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ สุดท้ายมือถือของเค้าก็เลยเต็มไปด้วยรูปหลายหลายแอ็คชั่นของชายหนุ่มที่ชื่อว่า จอง ยุนโฮ(=__=;)
“เรามาถ่ายรูปคู่กันบ้างดีกว่า” เป้าหมายต่อไปดูเหมือนจะระรานมาถึงเค้าเสียแล้ว
“เห๋.....ไม่เอานะ..... ฉันไม่ชอบ.....” แจจุงรีบปฏิเสธ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็โผเข้ามาโอบบ้าเอาไว้เสียอย่างงั้น
“เอ้า! ยิ้ม” ยุนโฮกระชับบ่าอีกฝ่ายให้ขยับเข้ามาใกล้ ปลายเส้นผมของพวกเค้าสัมพัสกัน และนั่นทำให้แจจุงผวา
“ไม่เอา ไม่ยิ้ม” ไม่ได้เคยชินกันง่ายๆหรอกนะ ไอ้ปุ๊บปั๊บถึงเนื้อถึงตัวเนี่ย แจจุงพยายามดันอีกฝ่ายออกห่าง สำหนับเค้าคนเดียวที่คุ้นเคยและอยู่ใกล้ๆได้อย่างเป็นธรรมชาติคงมีแค่ชางมินของเค้าเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ
“พูดว่า ‘กิมจิ’ แล้วค้างเอาไว้นะ” แต่ดูเหมือนยุนโฮจะไม่ใส่ใจ ยังคงออกคำสั่งต่อไปซะอย่างงั้น
“เฮ้ย! ไม่เอา ทำไมต้องพูดว่า....” ก็เอาวะ แล้วใครจะยอมง่ายๆ ยิ่งโอบยิ่งดิ้น ยิ่งสั่งให้พูดยิ่ง....
“กิม....จิ.....”
“กิม.....จิ........”
อ่ะ....อ่าวเผลอพูดตามไปเสียแล้ว (-O-) สุดท้ายรูปที่ได้ออกมาก็เลยกลายเป็นรูปคู่ที่มีรอยยิ้มหวานๆที่ดูจริงใจของยุนโฮ กับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ค้างเอาไว้ด้วยคำว่า ‘กิมจิ’ ของแจจุงนั่นแหละ สรุปคือโดนเจ้าวายร้ายนั่นสะกดจิตเสียอย่างงั้น ที่สำคัญ....
“ทำไมนายต้องเอารูปนี้ขึ้นหน้าจอมือถือฉันด้วยห๊ะ?” ได้แต่เดินตาม ถามอย่างเอาเรื่องขณะที่เดินลงบันไดมาจากชั้นดาดฟ้า ตอนนี้สัญญาณหมดเวลาพักดังขึ้นแล้ว ยุนโฮบอกว่าพวกเค้าควรจะแยกย้ายกันไปเรียนเสียก่อนที่จะเข้าห้องสาย แต่ดูเหมือนแจจุงไม่คิดอย่างนั้น “เอารูปเดิมกลับมาขึ้นหน้าจอให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ก็ดีออก รูปนี้นายหล่อจะตาย” ดูมัน ดูมันพูด แจจุงแทบจะกระโดดถลกหนังหัวไอ้ตัวหน้าเป็นที่หันมาย้มทะเล้นให้ตรงหน้า
“ไม่เอา ฉันไม่ชอบ แล้วที่ไม่ชอบมากกว่านั้นก็คือ ‘ทำไมนายต้องเอารูปเดียวกันนี่ขึ้นที่หน้าจอมือถือของนายด้วย?’ หันมาคุยกันก่อนดิ(วะ) ไอ้บ้า จอง ยุนโฮ” ขนาดบอกให้หยุดหมอนั่นยังไม่ฟัง แจจุงชักจะฉุนหนัก นี่มันอะไรนักหนากับชีวิตเค้าล่ะเนี่ย?
“ถ้านายไม่ชอบก็เปลี่ยนรูปในเครื่องของนายดิ เครื่องของฉัน ฉันจะเอารูปไหนขึ้นมันก็เรื่องของฉันหนิ” ยุนโฮตอบ เค้าก้าวเท้าเดินให้ช้าลงแต่ที่ไม่หันหน้ามาพูดกับอีกฝ่ายนั่นเพราะกำลังแอบอมยิ้มและนึกอยากจะหัวเราะอยู่ในใจ ....สนุก....ทุกครั้งที่ได้ปะทะคารมกับแจจุง เค้ารู้สึกอย่างนั้น
“เฮ้ย! แต่....ฮึ่ย!” พอเถียงไม่ออกก็ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัด แจจุงกัดปากแน่น เดินตามหน้าตาเหยเก “อย่างน้อยนั่นมันก็รูปจากกล้องมือถือของฉัน นายละเมิด ‘สิทธิส่วนบุคคล’ของฉันอยู่นะ จองยุนโฮ!!” (>_<;)
“แต่ฉัน FW. เข้ามาเครื่องฉันแล้ว” ยุนโฮเถียง (^_^)
“งั้นก็ลบรูปออกจากเครื่องของฉันเดี๋ยวนี้” คว้าแขนแล้วออกแรงดึงให้หันกลับมา ก่อนยื่นโทรศัพท์ในมือให้อีกฝ่าย ยุนโฮมองหน้า ดวงตาเบิกขึ้นพร้อมกับยกคิ้วสูงๆ
“นั่นโทรศัพท์นาย ‘สิทธิส่วนบุคคล’ ….นายก็ลบเองสิ” (^e^) พูดจบก็โวยวายว่า ‘อ๊ะ!สายแล้วๆ’ และวิ่งหายไปเสียอย่างงั้น ทิ้งเอาไว้ก็แต่แจจุง กับโทรศัพท์ในมือที่ขึ้นหน้าจอเป็นรูปคู่เอน็จอนาถอย่างที่เห็น....แจจุงรู้สึกว่ามันเป็นรูปที่ให้ความรู้สึกนั้นจริงๆ....เค้าตบมือลงบนหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วพึมพำขึ้นมาอย่างเหนื่อยหน่าย.....
“ให้ตายเหอะ! ฉันเซ็ทค่าโทรศัพท์เป็นเสียที่ไหนเล่า?”
######
“แล้วจากนั้นพี่แจจุงก็เลยต้องใช้เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เป็นเสียงสุดเชยนี่ อย่างงั้นเหรอครับ?” คนที่นั่งฟังจนจบเรื่องอมยิ้มกลั้นขำเอาไว้จนใบหน้าใสๆค่อยๆระบายสีชมพูระเรื่อ
“ก็แหง๋ล่ะ! ทั้งหมดนี่มันฝีมือของพี่ชายนายชัดๆ ฉันบอกแล้วว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นปีศาจ ให้ตายสิ! จุนซู นายเชื่อมั้ยว่ากว่าฉันจะหาทางเปลี่ยนรูปที่หน้าจอมือถือนี่สำเร็จ ฉันต้องกดปุ่มโน่นปุ่มนี่มั่วไปหมด ....กว่าจะได้เรื่องก็เกือบๆชัวโมงแน่ะ” ประโยคสุดท้าย เสียงของแจจุงค่อยๆแผ่วลงนิดหน่อย จริงๆอาจจะเพราะไม่อยากที่จะประจานความด้อยในเรื่องเทคโนโลยีของตัวเองให้คนอื่นรู้นักก็เป็นได้
จุนซูมองหน้าอีกฝ่ายแล้วก็นึกชอบใจ แบบนี้นี่สิน๊าที่ทำให้พี่ยุนโฮติดอกติดใจเสียเหลือเกิน จะบอกว่าเป็น ‘ของเล่นชิ้นใหม่’แบบนั้นคงไม่ได้สินะ ต้องบอกว่าเป็น ‘ของชิ้นพิเศษ’ หรือ ‘คนพิเศษ’แบบนั้นมากกว่า ว่าแล้วก็....ชักอยากจะขอแบ่งเรื่องสนุกๆอย่างนี้มาไว้ด้วยคนแล้วสิ
“ว่าแต่....จู่ๆนายโทรนัดฉันออกมาทำไมเหรอจุนซู?”มัวแต่นั่งบ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังเสียนานกว่าจะนึกขึ้นได้
“ผมแค่อยากเจอพี่น่ะครับ แล้วก็อยากเลี้ยงขอบคุณด้วย”
“เอ๋??” แจจุงตาโต “เลี้ยงขอบคุณฉันเรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องที่....ที่พี่ช่วยไปคุยกับน้องชายของพี่น่ะครับ” กำลังจะพูดจู่ๆใบหน้าของใครอีกคนก็ผุดขึ้นมา ใบหน้าของคู่กรณีของเค้า
“อ๋อเหรอ?” แจจุงพยักหน้ารับเป็นอันเข้าใจ แต่เอ๊ะ!ไอ้จะเลี้ยงน่ะไม่ว่าอะไรหรอก แต่มันจะดีเหรอ? ในเมื่อเค้ายังไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปบอกกับชางมินเลยนี่นา (-_-;)
“อีกอย่าง ผมอยากไปซื้อของขวัญให้พี่ชายด้วย” จุนซูบอก เล่นเอาคนฟังทำหน้าบอกอารมณ์ไม่ถูก ง่ายๆคือในสายตาของคนที่มองอยู่ แจจุงตอนนี้ทำหน้าดูผะอืดผะอมชอบกล
“อะไรกัน? นี่มันวันเกิดเจ้าหมอนั่นแล้วเหรอเนี่ย?” ที่แท้ก็คิดถึงเรื่องของพี่ยุนโฮอยู่นี่เอง คนเป็นน้องได้รู้แล้วก็ระบายรอยยิ้มก่อนบอกปฏิเสธ
“ไม่ใช่พี่ยุนโฮหรอกครับ ของพี่ยุนโฮน่ะ ต้องวันที่ 6 กุมภาครับ เกิดวันพฤหัสด้วย จำเอาไว้ล่ะ” แจจุงพยักหน้ารับ
“อ้อ! อย่างงั้นหรอกเหรอ?” ว่าแต่....เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ‘ทำไมฉันต้องไปจำวันเกิดนายด้วยวะ ยุนโฮ?’
“แล้วพี่แจจุงล่ะครับ เกิดเมื่อไหร่?” ดูเหมือนจุนซูจะเดาความคิดในใจของอีกฝ่ายถูกก็เลยรีบเปลี่ยนเรื่องถาม
“ของฉันวันที่ 26 มกราคม วันอาทิตย์น่ะ ...ฮ่าๆ! อย่างน้อยฉันก็เกิดก่อนเจ้าบ้านั่นแหละนะ” เหมือนจะเป็นเรื่องที่พอให้ภาคภูมิใจได้ แจจุงหัวเราะอย่างผู้มีชัยชนะ ถึงแม้เค้าจะยังไม่รู้ว่า ‘กะอีกแค่ได้เกิดก่อนมันน่าภูมิใจตรงไหน?’ก็ตาม
“ฮ่าๆ ....พวกพี่นี่สนิทกันดีจัง” จุนซูหัวเราะก่อนจะเก็บประโยคต่อท้ายไว้ในใจว่า ‘ส่วนข้อมูลวันเกิดของพี่ที่บอกผมเนี่ย ผมหวังว่ามันจะเอาไปแลกค่าขนมจากพี่ยุนโฮได้นะ’
“เหว๋อ! อย่าเลย ขอร้อง อย่าเรียกว่าสนิทกันดีกว่า” แจจุงรีบปฏิเสธ “ว่าแต่พี่ชายของนายที่จะไปซื้อของขวัญให้น่ะ....อย่าบอกนะว่านอกจากจอง ยุนโฮแล้ว นายยังมีพี่ชายเทือกเถาเดียวกับหมอนั่นอีกคน?” (-o-;)
“อ๋อ! เปล่าๆๆ ไม่ใช่พี่ฃายแท้ๆหรอกครับ เป็นเพื่อนสมัยเด็กๆของผมกับพี่ยุนโฮนะ” ....เฮ้อ! จุนซูแอบได้ยินเสียงถอนหายใจโล่ง อก นี่แจจุงคงกำลังคิดสินะว่า ‘ถ้าขืนมีแบบยุนโฮผุดขึ้นมาอีกซักคน โลกนี้คงล่มสลายแน่ๆ’
“งั้นวันเกิดพี่ชายคนนั้นเหรอ? แล้วนายอยากซื้ออะไรให้เค้าล่ะ?” แจจุงถามก่อนที่พวกเค้าจะตัดสินใจลุกจากม้านั่งบริเวณที่นัดหมายเพื่อเดินต่อไปยังชั้นอื่นๆของห้างสรรพสินค้า
“เป็นของขวัญต้อนรับการกลับเกาหลีน่ะครับ ก็เลยเลือกไม่ถูก เห็นว่าพวกพี่อายุเท่าๆกันผมถึงต้องรบกวนพี่แจจุงมาช่วยเลือกนี่แหละ” จุนซูบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายบนแก้มใส
“อย่างงั้นสินะ” พยักหน้าเข้าใจแล้วค่อยลุกเดินตามอีกฝ่ายไป
น่าสงสารจุนซู....เพราะพี่ชายนายมันใช้ไม่ได้ ไม่เป็นที่พึ่งให้กับคนเป็นน้อง เฮ้อ!ให้ตายเหอะ ยุนโฮ นายนี่มันโคตรโชคดีจริงๆที่มีน้องน่าตาน่ารักแบบนี้ ถึงนายจะไม่ใส่ใจเค้าเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นฉันละก็ มีน้องชายน่าเอ็นดูอย่างนี้เพิ่มอีกซักคน คงจะรักตายเลยแหละ ....ว่าแต่....ชางมินอ่า....พี่ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ว่านายน่ารักน้อยไปกว่าจุนซูหรอก เพียงแต่เค้ามันประเภทน่ารัก ส่วนนายมันประเภทสง่างาม พวกนายสองคนมันต่างกัน
(พี่แจจุงครับ พวกผมไม่ใช่หมา / จุนซู & ชางมิน)
“ว่าแต่จะซื้ออะไรอ่ะ? ซื้อโมเดลหัวไก่ถูกปังตอสับเลือดสาดดีมั้ย? โมเดลซี่โครงไก่ก็น่าสนนะ” แจจุงออกความคิดเห็น
“....หรือจะเป็น ‘หมวกหัวไก่’อย่างที่ร้านนั้นขายดี?”
“อ่า....ไม่ดีมั้งครับพี่แจจุง” จุนซูหัวเราะฝืดๆ ท่าทางจะคิดผิดไปหรือเปล่านะที่ชวนแจจุงมาซื้อของแบบนี้? คนหน้าใสชักหวั่นๆใจในรสนิยมของอีกฝ่าย(^_^;)
ว่าแต่....พี่แจจุงคิดได้ไงเนี่ย? ยังไม่ทันบอกเลยว่าพี่ยูชอนหน้าตาเป็นยังไง ....ทำไมจู่ๆถึงได้พูดเรื่อง ‘หัวไก่’ขึ้นมานะ?( จุนซู / หัวเราะขำในใจ)
TBC…..
มาทายกันว่ายูชอนจะได้รับอะไรเป็นของขวัญต้อนรับกลับ

โมเดลหัวไก่

โมเดลซี่โครงไก่

หรือ....หมวกหัวไก่??